# Celsius Network ทำงานยังไง และทำไมถึง work - Sparrowhawk - Medium

By [Sparrowhawk](https://paragraph.com/@sparrowhawk) · 2021-10-05

---

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/b7107b415f23194216a57086b6837033b5d52c4252dcf9e721df5610fcd15345.jpg)

ผมเขียนบทความตัวเต็มเกี่ยวกับการใช้งาน Celsius Network ไว้ที่ [link](https://celsiushub.com/article/celsius-network-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87-work-1607717249261x400302032339075100) ด้านล่างครับ

บทความนี้แปลมาจากบทความภาษาอังกฤษ[ที่นี่](https://celsiushub.com/article/celsius-network-how-it-works-and-why-it-works-1606079781079x463172246308913150) และมีการเพิ่มเนื้อหาบางส่วนนะครับ

Celsius Network คือบริษัทที่เน้นให้บริการกู้ยืม cryptocurrency โดยมีจุดขายที่น่าสนใจคือ• บริษัทจะนำ**กำไร 80%** คืนให้ผู้ใช้งาน• ผู้ใช้งานจะได้รับดอกเบี้ยทุกวันจันทร์

ใช่ครับ ได้ดอกเบี้ย**ทุกวันจันทร์!!**! ออกบ่อยยิ่งกว่าหวยอีก!!

ในบทความนี้ ผู้เขียน (และผู้แปลด้วย) จะอธิบายว่า

• ทำไมเราถึงคิดว่า Celsius Network เป็นหนึ่งใน project ที่น่าติดตามที่สุดในวงการคริปโต

• โมเดลธุรกิจของ Celsius เป็นยังไง ทำไมถึงยั่งยืนและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ผู้เขียนบทความเป็นลูกค้าผู้ใช้งาน Celsius มากว่าสองปีแล้ว และทุกสิ่งที่เขียนในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวที่มาจากความเข้าใจ ประสบการณ์การใช้งานจริงของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่าต้องทำการศึกษาด้วยตัวเองให้มากๆ จากหลายๆแหล่ง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

(ผู้แปล เริ่มใช้งานมา Celsius มาได้ประมาณปีครึ่ง มีความเห็นตรงกับผู้เขียนหลักทุกประการ)

จุดกำเนิดของ Celsius ที่ฟื้นชีพจากช่วง ICO mania
------------------------------------------------

ถ้าคุณเป็นคนที่สนใจในคริปโตฯ ก็น่าจะรู้จักเหรียญดังๆอย่างเช่น Bitcoin และ Ethereumโดย Bitcoin นั้นนอกจากจะทำให้เราเข้าถึงสิ่งใหม่ๆหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ digital scarcity (สินทรัพย์ดิจิตอลที่มีจำนวนจำกัด) ส่วน Ethereum ก็ทำให้โลกได้รู้จักกับระบบ smart contracts รวมไปถึงโอกาสที่จะเข้าถึง cryptocurrency ใหม่ๆได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ตามมาก็คือช่วงฟองสบู่ ICO mania ในช่วงปี 2017 แต่สิ่งที่ตามมาหลังฟองสบู่แตกก็คือ หลายๆ project พากันล้มเหลวไม่เป็นท่า ซึ่งหลังช่วงฟองสบู่แตกนั้นมีเพียงแค่ไม่กี่โครงการที่รอดมาได้ ซึ่งล้วนแต่เป็น project ที่มีพื้นฐานดี และช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง และ Celsius Network ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่รอดผ่านช่วงฟองสู่แตกมาได้ครับ

นอกจากจะผ่านมรสุมในช่วงนั้นมาได้ บริษัทยังมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก แรงแซงทั้ง Bitcoin และ Ethereum แบบไม่ทิ้งฝุ่น โดยถ้าดูกราฟข้างล่างนี้จะเห็นว่า โทเคน CEL (โทเคนของ Celsius) มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6086.8% ต่อปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดอยู่แค่นี้

