<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
    <channel>
        <title>Thailand JPEG Holder</title>
        <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder</link>
        <description>NFTs &amp; The Metaverse
research partially done by AI while writing is 100% by human)</description>
        <lastBuildDate>Mon, 07 Sep 2026 23:56:51 GMT</lastBuildDate>
        <docs>https://validator.w3.org/feed/docs/rss2.html</docs>
        <generator>https://github.com/jpmonette/feed</generator>
        <language>en</language>
        <image>
            <title>Thailand JPEG Holder</title>
            <url>https://storage.googleapis.com/papyrus_images/b27f618a08fadabbd81178a3e5d2259b31d70e2697e3af6b8db12d00ab08de56.png</url>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder</link>
        </image>
        <copyright>All rights reserved</copyright>
        <item>
            <title><![CDATA[Industrial Society and Its Future, Part 2.1]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/industrial-society-and-its-future-part-2-1</link>
            <guid>cXFV5uje01qKTB5BJR0z</guid>
            <pubDate>Fri, 22 Dec 2023 06:18:09 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของ advancement จาก tech คือการ rotten โครงสร้างพื้นฐานของโลกชีวิตมนุษย์ ยิ่ง tech ก้าวหน้าไปเท่าไหร่ ชีวิตมนุษย์แทบร้อยทั้งร้อยจะยิ่ง miserable มากขึ้นเท่านั้น และมันจะไม่ดีขึ้น มันจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆหากเราไม่ทำอะไรที่เปลี่ยนทิศทาง - เป้าหมายของ manifesto นี้คือการคงไว้ซึ่งอิสระของมนุษย์ การหลีกจาก psychological suffering และหยุดการทำลายธรรมชาติ เริ่มต้นเทอมแรกที่เข้ามาเกี่ยวข้องและต้องอธิบายคือ &apos;power process&apos;, power process เป็น inner nature นึงของมนุษย์เร...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>     สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของ advancement จาก tech คือการ rotten โครงสร้างพื้นฐานของโลกชีวิตมนุษย์ ยิ่ง tech ก้าวหน้าไปเท่าไหร่ ชีวิตมนุษย์แทบร้อยทั้งร้อยจะยิ่ง miserable มากขึ้นเท่านั้น และมันจะไม่ดีขึ้น มันจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆหากเราไม่ทำอะไรที่เปลี่ยนทิศทาง - เป้าหมายของ manifesto นี้คือการคงไว้ซึ่งอิสระของมนุษย์ การหลีกจาก psychological suffering และหยุดการทำลายธรรมชาติ</p><p>     เริ่มต้นเทอมแรกที่เข้ามาเกี่ยวข้องและต้องอธิบายคือ &apos;<strong>power process</strong>&apos;, power process เป็น inner nature นึงของมนุษย์เราที่เป็นไปเพื่อการเติบโตและพัฒนา เช่น, ถ้ายกตัวอย่างเป็นชีวิตปัจจุบัน, การอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง อยากมีลูก อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ฯลฯ; ซึ่ง <strong>power process แบ่งออก 4 องค์ประกอบ</strong>: 1. เป้าหมาย (goal) 2. ความพยายาม (effort) 3. ความสำเร็จ (attainment) *<em>ความสำเร็จ ณ ที่นี้ไม่ใช่ success นะครับ (text ต้นทางเลยใช้คำว่า attainment); attainment จะเป็นเหมือนสภาวะที่เราได้มาถึงซึ่งสิ่งที่ตั้งใจไว้ regardless value ต่างๆที่เราให้ค่าไว้ ขณะที่ success จะเป็นกรณีนั้นครับ</em>* และ 4. autonomy (<em>ผมขอทับศัพท์นะครับ เนื่องจากถ้าแปลใช้คำว่าอิสระ ผู้อ่านอาจจะได้ sense ของคำว่า freedom แทนซึ่งคนละความหมายกับ autonomy</em>)</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/d730f8012c9be49bc05876cb28854b30f9b6307690c926f5009ce6bc8fea1dac.png" alt="ผมลองให้ Dall E บน GPT4 visualise องค์ประกอบของ Power Process ดูครับ ฮ่า" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">ผมลองให้ Dall E บน GPT4 visualise องค์ประกอบของ Power Process ดูครับ ฮ่า</figcaption></figure><p>เทอม