# !!! มี Crypto & Blockchain  ไปทำไม ? !!!

By [FridayME.Crypto](https://paragraph.com/@fridayme-crypto) · 2022-06-12

---

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/7a3ed89c75da59c1b8c459e7bf019db34113637179687a90efd9bc1d670ec91d.jpg)

เรามารู้จักจุดประสงค์ของ Blockchain กันก่อน

มี crypto และ blockchain ไปทำไม ?

ภาพใหญ่จะทำให้ทุกคนเข้าใจภาพที่เล็กลงได้ดีขึ้นครับ

blockchain เป็นมายังไง บทความนี้จะเล่าให้ฟังครับ

เราต้องมีปัญหาเกิดขึ้นก่อน ถึงจะมี technology ใหม่ เพื่อแก้ปัญหา

ปัญหา คือ การมีอำนาจรวมศูนย์ นั้นเอง

เราฝากเงินไว้ในธนาคารเราต้องเชื่อตัวเลขในคอมของธนาคาร

เราโหวตเลือก สส. เราต้องเชื่อใจว่า สส. จะไม่งู่เห่า

ในโลกเดิม

เรามอบอำนาจไว้กับใครบางคนหรือบางกลุ่มเสมอ

Blockchain + Decentralized

มาเพื่อแก้ปัญหาการวมศูนย์อำนาจ ผ่านความสามารถที่ไม่มีใคมีอำนาจเหนือระบบ

และแก้ไขย้อนหลังข้อมูลได้

\*\* ไม่ใช่ทุก Blockchain เป็น Decentralized \*\*

ผู้สร้าง Bitcoin ก็มองเห็นปัญหาของเงินแบบเดิม

เงินที่จับต้องได้มีตัวตน ต้องเก็บและรักษายาก

การเก็บและใช้จ่ายในทั้งoffline/online

ยังต้องดำเนินการผ่านตัวกลาง เช่น ธนาคารกลาง สถาบันทางการเงิน

Visa/Master Card Payment Gateway และอื่นๆ

เป็นที่มาของความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือของ ผู้ให้บริการที่รวมศูนย์

มีอำนาจเด็ดขาดในตัวเงิน ค่าธรรมเนียม ค่าบริการต่างๆ ที่ผู้ใช้ถูกเรียกเก็บ

และที่สำคัญเลยคือ นโยบายทางการเงิน และเงินที่มีเจ้าของ คือธนาคารกลาง

ถ้าเราใช้ เงินบาท แล้วไปกู้เงินมา 100 ล้าน ดอก 5% = 5 ล้าน

แบงค์ชาติ ประกาศขึ้นอีก 5 เป็น 10 ดอกเพิ่มมาทันที 5 ล้าน

ค่างวดก็เพิ่มอีก

จะโอนเงินไป ตปท เสีย 1200 บาท/ธุรกรรม

เราก็ต้องเสีย เราทำอะไรไม่ได้เลย

แต่มีกลุ่มคนที่สามารถคุมนโยบายตรงนี้ได้

จึงเกิดเชนแบบ application-specific blockchain(สั้นๆว่า appChain)

คือ เชนที่มีออกแบบเฉพาะเพื่อทำงานบางอย่าง

ในตัวอย่างนี้คือ Bitcoin ซึ่ง application เดียวที่ผู้สร้างตั้งใจ

ตาม paper คือ A peer to peer electronic cash system

แปลเป็นไทยขยายความว่า เป็นเงิน(Hard Money)ที่อยู่บนโลก internet

เงินที่ส่งระหว่างคนต่อคนโดยตรง ไร้ศูนย์กลาง ไร้คนควบคุม

ไม่ต้องการความเชื่อใจในการใช้งานและถือครอง

มีนโยบายทางการเงินที่คงที่ ไม่ปลี่ยนไปให้ประโชนย์หรือให้โทษกับใครได้

ช่วงหลังๆคนได้เห็นตรงกันว่า BTC สร้างขึ้นเพื่อเป็นเงิน

และ BTC ก็ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานรูปแบบอื่นได้เช่นกัน

เราอาจเรียกจุดเริ่มต้นนี้ว่า ยุคที่ 1 ของ crypto

เพราะโลกได้เห็น use case แรกที่ประสบความสำเร็จของ blockchain

ต่อมา Ethereum สร้างขึ้นมาใหม่บนจุดประสงค์ที่เป็น compute public blockchain

เชนที่สามารถประมวลผล assets ที่อยู่บนเชนได้

การที่เราสามารถสร้างเงื่อนไขและคำนวนได้

ทำให้เกิด dApps อีกมากมาย ซึ่ง DeFI ก็เป็น dApp กลุ่มแรกๆที่เกิดขึ้น

จึงเกิดเป็นยุคที่ 2 ของ Crypto

แต่ทุกคนก็รู้ว่า มันจะไม่หยุดอยู่แค่ DeFI เพราะทุกอย่างบนโลก offline

ก็สามารถมาอยู่บน Blockchain ได้

เหมือนกับที่เราเริ่มเห็นทุกอย่างย้ายมาอยู่บน internet

เริ่มต้น internet รองรับแค่ ตัวหนังสือ

ต่อมา ภาพ > video

ปัจจุปัน digital asset

อนาคต … ก็จะรองรับมากขึ้นไปอีก

ในยุคที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง

Web 3.0 ยังไม่เกิดขึ้น แต่จากพื้นฐานที่สร้างมาก่อนหน้า

มันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะ ผู้ใช้งานจะเลือกใช้ สิ่งที่สะดวกกว่า

ถูกกว่า เร็วกว่าและดีกว่าอยู่เสมอ

ถ้าเราคิดค้น email line ได้แล้ว

สุดท้ายคนก็จะเลิกส่งจดหมายหากัน

ไม่ช้าก็เร็วโลกจะเข้าสู่ยุค Web 3.0 ที่มี blockchain เป็นจิ๊กซอสำคัญ

ในการส่งมอบและแลกเปลี่ยน digital asset อย่างแน่นอน

และการใช้งาน web 3.0 ก็จะเปลี่ยนโลกอีกครั้ง

web 3.0 คือ web 2.0 + blockchain(appChain)

และ blockchain ที่มาตอบโจทย์นี้คงหนีไม่พ้น Polkadot, Cosmos และ Octopus

ตอนหน้าเราจะมาดูกันว่า

web 3.0 จะเป็น web 2.0+Ethereum

หรือจะยังมีช่องว่างให้ เชน อื่นๆ ได้เกิดขึ้น ?

โลกจะเป็น MultiChain หรือไม่ ?

ติดตามได้อาทิตย์หน้าครับ จบตอนพิเศษ ก่อนจะไป Octopus บทความหน้า

ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์อยากให้ทำต่อไป ขอ like retweet หน่อยนะครับ หรือ comment มาได้เลยว่าอยากให้ทำเรื่องอะไร

จบ ขอบคุณครับ

ติดตามและพูดคุยกับผมได้ที่ [https://twitter.com/fridayme1](https://twitter.com/fridayme1)

---

*Originally published on [FridayME.Crypto](https://paragraph.com/@fridayme-crypto/crypto-blockchain)*