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/7346b8bc7a0d11582f87075f02801339d4f1a7e3eb594c84abc3659db8f918d1.png)

Celsius Network ช่วยแก้ปัญหาอะไร?
---------------------------------

เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้สึกคล้ายๆกัน

เราทำงานหนัก แล้วยังต้องเจอภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่มีเงินเหลือเก็บสำรองในยามฉุกเฉิน (ลองดูช่วงโควิดระบาดก็ได้ครับ ว่าเรามีเงินสำรองฉุกเฉินพอใช้กี่เดือน)

เงินฝากอยู่ในธนาคาร ก็ได้ดอกเบี้ยนิดเดียว ซึ่งที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า

• คนส่วนมากยังไม่เข้าถึงเครื่องมือทำเงิน

• ระบบการเงิน และธนาคารออกแบบมาเพื่อหาเงินจากเรา ที่เป็นคนฝากเงิน เพราะธนาคารเอาเงินของเราไปปล่อยกู้รึหาเงินต่อ และหาเงินเข้าตัวเอง

ลองดูตารางดอกเบี้ยของตราสารหนี้ในประเทศต่างๆหลังปรับอัตราเงินเฟ้อแล้วก็ได้ครับ โดยหลายๆประเทศในตารางนี้เป็นประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเสถียรด้วยนะ

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/af94e2f49e83ac8ca44d21d9502dc2f0b4fda655f70435459552bd12fedc9dd3.png)

ขอต้อนรับสู่ Celsius Network!
-----------------------------

ถ้าลงทุนกับธนาคารมันแย่ขนาดนั้น ไม่ลองเอาเงินที่จะไปฝากธนาคารมาเปลี่ยนเป็น crypto แล้วฝากกับ wallet ของ Celsius ดูล่ะ? ไม่ว่าจะเป็น stablecoin (USDC, USDT, GUST, ฯลฯ) เพราะเราจะได้ดอกเบี้ยจาก crypto ที่เราฝากได้ถึง 10% ต่อปี (รึมากกว่านั้น) โดยผู้ที่ฝาก crypto กับ Celsius จะไม่มีช่วง lock-up ที่เหรียญของเราโดนล็อคไว้ในระบบ สามารถถอนออกได้ทันทีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการถอนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ?

**มีจริงครับ**

ส่วนหลังของบทความนี้จะอธิบายต่อว่าทำไม model ธุรกิจของ Celsius ถึงยั่งยืนและทำได้ตามที่กล่าวจริง โดยจะเริ่มอธิบายจากดอกเบี้ยที่ Celsius จ่ายคืนให้กับผู้ใช้งานดอกเบี้ยของ Celsius Network มาจากไหน?

ตามที่บอกไปข้างต้น Celsius Network จะนำกำไร 80% ของบริษัทมาจ่ายดอกเบี้ยคืนให้กับผู้ใช้ที่ฝาก crypto เข้าระบบทุกสัปดาห์

อ่านไม่ผิดครับ 80%!

ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ Celsius Network แตกต่างจาก project เพราะว่าหนึ่งในพันธกิจของบริษัทคือจะใช้กำไรแค่ 20% ในการบริหารธุรกิจ ซึ่งขนาดทำแบบนี้แล้วบริษัทก็ยังทำกำไรต่อเนื่องครับเจ๋งใช่มั้ยล่ะ

ที่เป็นแบบนี้ได้ เราต้องเข้าใจว่า Celsius Networks เป็นบริษัทที่เน้นการปล่อยกู้ crypto ครับ และกำไรส่วนมากก็มาจากตรงนั้น เวลาเราฝากเหรียญ crypto ของเราไปที่ Celsius เหรียญของเราจะถูกนำไปรวมกันเป็น pool ของเหรียญชนิดเดียวกัน จากนั้นบริษัทก็จะเอาเหรียญนั้นไปให้สถาบันการเงินกู้ยืม และคิดดอกเบี้ยการกู้ยืมจากสถาบันการเงินนั้น และดอกเบี้ยตรงส่วนนี้คือรายได้หลักของ Celsius เมื่อ Celsius ได้เงินมาจากนักลงทุนสถาบัน บริษัทก็จะเอา 80% ของรายได้มาซื้อ crypto เพื่อมาจ่ายดอกเบี้ยให้กับเราที่เป็นผู้ใช้งาน