power process นี้ไม่ได้ความหมายถึงคนที่หัวสูง หิวพลัง &apos;need for power&apos; อยากครอบครอง อยากเป็นใหญ่เป็นโต - แต่ในแง่นี้ power process มีความหมายที่ fundamental กว่า เป็นเหมือนสิ่งพื้นฐานในกลไกของมนุษย์.. ทำไมต้อง power process? เพราะถ้าหากปราศจากสิ่งนี้ เราจะ lost, จะมีปัญหาทาง psychological เกิดความเบื่อ ความรู้สึกไม่มีคุณค่า ความรู้สึก powerless เกิดการไปอยู่ใน hedonic treadmill - สมมุติเรามีเวทย์มน นึกอะไรก็ได้ ทุกสิ่งอย่างไม่มีข้อยกเว้น นึกปุ้บ ดีดนิ้วปุ้บมาปั้บ เราอาจพอใจ แต่มันอยู่ไม่นาน เรากลับมาไม่รู้สึก motivated, อยู่ในสภาวะ decadent เพราะมันไม่มี power process เกิดขึ้น; ผมมั่นใจว่าเราๆคงเคยได้ยินการเล่าที่ว่าสุดท้ายคนเราต้องหาอะไรทำสักอย่าง รวยแค่ไหนอะไรยังไงแค่ไหนก็ตาม ไม่งั้นมันอยู่แบบ well-being ไม่ได้ คนที่เกษียณ/ลาออกจากงาน/early retire ที่บ่นบอกอยากออกมาอยู่บ้านไม่ทำอะไรนักหนา ท้ายสุดผ่านไปไม่นานก็พบว่ามันว่างเปล่าและไม่ได้วิเศษอย่างที่คิด ประโยคใดๆที่มีมานานในเชิงว่า &apos;คุณค่าของอยู่ที่ผลงาน&apos; ก็เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการเห็นถึงว่า value การ put action ออกมาเป็นอะไรสักอย่างถูก ingrained อย่างแน่นแฟ้นอยู่ในสังคมมนุษย์, พูดให้สั้นที่สุด มนุษย์ต้องมีเป้าหมายสักอย่างเพื่อดำรงอยู่ไม่ว่าจะไหน sense ไหน - power process ในยุคก่อนก็มีชัดในเรื่องของการอาหาร การจัดหาที่พัก การเอาชีวิตรอดสภาพแวดล้อมจากธรรมชาติ</p><p>หากการปราศจาก attainment เกิดขึ้นเป็นเวลาต่อเนื่องย่อมทำให้เกิด depression; หรืออธิบายในเชิงพื้นฐานว่าเป็นการลดทอน &apos;life force&apos; (<em>อย่างสมัยก่อนถ้าสิ่งนั้นเป็นเรื่อง physical necessity, เช่นการหนีเสือไม่พ้น การอาหารไม่ทัน การว่ายน้ำไม่ถึงฝั่ง ฯลฯ, ผลของการไม่ attain เป้าหมายคือความตาย</em>) มาถึงตรงนี้เราเริ่มเห็น, และจะได้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆในส่วนถัดไป, element ของการอธิบายชีวิตปัจจุบัน ที่คนส่วนมากรู้สึก anxious และเคร่งเครียดชัดขึ้น ดังนั้นมันมีความจำเป็นที่ &apos;attainment&apos; มันเป็นไปได้บ้าง</p><p>     <code>คนเราเลยต้องหาอะไรทำ เพื่อให้การมีอยู่ของ power process เกิดขึ้นและไปจบที่ attainment</code> - แม้ biological needs เองทุกวันนี้จะง่ายดาย แต่หากสังเกตุดีๆ เราแทบไม่พบ/หรือไม่พบ element ของ &apos;autonomy&apos; ในชีวิตเท่าไหร่/ขนาดนั้น, deep down เราเลยพยายามอะไรสักอย่างชดเชย อันนำมาซึ่ง surrogate activity (<em>*แอดอธิบายเพิ่มนะ อย่างเช่นตอนนี้เราหิว อยากกินไก่ทอด (55) เราทำยังไงครับ เราสั่งแกรปใช่ไหมครับ เราไม่ได้ออกไปล่าไก่ในป่าเอง เพราะมันไม่มีแล้ว ทำแบบนั้นไม่ได้ เราต้องพึ่งระบบ corporate ระบบเศรษฐกิจ ถึงจะบอกว่าไปซื้อไข่ ซื้อเมล็ดพันมาปลูก/เลี้ยงเอง เราจะไปหาจากไหนครับ เราก็ต้องซื้อเขามาอยู่ดี อย่างกรณีนี้ถ้าให้ชัดขึ้นก็คือเราหนี CP ไม่พ้นอยู่ดีครับ ใน sense นี้การเดินไปซื้อร้านแถวบ้าน ขับรถออกไปซื้อ หรือแม้กระทั่งไปซื้อไก่จากตลาดมาทอดเองก็ไม่ต่าง (น้ำมันก็ต้องซื้อเค้านะ) เพราะประเด็นคือเรา functioning จากการ &apos;เป็นส่วนหนึ่ง&apos; ของ social machine (อัน heavily relied on technology) นั่นเองครับ เช่นเดียวกันกับกรณีสร้างบ้าน เราจะไปหาที่อยู่ที่ไหนครับ ไม่มีแล้ว ทุกพื้นที่มีเจ้าของ หรือเราจะไปตัดไม้จากป่ามาทำเองหรอครับ อุปกรณเอาจากไหน เครื่องมือก่อสร้างต่างๆนาๆเอาจากไห - กล่าวคือเราถูกระบบคุมไว้หมดแล้ว*</em>)</p><p>     <code>โอเค แล้ว &apos;surrogate activity&apos; ที่ว่าคืออะไร?