<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
    <channel>
        <title>1977</title>
        <link>https://paragraph.com/@1977-2</link>
        <description>N/A</description>
        <lastBuildDate>Wed, 22 Jul 2026 07:23:02 GMT</lastBuildDate>
        <docs>https://validator.w3.org/feed/docs/rss2.html</docs>
        <generator>https://github.com/jpmonette/feed</generator>
        <language>en</language>
        <image>
            <title>1977</title>
            <url>https://storage.googleapis.com/papyrus_images/6b9240c0ff113ce36f8e466acdc83fd678ce335d02dad07d4fe9a1366345361b.jpg</url>
            <link>https://paragraph.com/@1977-2</link>
        </image>
        <copyright>All rights reserved</copyright>
        <item>
            <title><![CDATA[4 Types of Happiness]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@1977-2/4-types-of-happiness</link>
            <guid>jVvdt2bcJDSev3VQTVpO</guid>
            <pubDate>Thu, 28 Sep 2023 18:38:44 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[ผมรู้สึกว่าความสุขแบ่งออกเป็น 4 แบบ แบบแรกคือ &apos;pleasure&apos; เป็นความสุขที่ได้มาจากการถูกตอบสนองทางประสาทสัมผัสเป็นหลัก การกิน การฟัง การสัมผัส การมอง การได้กลิ่น หลักๆอยู่ในบริเวณนี้; เป็นความสุขที่เราคุยเคยกันในชีวิตวันต่อวันมากที่สุด เกิดขึ้นบ่อย ลักษณะของความสุขแบบนี้คือมี impact สูงและชัดเจน มาไวไปไว ไม่ยากที่จะได้มาแต่ก็ไม่ยากที่จะสูญเสียไป สร้างอาการเสพติดได้ง่าย เป็นความสุขที่ &apos;right at the moment&apos;, การจมอยู่กับความสุขประเภทนี้จนเกินไปอาจส่งผลเสียในภายหลัง ยากที่จะใส่ใ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ผมรู้สึกว่าความสุขแบ่งออกเป็น 4 แบบ</p><p>     แบบแรกคือ &apos;<strong>pleasure</strong>&apos; เป็นความสุขที่ได้มาจากการถูกตอบสนองทางประสาทสัมผัสเป็นหลัก การกิน การฟัง การสัมผัส การมอง การได้กลิ่น หลักๆอยู่ในบริเวณนี้; เป็นความสุขที่เราคุยเคยกันในชีวิตวันต่อวันมากที่สุด เกิดขึ้นบ่อย ลักษณะของความสุขแบบนี้คือมี impact สูงและชัดเจน มาไวไปไว ไม่ยากที่จะได้มาแต่ก็ไม่ยากที่จะสูญเสียไป สร้างอาการเสพติดได้ง่าย เป็นความสุขที่ &apos;right at the moment&apos;, การจมอยู่กับความสุขประเภทนี้จนเกินไปอาจส่งผลเสียในภายหลัง ยากที่จะใส่ใจถึงความสุขประเภทอื่นๆ</p><p>     แบบสองคือ &apos;<strong>joy/contenment</strong>&apos; เป็นความสุขประเภทที่เรารู้สึกถึงได้ตลอดเวลา เป็นเหมือนความรู้สึกพื้นหลังที่ทำงานตลอด ความสุขประเภทนี้ไม่อิงอยู่กับการตอบสนองทาง physical แบบ pleasure (แต่ความสุขแบบ pleasure ก็สามารถช่วยยกระดับความสุขแบบนี้ได้); แต่มักเกิดจากการรู้สึกมีคุณค่า การถูกยอมรับ/เป็นส่วนหนึง รู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่น การได้ทำในสิ่งที่เราสนใจ ได้เป็นตัวเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่อนข้างเป็นเรื่อง &apos;ความรู้สึกทางใจ&apos; ทั้งหมด</p><p>     แบบที่สามคือ &apos;<strong>peace</strong>&apos;: เป็นความสุขที่ให้ sense ของความสงบ เป็นความรู้สึก &apos;พอ&apos; และความลงตัว ความรู้สึกที่ไม่ต้องการอะไรเพิ่มอีก (ต่างจากแบบที่สอง ที่มักจะเกิดขึ้นจากการได้อะไรบางอย่าง เช่นการเติบโต/ก้าวหน้า ชื่อเสียง ได้ซื้อของ ฯลฯ - เป็นอะไรที่มีเงื่อนไข) เป็นสถานะที่ได้มาจากความเข้าใจสิ่งต่างๆรอบตัว เกิดจากประสบการณ์และการเข้าใจภาพรวมของหลายๆอย่างกว่าเคย เข้าใจว่าธรรมชาติของตัวเราเองเป็นอย่างไร</p><p>     ประเภทสุดท้าย คือ &apos;<strong>eudymonia</strong>&apos; พูดง่ายๆคือเป็นอะไรที่ทำให้ตายตาหลับ เป็นพื้นหลังที่ยิ่งกว่าพื้นหลังที่จะไม่มีวันหายไปไหน หากได้ถึงจุดนี้แล้วในชีวิตอาจไม่ต้องการอะไรจริงๆจังๆอีก อย่างอื่นจะกลายเป็นว่าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เป็นเหมือน grand purpose ของชีวิตที่เราต้องการ เป็นความฝันอันดับหนึ่ง เป็นสิ่งอยากทำก่อนตาย; อาจเป็นผลลัพธ์จากเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วส่งผลกับชีวิตตลอดไป - ความสุขประเภทนี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับ &apos;meaning&apos; ที่เราให้ค่าเกินไปยิ่งกว่าตัวของเรา เป็นฝั่ง spiritual ของโลกแห่งชีวิตก็ว่าได้ครับ - ตัวอย่างเช่น การมีลูก/หลาน การทำความฝันสำเร็จ การได้เจอหน้าใครสักคนเป็นครั้งสุดท้าย การได้เปิดใจเรื่องๆหนึ่ง การได้ไปที่ๆมีความหมายกับเรามากมายอีกครั้ง การได้รับการให้อภัยจากใครสักคน ฯลฯ; อาจเรียกได้ว่าความสุขประเภทนี้ไม่ได้มี element ของความสุขในความหมายที่เข้าใจกันทั่วไปเท่าไหร่, เช่นในแบบที่สอง, แต่เป็นประเด็นของความหมายของชีวิตเลยก็ว่าได้ เป็นการตอบว่าเราได้ทำในสิ่งที่เราเกิดมาเพื่อมันหรือไม่ครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/8d416e4d4a14c0b8e5ea8149e8e173ed85e28f8a61d734de44015c9337bcb300.jpg" alt="" blurdataurl="data:image/gif;base64,R0lGODlhAQABAIAAAP///wAAACwAAAAAAQABAAACAkQBADs=" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>     อย่างไรก็ตาม ความสุขทุกประเภทสำคัญกับการมีชีวิตที่ดี (จะใช้คำว่า (mental)wellness หรือ well being หรือ good life หรืออะไรก็ได้ ที่สื่อถึงคุณภาพชีวิตที่ดีในภาพรวม; เพราะโดยส่วนมากผมเข้าใจว่าสุดท้ายแล้วตัวตัดสินของชีวิตมันไปจบลงอยู่ตรงที่เรามีความสุขหรือไม่ แค่นั้น) เพราะชีวิตที่ปราศจาก pleasure ก็จะเคร่งเครียด ไม่มีจังหวะการผ่อนคลายหรือรับรู้ถึงความสุขง่ายๆในชีวิตประจำวันทื่เป็นรสชาติของชีวิต หรือถ้าเราไม่มี joy/contentment เลย, อันนี้ก็ตรงตัวครับ, เราก็ไม่รู้ว่าเราคือใครกันแน่ ไม่รู้สึก sense of self ไม่รู้สึก motivated.. ส่วนการปราศจาก peace จะทำให้เรารู้สึกไม่พออยู่ตลอดเวลา มันไม่มีความพอใจในชีวิตที่ปราศจาก peace กล่าวคือทุกอย่างจะ racing และรู้สึกเหมือนต้องแสวงหาสิ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ และถ้าเราไม่เคยรู้สึก sense ของ eudymonia เลย สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือเราอาจตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองว่าทั้งหมดนี้มันคือ/เป็นไปเพื่ออะไร เราอาจอดทนต่อ hardship ต่างๆได้ไม่ง่าย หรือแม้การไม่พบ fulfillment แม้เรามีทุกอย่าง - กล่าวคือชีวิตที่ปราศจากสมดุลของความสุขทั้ง 4 แบบนี้จนเกินไป สภาพจิตใจอาจจะเป๋ๆได้</p><p>     ความสุขแต่ละประเภทไม่ได้ถูกแยกขาดจากกันเสมอไป บางสถานะความสุขแต่ละประเภทอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน (จะเป็นสัดส่วนมากน้อยก็แล้วแต่) และเกื้อหนุนกันได้ (เช่นการฟังเพลงที่อาจดูเหมือนถูกจัดอยู่ในแบบแรก (pleasure), ซึ่งที่จริงแล้วกลับมี element (หรือสามารถนำไปสู่) ของความสุขในแบบอื่นๆได้ด้วย (อย่างที่ทราบกันดีว่าบางครั้งดนตรีสามารถ induce เราไปสู่ประสบการณปัจเจกภายในได้)) เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่าง boiled down มาเป็นสารเคมีไม่กี่ตัวที่รับผิดชอบตรงนี้ซึ่งเรา, แม้ทุกวันนี้จะรู้สึกจักมันมากแล้ว, ก็ยังไม่รู้จักการทำงานและธรรมชาติจริงๆของมันทั้งหมด</p><p>*ผมเข้าใจว่าน่าจะมีการ categorise แบบนี้อยู่แล้ว ที่ผมเขียนนี่ไม่ได้อิงมาจากไหน เป็นอะไรที่จู่ๆก็ came up ขึ้นมา อยากเขียนสั้นๆ</p>]]></content:encoded>
            <author>1977-2@newsletter.paragraph.com (1977)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/9ef20bc9a279c76a5e54c137a72c500c9721567bfaa90cb9baf0033fed84d32c.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[On obsession with physical beauty in Thailand]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@1977-2/on-obsession-with-physical-beauty-in-thailand</link>
            <guid>ynxc8JxelbJhqASvV8OA</guid>