ความเสี่ยงของธุรกิจกู้ยืม crypto มีอะไรบ้าง?
--------------------------------------------

ความเสี่ยงหลักของเจ้าหนี้รึผู้ให้ยืมเงินคือลูกหนี้รึผู้ยืมเงินไม่ยอมจ่ายหนี้คืนครับ ซึ่งทาง Celsius Network ก็มีการรับมือความเสี่ยงนี้แล้วด้วยวิธีที่เรียกว่า over-collateralized loans (หลักประกันแบบเกิน)โดยมีรายละเอียดคือ ผู้ขอยืมเงินจาก Celsius จะต้องนำหลักประกันมาค้ำไว้ ตามตัวอย่างข้างล่างนี้

สมมติว่า มีบริษัท A ต้องการยืม 100 Bitcoin จาก Celsius และในตอนนั้น ราคาของ 1 Bitcoin คือ $10,000 แสดงว่าจำนวนหนี้ที่ทางบริษัทยืมไปคือ $1,000,000 (100 BTC x 10,000)การที่บริษัท A จะยืมเงินจาก Celsius ได้ บริษัทต้องนำหลักประกันที่มีมูลค่ามากกว่า $2.000.000 มาค้ำประกันไว้ โดยตรงนี้จะมีอัตรา Loan-To-Value (LTV) อยู่ที่ 50%ทีนี้ ถ้าราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นจาก $10.000 ไปที่ $11.000 ค่า LTV จะเปลี่ยนเป็น 55% และทาง Celsius Network จะแจ้ง margin call ไปยังบริษัท A เพื่อให้นำหลักประกันมาค้ำเพิ่มเพื่อให้กลับไปยัง 50% LTV ถ้าบริษัท A ไม่สามารถลดค่า LTV ลงได้ และค่าของ Bitcoin ยังงพุ่งสูงขึ้น (สมมติว่าพุ่งไปถึง) $15.000 ค่า LTV จะเป็น 75%

ถึงตอนนั้น Celsius Network จะทำการยึดทรัพย์ที่บริษัท A นำมาค้ำไว้ ($2.000.000) เพื่อนำ 100 BTC ที่ให้ยืมไปกลับคืนมา และมูลค่าของ BTC ตอนที่ยึดกลับมาก็จะเพิ่มจาก $1.000.000 เป็น $1.500.000 ตามราคาตลาด

และเพื่อเพิ่มรายได้กว่าเดิม Celsius ยังมีอีกวิธีที่จะเพิ่มการหารายได้ นั่นคือ rehypothecation ครับ

ความเสี่ยงของ rehypothecation
-----------------------------

คำว่า rehypothecation เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อตอนที่ Lehman Brothers ล้มละลายและทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปี 2007(ผู้แปลพยายามหาคำไทยแล้ว เหมือนจะแปลว่า หลักประกันที่ได้จากการให้กู้ยืมเงินไไปใช้ต่อแต่ดูไม่ค่อยสื่อเท่าไหร่)

\*rehypethecation ไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไป เป็นเหมือนกับเครื่องมือการทำเงินชนิดหนึ่ง ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเสียเงินมากกว่าหลักของ rehypothecation คือ• เราจะเพิ่มสภาพคล่องจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่ได้ไวแค่ไหน (How fast can I get liquidity from the assets I hold?)• ผู้ขอกู้ยืมเงินมีลักษณะเป็นยังไง? (What is the quality of the borrower?)• หนี้ที่ยืมไปถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์การการเงินอื่นๆอีกหรือเปล่า? (Are the loans used in other financial products?)