</code> - surrogate activity คือ activity ใดๆที่ไม่เป็นไปเพื่อ physical necessities ในการ survive/มีชีวิต - การตัดสินว่า activity ใดๆเป็น surrogate activity หรือไม่นั้นตอบได้จากคำถามที่ว่า <strong>&apos;หากเราต้องใช้เวลาแทบทั้งหมดที่ประกอบกับกำลังกายและกำลังความคิดอย่างหนักเพื่อ biological needs, เราจะรู้สึกขาดอย่างยิ่งยวดในการไม่ทำ activity x หรือไม่ หากไม่, activity x นั้นเป็น surrogate activity&apos;</strong></p><p>โลกทุกวันนี้ (<em>ทุกวันนี้ ณ ที่นี้ที่ ted หมายถึงคือราวๆ 1990s ครับ ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่ามันจะเป็นจริงยิ่งขึ้นไปอีกในตอนนี้เลย</em>) การที่จะเติมเต็ม biological needs (<em>หรือ physical necessities ก็ได้ ไม่ต่างครับ</em>) นั้นเป็นเรื่องไม่ยากนัก การมีข้าวกิน มีที่ให้นอนนับว่าง่ายขึ้นมหาศาลเมื่อเทียบกับสมัยก่อน (<em>อาหารการกินไม่ secured, หรือความเสี่ยงจากการที่นอนๆอยู่จะเจอความเสี่ยงจากอันตรายต่างๆ</em>) ดังนั้นเมื่อสิ่้งเหล่านี้ได้มาไม่ยากนัก ชีวิตของคนเราเลยเต็มไปด้วย surrogate activity เพราะเราไขว่หา power process</p><p>     แต่<code>ปัญหาของ surrogate activity คือ ไม่ว่าเราจะทำมากแค่ไหน ทำมากเท่าไหร่ มันไม่เคยพอและรู้สึกเติมเต็มได้</code> (<em>เพราะมันไม่ใช่ &apos;real goal&apos;, ted อธิบายว่า real goal คือ goal ที่เป็นไปเพื่อ biological needs (goal ที่ rooted อยู่ในสัญชาติญาณของสัตว์) และ goal นี้ต้องไม่ใช่สะพานไปสู่ goal อื่นๆ</em>) เช่น pursue ทาง sport (<em>เราก็อยากจะทำสถิติใหม่เราไปเรื่อยๆ อยากเก่งไปเรื่อยๆ ซึ่งมันเป็นการเลื่อนเป้าหมายไปเรื่อยๆ ; ถึงแม้มีการบอกว่าความสุขและ sense ของ fulfilment เกิดขึ้นจากการกระทำเหล่านี้ แต่แท้จริงแล้ว ted บอกว่าที่รู้สึกแบบนั้นก็เพราะว่าโลกทุกวันนี้ทำให้ biological needs มันง่ายไง เราเลยหาทางที่จะได้มาซึ่ง power process; ถ้าหาก biological needs ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายอย่างปัจจุบัน เราอาจไม่พบที่ว่างสำหรับ surrogate activity เลย</em>), pursue ทางสายอาชีพหน้าที่การงาน การหาเงิน การเป็นactivist งานทางศิลปะ งานอดิเรกต่างๆแทบทั้งหมด แม้กระทั่ง scientific research (<em>แต่ ted เองก็บอกว่าบางกรณีอาจไม่ได้มี element ของ surrogate activity 100%, มองเป็น spectrum, แต่โดยแทบทั้งหมดแล้ว เป็นครับ</em>) <code>สิ่งเหล่านี้มัน endless ครับ เป็นสิ่งที่ส่วนมากถูก constructed มาภายหลังโดย industrialisation</code></p><p>ซ้ำยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหาก surrogate activity ที่ว่า (ที่นับวันส่วนมากจะมี element ของ autonomy น้อยขึ้นเรื่อยๆ (อีกแล้ว) ลองสังเกตุดูครับ) ไม่สามารถ attain ได้ด้วย effort (หรือยากจนเลือดขึ้นหน้า) หรือเราแทบไม่มี autonomy ในการเลือกเส้นทาง/วิธีการไปสู่ goal (อันแม้ว่าจะเป็น surrogate activity ก็ตาม) นั้นเลย เราก็จะพบ backfire ในรูปของ defeatism (e.g. ความรู้สึกที่ว่าทำอะไรก็ไม่สำเร็จ เริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง เริ่มโทษตัวเองอย่างเกินควร ฯลฯ) ความสับสน ความรู้สึกผิด การโทษตัวเอง aggression การขี้โมโหร้าย การbingepleasure ความรู้สึกpowerlessness รวมถึงการลามไปถึงปัญหาทางสุขภาพ, surrogate activity เหล่านั้นก็ตอบสนอง power process ได้น้อยลงเรื่อยๆ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/2860b51d81a4d9da9c0b0c21c508da94c874ebd8cee98919d9243042dbc232b0.png" alt="อยู่ไปวันๆ เพราะไม่มี autonomy, ชีวิตยากขึ้นเรื่อยๆสำหรับคนธรรมดา" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">อยู่ไปวันๆ เพราะไม่มี autonomy, ชีวิตยากขึ้นเรื่อยๆสำหรับคนธรรมดา</figcaption></figure><p>     ขยายความต่อมาครับ คือโดยธรรมชาติแล้ว <strong>power process นั้นเกิดจาก drive 3 ประเภท</strong>; ซึ่ง drive (แรงขับ) เป็นสิ่งทีทำให้เกิดการเสาะหา goal ต่างๆในชีวิตของพวกเราครับ โดยประเภท <code>1 คือ drive ที่ทำให้เป็นจริงได้โดยใช้ความพยายาไม่มากนัก</code> ประเภทที่ <code>2 คือแบบที่ทำให้เป็นจริง/บรรลุได้เหมือนกัน แต่ใช้ความพยายามสูง ไม่ได้มาโดยง่าย</code> ประเภทที่ <code>3 คือไม่มีทาง/แทบไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้เลย ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน</code> <strong>ซึ่ง power process ที่เราพูดมาถึงหมดที่จะทำให้เรามี well-being คืออยู่กับ drive ประเภทที่ 2</strong></p><p><code>แต่โดยโครงสร้างของระบบ เราพบว่า, แม้ในประเภทที่ 2 เอง, การเกิด autonomy เป็นไปได้ยากและน้อยขึ้นเรื่อยๆ</code> การทำงานของเรา มักถูกกรอบจากตำแหน่งที่สูงกว่าในที่ทำงาน ทุกวันนี้ผู้คนส่วนมากใช้ชีวิตไปในเชิงที่โครงสร้างถูกวางไว้ให้โดยไม่รู้ตัว จริงอยู่ที่บางคนอาจแฮปปี้กับวิถีแบบนี้โดยตัวเค้าเองจริงๆ แต่ก็อาจบอกได้ว่าความรู้สึกดังกล่าวถูกระบบหล่อหลอมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรจนเราถูกกลืนไปอย่างไม่ตั้งคำถาม</p><blockquote><p>บรรทัดนึงในส่วนนี้ ted เขียนไว้ว่า (ผมขอยกมาทั้งดุ้นครับ) :&apos;<em>Our lives depend on decisions made by other people; we have no control over these decisions and usually we do not even know the people who make them. (“</em><strong><em>We live in a world in which relatively few people—maybe 500 or 1,000—make the important decisions</em></strong><em>” —Philip B. Heymann of Harvard Law School, quoted by Anthony Lewis, New York Times, April 21, 1995</em>&apos; ..ซึ่งเราๆเองก็ได้ยินเรื่องแบบนี้มาตลอด ผลกระทบของเราที่จะมีได้นั้นแทบไม่มีตัวตน อย่างล่าสุดแอดก็จำที่ chamath (เป็น VC ชื่อดัง ผมว่าเราหลายๆคนคงน่าจะรู้จักกัน) พูดในงานของ standford grad school ได้เหมือนกัน เนื้อหาก็ทำนองนี้ครับ (ดูที่คลิปนี้, สั้นๆครับ นาทีเดียว: <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fwww.youtube.com%2Fwatch%3Fv%3DVKu3Te_jUn4%26fbclid%3DIwAR2fHyZDnby4rzAstfpOaYYgKdCYvgKzxXcEkhrmoA9Iy0FljoJXjFHZyBo&amp;h=AT3ecgnEtgy6NuZPAbYgiK-S3vGRsK5f6AlDb2C_8ptMcarSMpE5zP47PvC-j8inlpCFVlqoUnrJvg_ZEdNeMyvoImx8hJ63r0Sx2A7rGNvheIRnozhUZcBlfk0R83HeVzK-&amp;__tn__=-UK-R&amp;c%5B0%5D=AT3_N6MnbYySYz_UtBHJqQpv44DRr0ev0_Z0wAljFl_YhPlh_3-WiP19N58n-xHR7xiwm3nKn6OVSmGVkSF-EON4qqGweckUvk0tr8Q-Goez3-op1ODKnR8RoMxXSGaF-yznSryO-0G8K0F541MmwHKeaqsmFYAkts44b16-j3Bb3A1uT7ugjywdGB4GwcducNGP43B5nBvF">https://www.youtube.com/watch?v=VKu3Te_jUn4</a>)... ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่ายิ่งระบบแบบนี้โตและแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ autonomy ของเราก็น้อยขึ้นไปเรื่อยๆ สำหรับแอดแล้ว การบอกว่าสังคมมนุษย์เป็น hierachical แบบสัตว์อื่นๆนั้น ไม่ผิดเลย เพียงแค่เราอยู่ในรูปที่ละเอียดกว่าเท่านั้น</p></blockquote><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/1e2a747e75f7e8b65e44881e9dc92bb13a07ea6fd8e18dfe874a6ee60b39d3a6.png" alt="Chamath ที่งาน Standford Business School ครับ (2017)  " blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">Chamath ที่งาน Standford Business School ครับ (2017)</figcaption></figure><p>ที่แย่ไปกว่านั้นคือหลายๆสิ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ในกลุ่มที่ 2 (แอดว่าที่น่าจะเก็ทกันสำหรับทุกคน คือการซื้อบ้าน การอยู่สภาวะที่มีค่าครองชีพที่เหมาะสม การมีที่ยืนในindustryต่างๆได้ด้วยตนเอง หรือการมีลูก/ซัพพอร์ตลูกได้เต็มที่ตลอดรอดฝั่งด้วยคุณภาพ) กำลังถูกผลักไปอยู่กลุ่มที่ 3 ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแทบจะเหมือนการตัดขาด power process ไปดื้อๆ ที่สุดท้ายก็นำมาซึ่ง defeatism และ surrogate activity ที่ยากจะเติมเต็มส่วนลึกของความเป็นมนุษย์อย่างที่ได้อธิบายไว้</p><p>     อาจมีการกล่าวอ้างว่าสมัยก่อนคนตายไว จากทั้งเรื่องการล่าและโรคภัยต่างๆ คุณภาพชีวิตเทียบปัจจุบันแทบไม่ติด แต่<code>อย่าลืมครับว่า คุณภาพของ psychological ก็สำคัญไม่แพ้ทางกาย</code> และ autonomy แทบจะเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบในเรื่องนี้มากที่สุด คนสมัยก่อนอาจถูกหมีตบตาย หิวตาย เป็นโรค/ติดเชื้อง่อยๆที่ปัจจุบันสามารถรักษาได้ง่ายๆตาย.. แต่ทั้งหมดมันเป็นผลพวงจาก &apos;ตัวเลือก/การเลือก&apos; ในชีวิตของเขาเอง