            <pubDate>Thu, 28 Sep 2023 18:33:20 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[ถ้าพูดถึงข้อเสียประเทศไทย ข้อนึงที่ผมเห็นแล้วขยะแขยงมากที่สุดคือเรื่องของค่านิยมที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา - #คนส่วนมากในสังคมนี้ให้ค่ากับรูปร่างหน้าตามากเกินไป ให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นที่อิงอยู่กับหลักการพัฒนาของมนุษย จนเกิดผลลบทางสังคมที่ออกมาในรูปของการเข้าใจผิดว่าคุณค่าของบุคคลไม่น้อยมักไปกองอยู่กับรูปร่างหน้าตา เกิดค่านิยมความต้องการถูกยอมรับเชิงกายภาพจากภายนอกจนเกินไป ทำให้เกิดการลดลงของการใช้เวลาสำหรับการจัดสรร/สร้างทรัพยากรพื้นฐานในการพัฒนาสิ่งที่มีลักษณะที่เข้...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<br><p>ถ้าพูดถึงข้อเสียประเทศไทย ข้อนึงที่ผมเห็นแล้วขยะแขยงมากที่สุดคือเรื่องของค่านิยมที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา - <strong>#คนส่วนมากในสังคมนี้ให้ค่ากับรูปร่างหน้าตามากเกินไป</strong> ให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นที่อิงอยู่กับหลักการพัฒนาของมนุษย จนเกิดผลลบทางสังคมที่ออกมาในรูปของการเข้าใจผิดว่าคุณค่าของบุคคลไม่น้อยมักไปกองอยู่กับรูปร่างหน้าตา เกิดค่านิยมความต้องการถูกยอมรับเชิงกายภาพจากภายนอกจนเกินไป ทำให้เกิดการลดลงของการใช้เวลาสำหรับการจัดสรร/สร้างทรัพยากรพื้นฐานในการพัฒนาสิ่งที่มีลักษณะที่เข้ากันได้กับทิศทางของวิวัฒนาการมนุษย์ (มองเป็น spectrum), พูดให้ชัดคือสูญเสีย productivity</p><p>     ความต้องการจากการให้ค่าสิ่งเหล่านี้ (ความสวยหล่อ รูปร่างหน้าตา) ไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้, ที่, เช่นกัน, มีลักษณะที่เข้ากันได้กับทิศทางของวิวัฒนาการมนุษย์, ในตัวมันเองด้วย (อาจมีคนแย้งว่า &apos;ไม่ใช่ทุกสิ่งจะต้องไปอิงอยู่กับ value ทางวิวัฒนาการ&apos; หรือ &apos;ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็เป็นอีกทางอ้อมหนึ่งในการสนับสนุนวิวัฒนาการ&apos; - ส่วนนี้สามารตอบได้อย่างเป็นจริงในกรณีที่ความสำคัญของค่านิยมนี้ไม่มากเกินจนเป็นกระแสหลักของสังคม ซึ่งในไทยก็เห็นแล้วว่าไม่ใช่); การมีอยู่จนลานตาของธุรกิจขายครีม อาหารเสริม เซเลบสวยหล่อรีวิวของในไอจี รวมถึงความดาดดื่นของคลีนิกศัลยธรรม สื่อบันเทิงขยะ กลุ่มบอยแบน คู่จิ้นหีแตด ซีรี่วัยรุ่น กลุ่มไอดอล ฯลฯ ค่านิยมต่างๆที่เกี่ยวข้อง; ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าสิ่งเหล่านี้คือผลผลิตของค่านิยมดังกล่าว ซึ่งหนักและเป็นเอามาก</p><p>     เพื่อการเข้าใจในระดับพื้นฐานของปรากฏการณ์สถุนแบบนี้ เริ่มต้นเราสามารถพบได้จากการล้าหลังทางความคิด ความล้าหลังที่ว่านี้คือ การให้ความสำคัญกับสิ่งที่ less intellectual และ less creative (อาจมีความเห็นว่าการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ less intellectual/creative มันล้าหลังยังไง ส่วนนี้สามารถตอบได้โดยการสังเกตุทิศทางการดำเนินไปของโลกใบนี้ - ระยะเวลาที่ผ่านมามนุษยชาติมีการพัฒนาไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นเรื่อยๆ ไปสู่สิ่งที่ใช้ความซับซ้อนทางความคิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) มากกว่าสิ่งที่เป็นพื้นฐานโดยกำเนิด (รูปร่างหน้าตา/physique), ที่ไม่สะท้อนถึงการพัฒนาหลัก, ซึ่งก็คือสติปัญญา (ทักษะความคิดอ่านต่างๆ), ของสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน</p><p>     ลองถามตัวเองง่ายๆ ความสวยหล่อก่อให้เกิดพัฒนายังไง? เมื่อเทียบกับเรื่องของสมองและสติปัญญา <strong>มนุษย์อยู่รอดพร้อมพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญได้ทุกวันนี้เพราะวิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี - หรือ - entertainment/ค่านิยมทางสังคมที่อิงกับความสวยหล่อ?</strong> คุณอาจบอกว่ามันเป็นธรรมชาติของสัตว์ที่ใช้การรับรู้สัญญาณที่สื่อคุณภาพจากการผสมพันธ แต่นั่นคือระดับของสัตว์ที่ปราศจากการพัฒนา, <strong>ผมไม่ได้บอกว่าให้ละทิ้งทั้งหมด (อย่างที่ผมบอกไว้ในข้างต้นว่าปัญหาคือการสนใจในเรื่องนี้มากเกินไป (อย่างที่เห็นในสังคมไทย))</strong>, มนุษยเราพัฒนามาเกินกว่านั้นแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะจมอยู่กับสิ่งเดิมแบบนั้นจนดักดาน (ที่เราก็เห็นได้แล้วว่าสิ่งที่ทำให้มนุษยอยู่มาถึงปัจจุบันไม่ได้มาจากการให้ความสำคัญในส่วนนั้น)</p><p>     ความกันดารนี้นำมาซึ่งสื่อบันเทิงคุณภาพต่ำ การเหยียดในสังคม และการสูญเสียทรัพยากรในการพัฒนาประเทศ - สื่อบันเทิงคุณภาพต่ำ: ฝั่ง supply จะ supply อะไรที่อิงอยู่กับเรื่องสวยหล่อมาก่อน ทั้งที่เป็นเรื่องรอง (จะเห็นได้ว่าการเติบโตอันดับต้นของโลกสำหรับอุตสาหกรรม entertainment แบบนี้อยู่ที่ฝั่งตะวันตก (อาจมีข้ออ้างว่ามันเป็นเช่นนั้นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในแง่ของการเมืองและประวัติศาสตร แต่ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี เพราะหากแม้เป็นเหตุผลในส่วนนั้นเป็นหลักจริง ตัว practice บางอย่างที่ทำให้เกิดผลเหล่านั้นมันมีความสมเหตุสมผลและฟังขึ้น (ซึ่งมี audience ทั่วโลกเป็นตัวยืนยันโดยปริยาย)) ที่ชัดเเลยว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความสวยหล่อเป็นหลักอย่างที่พบในไทย) - พอความสวยหล่อเป็นเรื่องหลัก การให้ความสำคัญก็เพี้ยนไปจากทางที่ควรจะเป็นในเชิงพัฒนาการ ทำให้โดยเปรียบเทียบความสามารถทาง artistry โดยรวมไม่มีคุณภาพ หรือคุณภาพต่ำ เนื่องจาก attention/time function ถูกหั่นไปให้น้ำหนักกับเรื่องของรูปร่างหน้าตา (เล่นเก่งไหมไม่รู้ แต่ต้องเอาสวยหล่อมาก่อน หลายครั้งบทและโครงสร้างก็โง่ๆ setting ก็โง่ๆ)     </p><p>     เล่นเก่งไหมไม่รู้ แต่ต้องเอาสวยหล่อมาก่อน คุณอาจจะบอกว่า &apos;อ่อ พวก entertainment นี่ เค้าก็ดูกันคลายเครียด ไม่มีใครมานั่งจริงจังหรอก