โดยลูกหนี้ที่มีลักษณะแย่คือ• ลูกหนี้ที่ใช้เวลาในกู้ทุนคืนนาน• หนี้ถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์การการเงินอื่นๆที่เป็นแบบนี้ เพราะว่ามันมีโอกาสสูงที่ผู้ปล่อยกู้จะหมุนเงินไม่ทันครับ และนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติ subprimeในปี 2007 ในช่วงนั้น การที่ธนาคารจะผลิดสภาพคล่องได้ ธนาคารต้องขายบ้านที่ถูกนำมาค้ำประกันเพื่อกู้ยืมเงิน ซึ่งบ่านรึอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่ใช่สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงแต่แรกอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารยังปล่อยกู้มากเกินไป และมีลูกหน้จำนวนมากที่ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ เลยเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ในช่วงนั้นส่วนในกรณีของ Celsius Network สินทรัพย์ที่บริษัทดูแลจะมีสภาพคล่องสูงมาก เพราะว่าผู้ยืมหลักคือนักลงทุนสถาบัน และใช้วิธี over-collateralized เลยทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเสี่ยงลดลง

ทีนี้เรามาดูกันต่อว่า rehypothecation ทำงานยังไง

หลักการทำงานของ Rehypothecation
-------------------------------

สมมติว่า Celsius Network มี 1000 Bitcoin จากผู้ใช้งานเหรียญจำนวน 20% จะถูกเก็บไว้ใน cold storage เผื่อว่าผู้ใช้งานต้องการถอนเหรียญออกที่เหลือ 80% จะนำไปปล่อยกู้ต่อ (800 Bitcoin)

เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราจะสมมติว่าราคา Bitcoin นั้นถูกตรึงไว้ที่ $10.000(ในความเป็นจริง ราคาจะมีความผันผวนตลอดครับ ซึ่งบริษัทจะใช้วิธีการคำนวณ LTV เพื่อปรับสมดุลอยู่แล้ว)

_ขั้นตอนที่ 1_

สถาบัน A ต้องการกู้ 200 Bitcoin ด้วยราคา $10.000 ต่อ Bitcoin มูลค่าของเหรียญที่จะยืมโดยรวมจะเท่ากับ $2.000.000 ดังนั้น สถาบัน A ต้องนำสินทรัพย์จำนวน $4.000.000 มาค้ำ เพื่อให้ได้ 50% LTV.จบขั้นตอนนี้ Celsius Network จะมี 600 Bitcoin เหลือให้สถาบันการเงินอื่นกู้ยืมต่อ และมีสินทรัพย์ที่สภาบัน A นำมาค้ำไว้อีก $4.000.000

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/98536a0ed4ed8029db9264e98d0c9cfba7baa410e12e5d72297785595b2d0f08.png)

_ขั้นตอนที่ 2_

Celsius Network ตัดสินใจที่จะทำ rehypothecate กับสินทรัพย์ที่ Institution A นำมาค้ำประกันทีนี้ สถาบัน B ต้องการกู้ยืมเงินจำนวน $2.000.000 และใช้ 400 Bitcoin เพื่อค้ำประกันCelsius Network ปล่อยกู้ให้สถาบัน B เป็นจำนวน $2.000.000 โดยใช้เงินค้ำประกันที่ได้จาก สถาบัน A และได้รับ 400 Bitcoin จากสถาบัน B ที่มี 50% LTV.ตอนนี้ Celsius Network จะมี 1000 Bitcoin (600 จากผู้ใช้งาน และ 400 จากB) และเงินค้ำประกันอีก $2.000.000 จาก A.

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/98c702372102aea3acc242b60eeb0f0bfa5aec83f953a6827707518119677ef6.png)

_ชั้นตอนที่ 3_

สถาบัน C ต้องการกู้ยืม 300 Bitcoin โดยใช้เงิน $6.000.000 เพื่อค้ำประกัน และจะมี 50% LTV.ตอนนี้ Celsius จะมี 700 Bitcoin และ $8.000.000.