ต่างกับปัจจุบัน; pm2.5 นี่ มายังไงครับ? เราทำมันหรือเปล่า? microplastic ล่ะ? เงินเฟ้อ? ภาษี? แน่นอนว่าสงครามและกรณีของโรคระบาดด้วย หลายๆอย่างที่เป็น man-made ไม่ใช่จากธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสุ่ม แต่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของคนมีผลกระทบหลักในการขับเคลื่อน industrial society</p><p>ความกดดันทางสังคม/social rules ที่มีผลต่อการแสดงออกอย่างเสรีต่างๆ, เพื่อป้องกันไม่ให้ individual สร้างความวุ่นวายให้กับ &apos;system&apos; ได้, ก็มีผลเชิงปริยายต่อ deterioration สำหรับสภาพ mental เราเช่นกัน; ค่านิยมต่างๆที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำ (<em>เช่นการแข่งขันไต่ให้ตัวเองไปอยู่ใน &apos;สภาวะ&apos; สังคมที่สูงกว่า เพราะรู้ว่า &apos;พื้นที่ข้างล่าง&apos; นั้นจะมีแต่ความยากลำบากอยู่</em>), การ exploit เพื่อนมนุษย์, ฯลฯ.. ท้ายสุดสิ่งเหล่านี้จะผลิตเหตุการณ์อย่างยิงกราด ฆ่าตัวตาย ม็อบ คลั่งศาสนา อาชญากรรม ต่างๆ.. ted ยังตอกย้ำด้วยเทอมอย่าง &apos;mid life crisis&apos; (ที่พอเทียบกับยุคที่ ted เขียนงานแล้ว ปัจจุบันถือว่ามีตัวตนและระดับความสาหัสกว่าเยอะเลยครับ) ว่าเป็นผลผลิตของเส้นทางของสังคมดังกล่าวเช่นกัน หรือกระแสการไม่อยากมีลูกที่แทบส่วนมากก็มาจากเรื่องประเด็นค่าใช้จ่าย/คุณภาพชีวิต (<em>ที่ซึ่งส่วนมากก็มาจากการที่ system สร้าง asymmetry ทั้งหมดนี้ขึ้นมา - และผลลัพธที่ชัดเจนที่สุดก็คือชีวิตของคนส่วนมากที่ miserable กว่าเคย</em>)</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/86436f1c3a814caa71aeb2d69fb6c20daa8f579f04e50cafdaab498e54115c86.png" alt="alienation เกิดขึ้นเพราะ &apos;ระบบ&apos; ต้องการ effiency ครับ" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">alienation เกิดขึ้นเพราะ &apos;ระบบ&apos; ต้องการ effiency ครับ</figcaption></figure><p><strong>ปัญหาเชิงสังคมส่วนมากเราพบ root จากสภาวะที่มันประหลาด ที่มัน &apos;twist/alter&apos; สภาพจิตใจครับ</strong> เพราะ (industrialised)social นั้นจะกรอบให้เราอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ (<em>โดย evolutional process, เราไม่ได้ผ่านขั้นตอนแบบนี้มา เราไม่ได้เจอระบบแบบนี้มา (หรืออย่างน้อยสุดในเชิงพื้นฐาน สภาวะเหล่านั้นมันไม่เป็นมิตรต่อเงื่อนไขทางชีววิทยาเรา</em>)) สภาวะที่ว่านี่ในเชิงหลักการก็คือ เช่น สภาวะความแออัดในเมือง (<em>ที่ถ้ามองผิวเผินเหมือนจะไม่มีอะไร แต่มันมีครับ เราจะได้เห็นในส่วนต่อๆไป</em>), สภาวะที่ถูกแยกขาดจากธรรมชาติ (<em>เช่นการที่พื้นที่สีเขียวลดลง แทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างที่เป็นไปเพื่อน &apos;maximise&apos; capital gain</em>), การ breakdown ของชุมชนขนาดเล็ก (<em>ที่มีผลต่อ sense of connection ของปัจเจก</em>) และแน่นอน สภาพที่ไม่เป็นมิตรต่อ power process ของ real goal..</p><p>     <strong>ส่วนต่อไปจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานว่า ทำไมมันเป็นไปไม่ได้ที่ &apos;freedom&apos; จะไปทางเดียวกับ industrial society; สองสิ่งนี้ตรงกันข้ามกัน และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการเลือก freedom ก่อน industrial society</strong> (แต่แอดว่าจริงๆแล้วปัจจุบันเราเลือกไม่ได้หรอก ปัจจุบันระบบดังกล่าวตัวใหญ่เกินที่คนทั่วไปจะทำอะไรได้แล้วครับ ระบบถูกออกแบบสำหรับการควบคุมไว้หมดแล้ว)</p><p>#Metaverse #Web3 #Futurism #Dystopian #Technology #Singularity</p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/00ef93559343c2d70c5422983b97146850598f22f6d1e4005a962c8fadddd4d7.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[A Brief Update on Meta Connect 2023 🧿]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/a-brief-update-on-meta-connect-2023</link>
            <guid>H0HjY7iSaC7d6e2bQyfs</guid>