เค้าดูเอาผ่อนคลายสบายๆหัวไม่ต้องคิดอะไรมากกันทั้งนั้น.. &apos; <strong>#ไอ้สัตว์กูขำ</strong> แปลกดีครับ คนที่ให้เหตุผลประมาณนี้มีความย้อนแย้งอยู่สูงมาก, ในการตีความแบบค่าเฉลี่ย (ที่ต้องตอบเป็นค่าเฉลี่ยเพราะผมกำลังพูดถึงสถานการณของประเทศที่เป็นอยู่ ที่ออกมาเป็นภาคแสดงอย่างที่เราเห็นตามสื่อและค่านิยมต่างๆ), การที่ภาพยนตรขายดี/คนไปดูถล่มโรงที่มักมาจากฝั่ง hollywood นี้ไม่ได้ตอบคำถามหรือครับว่าจริงๆแล้วมนุษยเรามีความโน้มเอียงสู่ entertainment ที่ละเอียดกว่าในองค์ประกอบต่างๆ; พูดง่ายๆคือ สนใจแหละ แต่ไม่มีตัวเลือก ก็มันมีเท่านี้ ก็เลยเคยชินอย่างที่ได้รับ/เจอมาตลอด ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันห่วยแตกแค่ไหน (ผมไม่อยากจะพูดถึงประเด็นที่ว่าความละเอียดของ audience ไม่มี เพราะไม่มีเวลามาสนใจ ความละเอียดเชิงบันเทิงไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากยังเอาตัวรอดเรื่องปัญหาปากท้องแทบไม่ได้) - นี่ยังไม่รวมปรากฏการณที่ความละเอียดทางศิลปกรรมที่หายไป จนมีให้ได้เเห็นกันบ่อยๆแค่ใน theme ของตลก/ผี/ความรัก/วัยรุ่นปี้กัน วนอยู่แค่นี้</p><p>     (เรื่องนี้เป็นจริงไปยันซีรี่ย์หนุ่มสาวๆเหี้ยไรสักอย่างด้วย (ซึ่งแม่งมีเยอะเหลือเกิน) แถมทุกๆ 2-3 ปี มันจะมี duo ที่เป็นผู้ชายสองคนโผล่ออกมาเรื่อยๆ มีมา 4-5 คู่ละ เน้นขายว่าชอบกัน มีมาวนขายใหม่เรื่อยๆ ขายความเป็น LGBTQ, เน้นอะไรแบบนี้ให้คนกรี้ดๆกัน กรี้ดความหน้าตาดี อะไรโทนๆนั้น ซึ่งส่วนนี้ผมเห็นแล้วก็เวทนา มันกลวง มันสะท้อนถึงความไม่พัฒนา เนื่องจากมันเป็นการพยายามดึงสิ่งที่ปกติ (เช่นอย่างความเป็นอื่นทาง sexual preference/orientation) มาเป็นประเด็น ทั้งๆที่เนื้อหาของละคร/ซีรี่ย/หนังมันควรจะเป็นอย่างอื่นไป (มาจาก artistry) ไม่ใช่เอาเรื่องที่ไม่ควรเป็นประเด็นมาเป็นประเด็น)</p><p>     เมื่อสิ่งที่สื่อนำเสนอคือ value ดังกล่าว ผลกระทบต่อมาคือคนส่วนมากในสังคมก็จะถูกถ่ายทอด value นั้นๆไป (จริงๆเรื่องนี้มันสามารถแบบสลับจากผลไปเหตุได้ด้วย กล่าวคือที่สื่อชูเรื่องนี้มาเป็นจุดขาย เพราะเขารู้ว่าสังคมให้ค่ากับสิ่งนั้น (ก็เป็น vicious cycle กันไป ผลิตซ้ำกันต่อไปเรื่อยๆ mindlessly)) คนในสังคมส่วนมากก็คิดว่านี่คือสิ่งที่สำคัญ นี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันมีตัวตน (หรือแม้กระทั่งการสำนึกผิดไปว่านี่คือสิ่งที่ทำให้ฉัน somewhat เหนือกว่าผู้อื่น) นี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันมี privilege ดังนั้นฉันต้องหาทางที่จะเกี่ยวข้องเกี่ยวกับ value ดังกล่าวนี้ - representation นึงที่ชัดมากคือการมีขึ้นมามากมายของคลีนิกความงามและอาหารเสริม เป็นธรรมดาที่สามารถสังเกตุเห็นได้เสมอจากป้ายโฆษณาแถวบริเวณทางด่วนพระราม 9 (จริงๆมีอยู่แทบทุกที่ในตัวเมือง) ยันไปถึงช่วงพระราม 4 ที่ล้วนมีแต่โฆษณาเรื่องของครีมต่างๆ/คลีนิกความงาม/ฉีด/อาหารเสริมชงๆกินๆ หรืออะไรแบบนี้ทั้งหมด เรียกได้ว่าเกลื่อน และสิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่มีอยู่ตลอดแทบทุกอณู #ถ้าขับรถออกไปดูตอนนี้ยังไงก็เห็น ซึ่งมันสะท้อนว่านี่คือสิ่งที่สังคมให้ค่าเป็นอย่างมาก (<strong>มีคนขาย เพราะคนขายรู้ว่าขายได้ ซึ่งการขายได้ นั่นความหมายว่ามันมีคนซื้อ การที่มีคนซื้อก็สะท้อนว่ามีคนให้ค่ากับสิ่งนั้น</strong>), ความดาดดื่นของคลีนิกเองไม่ใช่สิ่งที่ผิด ผมไม่ได้มีประเด็นกับแพทย์ที่ทำอะไรด้านนี้ มันเป็นหนทางหาเงินปกติ ก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อมันมีความต้องการอยู่</p><p>     สิ่งที่ตามมาจากการหยั่งรากลึกนี้คือปรากฏการณ์ที่ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติที่แสดงถึง value ดังกล่าว ก็จะถูกสำคัญผิดว่าเขา &apos;somewhat less than&apos; คนที่สวยๆหล่อ (เพราะสังคมมันเชิดชูเหลือเกิน) และ <strong>degree ของเรื่องนี้จะเกิดขึ้นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับบริบทและระดับสติปัญญาของ social circle นั้น</strong> - และเราเห็นได้อยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นในเชิงของการบ่นทำนองว่า &apos;แค่เกิดมาหน้าตาดี โลกก็จะใจดีกับคุณ&apos; ทั้งที่แม่งเป็นสภาวะที่ไม่ควรมีอยู่เลยแต่แรก หรือไม่ควรมีอยู่ใน degree ที่มันส่งผลกระทบสังคมอย่างที่เกิดขึ้นในไทย - การสมัครงานก็มีให้เห็นมาตลอด (ทำไมบ้านเราต้องแปะรูปในใบสมัครงานด้วยวะไอสัตว์) สวยหล่อหน่อยก็มีคะแนนมากกว่า โอกาสถูกรับทำงานมากกว่า - การถูกเลือกปฏิบัติโดยรูปร่างภายนอก คือผลผลิตของการคลั่งรูปร่างหน้าตาไงครับ มันคือผลผลิตของการพัฒนาที่ต่ำหรือไม่ก็ไม่ไปไหนเลย</p><p>     สังเกตุ content รอบตัวดีๆ แม่งมีเรื่องนี้แฝงอยู่เต็มไปหมด มัน stem มาจากเรื่องนี้เต็มไปหมด เอาจริงยังมีประเด็นให้พูดต่ออีกมาก ลากไปถึงผลกระทบต่อสุขภาพจิตมวลรวมของคนในสังคมได้ด้วยซ้ำ</p><p>     *เวลาผมเห็นผ่านไทม์ไลน์ในโซเชียล, นอกจากกลุ่มที่หากินกับค่านิยมดังกล่าวที่ผมได้บอกไป, พวกแก็งผู้ชาย/ผู้หญิงหล่อๆ/สวยๆถ่ายแบบ แนวดารา ยืนเรียงๆ แอคๆ นักข่าว ไปงาน รีวิว เหี้ยไรแบบนั้น คงนึกกันออก <strong>ผมโคตรสังเวชสังคม แม่งโง่สัตว์</strong> คือ ผมไม่ได้ไม่ชอบคนเหล่านั้นนะ (แยกให้ออกระวังหลงประเด็น) - แต่มันขัดใจจนมีคำถามที่ว่าสังคมแม่งให้ค่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องหลัก จนคนพวกนี้มีตัวตนขึ้นมาเลยหรอวะ ทำไมมีคนให้ค่าคนเหล่านี้เพียงแค่เพราะเค้ามีข้อดีในเรื่องที่ต่ำที่สุดในวิวัฒนาการอย่างรูปร่างหน้าตา.. อาจมีคนบอก แอดเหี้ย มึงอิจฉาสินะ หน้าตามึงคงอุบาทระยำหมา หรือมีปมเรื่องนี้ คือ ไม่ต้องพูดถึงหน้าตาผมหรืออะไรหรอก มันไม่เกี่ยวกัน ผมจะหน้าตายังไง มันไม่เกี่ยว และผมไม่ได้อิจฉา ถ้าผมอิจฉา ผมอิจฉาพวก genius ทื่ได้ academic prize อายุน้อยๆไม่ดีกว่าหรอวะ นักดนตรีคุณภาพ หรือคนทำ start up สำเร็จ ต่างๆ คือ ระดับการสะท้อนของสติปัญญาแม่งคนละเลเวลกันเลย ผมพิมพ์อยู่นี้ยังขำ ผมต้องอธิบายอีกหรอวะ แม่งเหมือนอยู่กันคนละโลก</p><p>     *อาจมีคนแย้งว่าประเทศอย่างเกาหลีใต้ (หรือจีน/ญป - ที่ก็อาจไม่ได้มีความรุนแรงทางค่านิยมดังกล่าวนี้เท่าเกาหลีใต้) ก็มีประเด็นแบบนี้นี่ แต่ประเทศเค้าก็เจริญเป็นโลกที่1ได้อยู่ดี , ถ้าไม่นับปัญหาทางสังคม (e.g. ฆ่าตัวตาย/ชายเป็นใหญ่/อัตราการเกิดประชากร ฯลฯ), ไม่ว่าจะด้านการศึกษา ศิลปะ เทคโนโลยี.. คือ คืองี้ครับ - <strong>ต้องเข้าใจก่อนว่าประเทศเหล่านั้นเค้ามีสิ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักเป็นเรื่องของเทคโนโลยีอยู่แล้ว</strong> (+โครงสร้างทางประวัติศาสตร์เค้าก็แตกต่างจากเรา) พวกเค้าไม่ใช่แค่ประเทศที่ถูกต่างประเทศโยนเศษเงินมาให้เป็นค่าจ้างการผลิตนิดๆหน่อย เค้ามีเทคโนโลยีที่เค้าสร้างขึ้นมาเอง ดูอย่างง่ายๆ บ้านเรามีบริษัทแบบ Samsung, Sony, Bytedance, LG, Toyota ไหม เพราะงั้นเราอย่าเทียบครับ ว่าทีเกาหลีล่ะ ทีญี่ปุ่นล่ะ</p><p>     ไอพวกสวยงามหล่อสวยที่ฝังรากอยู่ในสังคมของบ้านเรา มันแค่ไหนกันเชียวถ้าในแง่ของเศรษฐกิจ ได้เป็น original ของบริษัท cosmetics จริงๆจังๆไหม ไม่ ได้เป็นผู้ผลิต/เจ้าของเทคโนโลยีพวกเลเซอร์หรืออุปกรณ์เหล่านั้นไหม ไม่ ได้ส่งออก entertainment แบบเกาหลีไหม ไม่ soft power ดักดานๆ - คือไม่ได้เป็นอะไรเลย เป็นผู้บริโภคอย่างเดียวทั้งนั้น มีเป็นแค่ค่านิยมในสังคมที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรจริงๆจังๆกับประเทศ ให้โทษด้วยซ้ำอย่างที่ผมกำลังเขียนอยู่; ถ้าไม่นับเป็นฐานการผลิต ไทยเรายังจ่อมอยู่กับ field ที่เป็นโลกเก่าคร่ำครึ + ทำแล้วไม่รวย อย่างท่องเที่ยว/บริการอยู่เลย (ดังนั้นมันตรงมากถ้าจะมาแย้งแบบนั้นผมโดยยกต่างประเทศมา) - ผมไม่ได้บอกว่าการเป็นโลกที่ 1 หรือเจริญอย่างญป/เกาหลีใต้จะเป็นใบเบิกทางสร้างความ legit ของค่านิยมดักดานนี้นะ มันก็แย่หมดอยู่ดี และพวกเค้าก็ suffer จากเรื่องนี้เหมือนกัน เพียงแต่เค้ายังมีเรื่องอื่นพอ weight ความบัดซบนี้ไง แต่เราคือมองไปทางไหนก็มืด</p><p>*ผมต้องเขียนชื่อบทความเป็นภาษาอังกฤษเพราะภาษาไทย mirror มันเป็นตัวอ่านไม่ออก</p>]]></content:encoded>
            <author>1977-2@newsletter.paragraph.com (1977)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/2bbc8fc082df2564afa0df5f2cd2ec02e48f528fa498d428c83666f317e74576.png" length="0" type="image/png"/>
        </item>
    </channel>
</rss>