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/18e08e4d472e253c59c46ea6112a28ffef6fbf195880af383f8bb4b116370bb4.png)

จะเห็นได้ว่า การที่บริษัทใช้หลัก over-collateralized จะทำให้บริษัทมีสินทรัพย์ไปหมุนต่อเยอะมากครับ

_ขั้นตอนที่ 4_

สมมติว่าผู้ใช้งานพร้อมใจกันถอนเหรียญออกในรวดเดียว คิดเป็น 800 Bitcoin Celsius Network ก็ยังสามารถจ่ายเหรียญคืนให้ผู้ใช้งานได้เพราะบริษัทยังมีสินทรัพย์ที่คิดเป็น 1,500 Bitcoin

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/08445162277b951e9f395b47eccf69f31d7afd1edf317dd7b84e9e668d0d6d90.png)

_ขั้นตอนที่ 5_

ทีนี้ ถ้าสถาบันฯ ต้องการพร้อมใจกันชำระหนี้ในช่วงเดียวกัน Celsius Network ก็ต้องจ่าย 800 Bitcoin คืนไป และจะมีเงินเหลือ $7.000.000 ซึ่งเทียบเท่ากับ 700 Bitcoin.

สถาบัน A ชำระ 200 Bitcoin ที่ยืมไป และได้รับ $4.000.000 ที่นำมาค้ำไว้คืน Celsius Network จะมี 200 Bitcoin และสินทรัพย์ $3.000.000

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/f07df0c1253c57b650fbedc94b8901ffccf5f81f1465d801f9970d966773f5bd.png)

_ขั้นตอนที่ 6_

สถาบัน B ชำระหนี้ $2.000.000 คืน และได้รับ 400 Bitcoin กลับคืนไป Celsius Network จะมีสินทรัพย์เหลือ $3.000.000.

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/2da890fea06a105c309fb76bcbd6a68929a1ab05966fc195e8d7c3c80811bf14.png)

_ขั้นตอนที่ 7_

สถาบัน C ชำระ 300 Bitcoin คืนและได้รับ $6.000.000 กลับคืนไป Celsius Network จะมี 300 Bitcoin และ $3.000.000 Celsius Network ก็จะ liquidating 300 Bitcoin ที่เพิ่งได้รับคืนมาเพื่อชำระ $6.000.000 คืนให้กับสถาบัน C

![](https://storage.googleapis.com/papyrus_images/3406f09851bad5dc418aecd2431562eab2cc7d5279ceb1f9b4da3af17ff2fb98.png)

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าต่อให้ผู้ใช้งานพร้อมใจกันแห่มาถอนเหรียญออกจนหมด และสถาบันฯพร้อมใจกันชำระเงินคืนในรวดเดียว Celsius ก็ยังสามารถหมุนเงินและเหรียญเพื่อไปจ่ายคืนให้กัยทุกคนได้ครับ

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ ถ้าใครสนใจใช้งาน Celsius Network. แนะนำว่าให้โหลดแอปจาก link ของผมด้านล่าง

ใส่โค้ด 149421c6fd แล้วฝากเงินเข้า wallet ด้วย crypto ตัวไหนก็ได้ให้มีมูลค่าอย่างน้อย$400 โดยไม่ถอนออก พอครบ 30 วัน จะได้เงินเพิ่ม $50 เป็น BTC ครับ

\[Link ลงทะเบียนกับ Celsius Network\](https://หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ ถ้าใครสนใจใช้งาน Celsius Network. แนะนำว่าให้โหลดแอปจาก link ของผมด้านล่าง ใส่โค้ด 149421c6fd แล้วฝากเงินเข้า wallet ด้วย crypto ตัวไหนก็ได้ให้มีมูลค่าอย่างน้อย$400 โดยไม่ถอนออก พอครบ 30 วัน จะได้เงินเพิ่ม $50 เป็น BTC ครับ Link เพื่อลงทะเบียนกับ Celsius Network)

---

*Originally published on [Sparrowhawk](https://paragraph.com/@sparrowhawk/celsius-network-work-sparrowhawk-medium)*