            <pubDate>Fri, 10 Nov 2023 06:59:55 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[เวลาช่างผ่านไปเร็วครับ จากล่าสุดที่แอดอัพเดท Meta Connect 2022 ไป ตอนนี้มาเป็นของรอบ 2023 แล้ว ซึ่งในตอนท้ายผมจะพูดถึงมุมมองที่มีผลต่อตลาด NFT ของเรากันครับรอบนี้มาข้างนอก outdoor เริ่มจากส่วนแรกเราจะเห็นได้ว่ามาร์คย้ำบ่อยถึงการตั้งอยู่บนหลักการของการเป็น social platform จากนั้นการขยาย experience มาทีหลัง, กล่าวคือการเชื่อมโยงผู้คนยังคงเป็น core principle เหมือนเดิม (สังเกตุช่วงได้นาทีที่ 01:50 ได้ว่า &apos;we are focus on building future of human connection&apos;, ซึ่งส่วนตัวผมให้เป็นอะไรที่...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>     เวลาช่างผ่านไปเร็วครับ จากล่าสุดที่แอด<a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://mirror.xyz/0x30665b2A5e267275A7211D50dbA28Ec2804B9296/qIBGW5zABqHvL6PA_pAT14CrfkGxMWkmMnkVqF2BXHE">อัพเดท Meta Connect 2022</a> ไป ตอนนี้มาเป็นของรอบ 2023 แล้ว ซึ่งในตอนท้ายผมจะพูดถึงมุมมองที่มีผลต่อตลาด NFT ของเรากันครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/c98cb1c44d208f57095f0dfa7dc31a362582dc269d0641e7570ff8c8bcc3255d.jpg" alt="รอบนี้มาข้างนอก outdoor " blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">รอบนี้มาข้างนอก outdoor</figcaption></figure><p>     เริ่มจากส่วนแรกเราจะเห็นได้ว่ามาร์คย้ำบ่อยถึงการตั้งอยู่บนหลักการของการเป็น social platform จากนั้นการขยาย experience มาทีหลัง, กล่าวคือการเชื่อมโยงผู้คนยังคงเป็น core principle เหมือนเดิม (สังเกตุช่วงได้นาทีที่ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://youtu.be/-dJu9VyIw64?si=l-zhjMf9ZFWbg8xS&amp;t=107">01:50</a> ได้ว่า &apos;<strong><em>we are focus on building future of human connection</em></strong>&apos;, ซึ่งส่วนตัวผมให้เป็นอะไรที่มีคะแนนนำหน้าค่ายอื่นมาเสมอ)</p><p>มาร์คได้พูดถึงทิศทางของอนาคตเรากำลังไปสู่ภาวะที่ daily life experience อยู่ในรูปของการ digitalised มากขึ้น ขอบเขตของทั้งสองโลกจะเลือนขึ้นเรื่อยๆ ผมดีใจที่บทความของผมที่เขียนไปเมื่อราวปีก่อนอธิบายถึงสิ่งที่มาร์คพูดถึงได้อย่างชัดเจน (<a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://mirror.xyz/0x30665b2A5e267275A7211D50dbA28Ec2804B9296/d1mvSp_mqtv48LuDL7FjRXcJA-DCgURC23GKEF2M11Y">ทำไม Metaverse ถึงจะไม่มีวันเฟล</a>)</p><p>ทุกความก้าวหน้าที่ Meta นำเสนอวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น MR (mixed reality; Meta Quest 3), AI และ Smart Glasses (ที่แอดค่อนข้างมั่นใจแน่นอนว่าในอนาคตมันจะกลายเป็น Smart Lens ที่เชื่อมต่อกับการทำงานของ brain-computer interface ได้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง) ที่ล้วนเป็นองค๋ประกอบสำหรับการถูก unified เพื่อ, ตามชื่อบริษัทเอง meta, &apos;metaverse&apos; (ผมเขียนในประเด็นนี้สั้นๆไว้เช่นกัน <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/photo/?fbid=209188081868959&amp;set=pb.100083333059215.-2207520000">ดูเพิ่มเติม</a>)</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/c485fec8a511334554e3d7e52cf7f9ad35478fbf5c0578869af0de36c218948e.jpg" alt="lead ในแต่ละ business unit ก็จะออกมาแนะนำครับ" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">lead ในแต่ละ business unit ก็จะออกมาแนะนำครับ</figcaption></figure><p>เมื่อพูดเปิดงานจบว่าจะมีอะไรบ้างแล้ว พี่มาร์คเราก็เริ่มต้นที่แว่น VR Quest 3 เลยครับ ภาพรวมก็ตามประสาครับ น้ำหนักน้อยขึ้น ภาพชัดขึ้น เลนส์ดีขึ้น ฯลฯ ไม่มีสายและแบตรุงรังอะไรตามเคย (เอ๊ะ พูดถึงใครนะ 55) จากนั้นก็มีโชว์ MR ครับ เช่นการเล่นบอร์ดเกมบนโต๊ะ (นึกถึงยูกิเวอชั่นมีอนิเมชั่นเต็มสูบเลย) รวมถึงการ interact กับเกมต่างๆที่ผสานรวมกับเพดานหรือผนังห้องเรา ที่สำคัญเกมต่างๆจาก <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.google.com/url?sa=t&amp;rct=j&amp;q=&amp;esrc=s&amp;source=web&amp;cd=&amp;cad=rja&amp;uact=8&amp;ved=2ahUKEwiFgurL6riCAxWPbGwGHXYCHpMQFnoECBcQAQ&amp;url=https%3A%2F%2Fwww.roadtovr.com%2Fxbox-cloud-gaming-quest-3-release-date%2F&amp;usg=AOvVaw0jD0avb2hMAlUYipnDJXBE&amp;opi=89978449">xbox store</a> ก็จะมาแจมด้วยครับ สุดอยู่นาา แอดว่า dead space นี่ถึงใจแน่นอนอะ ถ้าทำภาพดีๆ</p><p>     ส่วนฝั่งการทำงานก็มีครับ สามารถใช้ microsoft office ได้ สามารถติดตั้งโปรแกรมที่เป็น handiwork ต่างๆได้ หรือถ้าใครชอบ lifestyle ก็ซัพพอร์ตเหมือนกัน เช่นการไปนั่งดูกีฬาข้างสนามแบบติดๆเลย โยกไปมุมสำคัญได้ อันนี้คนคงชอบเยอะครับ ราคาก็ไม่แรง ราคาแทบจะ 1/4 ของอีกค่ายแอปเปิลเลยครับ</p><div data-type="youtube" videoId="Exu7r2vZpcw">
      <div class="youtube-player" data-id="Exu7r2vZpcw" style="background-image: url('https://i.ytimg.com/vi/Exu7r2vZpcw/hqdefault.jpg'); background-size: cover; background-position: center">
        <a href="https://www.youtube.com/watch?v=Exu7r2vZpcw">
          <img src="{{DOMAIN}}/editor/youtube/play.png" class="play"/>
        </a>
      </div></div><p>     ถัดมาที่ AI ครับ, Llama 2 (LLM) แถมก็ฟังกชัน gen ภาพต่างๆได้ด้วย - ในชื่อว่า EMU; expressive media universe เช่น sticker ของ chat app ที่เรา personalise เองได้ แม้ไปกระทั่ง asissant ของเรา (เราถูกดูดข้อมูลชิบหายวายป่วงเลย) นอกจากนี้ก็ยัง integrate กับ API บน AWS ได้ด้วยครับ เขา collab กัน</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/1b4c905009dae3e4f9d793687257624012aa059426c31da02e3c6cbadf74bd18.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>     แล้วพรี่มาร์คก็ showcase สักหน่อย ไม่ว่าจะเป็น role play ต่างๆ เราก็เลือกได้ความต้องการครับ เอาเข้าไป metaverse ได้ด้วยนะ และปีหน้าจะมี voice interaction + ดึง real time info แบบ bard ของ google เลย (วันสองวันก่อนของตอนแอดนั่งเขียนอยู่ อีลอนก็ปล่อย grok มา เรียลไทมเหมือนกัน)</p><blockquote><p><em>(มาถึงตรงนี้แล้ว แอดอดคิดไม่ได้ว่าอนาคตเราจะเลี่ยงสถานการณ์แบบ Black Mirror ในตอน &apos;Be Right Back&apos; ได้ยังไง.. (และในอีกหลายๆตอน) เพราะตราบใดที่มีมนุษย์เกี่ยวข้องไม่ทางใดทางหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่ของ error เสมอ - ถึงผมจะ bullish mark และ meta, แต่ผมไม่เคยเชื่อใน privacy safeguard ที่เขาพยายามบอกให้เราสบายใจนักหนาเลย ยังไงข้อมูลเราก็หลุด/ถูกไป monetise ครับ ตามประโยคคลาสสิค อะไรที่ฟรี เราเองนั่นแหละที่จะกลายเป็นสินค้า)..</em></p></blockquote><p>อ่า ขอโทษครับ ดาร์คไปหน่อย กลับต่อที่งานดีกว่า ! ถัดมาครับ อันนี้ผมชอบที่สุดเลย (เพราะมันช่วยให้สาย content creator ทำงานได้ง่ายและสมจริงมากขึ้นมากก) ซึ่งก็คือ Meta Rayban (Smart Glasses); แคปเจอ/อัดวิดีโอโมเม้นได้ ฟังเพลงได้ รับสาย/คุยโทรศัพทได้ stream ก็ยังได้ แล้วก็อย่างที่บอก มี Llama 2 ติดมาด้วย (แล้วก็คงจะอัพเกรดได้เรื่อยๆถ้า Llama 3 มา), storage 32GB ครับ ซองแว่นเป็นที่ชาร์ต น่ารักดีครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/09034b3f276cf80adc92e967718a8db2c7e9dfae657f1470fcd63f87da5cffbc.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>คือไอการที่เราได้มือมาอีกข้างจากต้องคอยจับโทรศัพทตลอดเวลานี้มัน game changer มากเลยนะ ที่มาร์คโชว์ก็เจ๋งครับ (นาทีที่ - เราใส่แล้วมองไปที่ไหน/อะไร เราก็สามารถ acquire ข้อมูลกับ Llama ได้ด้วย คิดดูในอนาคตอันใกล้มี version เป็นแบบ sport ขึ้นมา เป็น footage เรียลๆหลายๆกีฬา ผมว่าเจ๋งมากเลย</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/f0a363c94ad3219369ac1827c90acfb977e0c719d244c8875efcae173db22500.jpg" alt="ผมยังอยากได้เลย แต่เหมือนมันยังไม่ส่งมามที่ไทยแฮะ" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">ผมยังอยากได้เลย แต่เหมือนมันยังไม่ส่งมามที่ไทยแฮะ</figcaption></figure><p><em>จริงๆก็มีเสียงฟีดแบคหนาอยู่เรื่อง privacy ใน public life ครับ เพราะคราวนี้แว่นเหมือนแว่นแฟชั่นมาก ถ้าไม่ดูให้ดีหรือแค่เดินผ่านๆข้างนอก คือดูไม่ออกเลยว่ามันมีกล้อง เป็น smart glasses, ถึงทาง meta เองจะลอคระบบให้ตัวเลนส์มีไฟกะพริบ+เสียงแช๊ะเวลาเราถ่ายภาพหรืออัดวิดีโอก็ตาม (setting นี้เอาออกไม่ได้ครับ) แต่มันก็ค่อยจะพอ ถึงภาพเราเดินเข้าห้องน้ำสาธารณะ ในห้าง แล้วเห็นคนใส่อิแว่นนี้มา เราก็หรือคนอื่นๆก็อาจจะ เอ๊ะ ยังไงเนี่ย ใช่ไหมล่ะครับ คือมันมีเคสความเป็นไปได้เยอะมากมายเลย แต่ก็.. นั่นแหละครับ ไว้ไปเป็นอีกประเด็นนึงในโอกาสอื่น 55 ตอนนี้เราสนใจแค่ tech และของเล่นใหม่ๆ - อันนี้มาร์คไม่ได้ raise เป็นประเด็นขึ้นมาในงานนะ ผมไปตามดูต่อมา และแนบมาด้วยเฉยๆครับ</em></p><p>**     **จากนั้นตอนท้ายก็กลับมาโม้ (แต่ทำได้จริง) ที่ Quest 3 ต่อสักพักครับ ขยายต่อเพิ่มเรื่อง room scan + MR object (*หุหุ ยังไงอนาคตก็ไม่น่าหนีการเข้าทาง NFT ไม่พ้นครับ) และมี demo เกมต่างๆให้ดู ส่วนตัวผมว่ามันจะแมสมากๆจนมีคนอยากซื้ออุปกรณ์นี้มาใช้ ก็ต่อเมือมีเกมที่ viral มากๆมาลงครับ อย่างสมัย Among Us เป็นต้น (หรือ Friend Tech? ฮ่า)</p><p>จากนั้นก็ปิดท้ายงานด้วยการพูดโดย CTO ถึงความจริงจังในการพัฒนา AI เพื่อนเป็นส่วนเติมเต็มและยกระดับ vision ของทาง meta และจบด้วย trailer สวยๆให้ดูตามท้องเรื่องครับ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.youtube.com/watch?v=-dJu9VyIw64">อันนี้เผื่อเพื่อนๆสนใจดูงาน Meta Connect 2023 ตัวเต็มครับ</a></p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/8454a00db2e055c07f134c44e9efa1c63221ab533def5283312fc0dd8684b1b0.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[Web3 ไม่ได้หมายถึง Decentralisation เสมอไป 😬]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/web3-decentralisation</link>
            <guid>2J1ILzI71C3mZS0Yf5BZ</guid>
            <pubDate>Sat, 20 May 2023 05:53:56 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[Web3 ไม่ได้หมายถึง Decentralisation เสมอไป มันเป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจากความหมายของ Web3, ที่ผมได้เคยอธิบายและเขียนสรุปจากหนังสือของ Klasu Schwab (ดูเพิ่มเติมตัวเต็มได้ที่นี่: https://mirror.xyz/.../aji4EsPZTJkimBToUdJO8z83K5jPI1siWr... ), คือการกระจาย/ส่งคืนผลประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนั้นๆครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่านิยามและหลักการไม่ได้ขึ้นอยู่กับความ decentralised เลย; ขณะที่ decentralisation หมายถึงการกระจายศูนย์ authority ในแง่ของการควบคุม/ดำเนินการ/จัดการ - แน่นอนว่าสองเทอมนี้เป...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>Web3 ไม่ได้หมายถึง Decentralisation เสมอไป มันเป็นคนละเรื่องกัน</p><p>เนื่องจากความหมายของ Web3, ที่ผมได้เคยอธิบายและเขียนสรุปจากหนังสือของ Klasu Schwab (ดูเพิ่มเติมตัวเต็มได้ที่นี่: <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://mirror.xyz/0x30665b2A5e267275A7211D50dbA28Ec2804B9296/aji4EsPZTJkimBToUdJO8z83K5jPI1siWrBFY5FqUvo?fbclid=IwAR11XNOqaFQY58fj7oa8LCrrCGAxItLOsfCZffK_89z5YCB5S9Rr69FFnl4">https://mirror.xyz/.../aji4EsPZTJkimBToUdJO8z83K5jPI1siWr...</a> ), คือการกระจาย/ส่งคืนผลประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนั้นๆครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่านิยามและหลักการไม่ได้ขึ้นอยู่กับความ decentralised เลย; ขณะที่ decentralisation หมายถึงการกระจายศูนย์ authority ในแง่ของการควบคุม/ดำเนินการ/จัดการ - แน่นอนว่าสองเทอมนี้เป็นสิ่งที่เข้ากันได้จาก application ต่างๆ (อย่างที่เราเห็นกันได้ชัดที่สุดสำหรับคนที่อยู่ใน space คือการให้ airdrop และ business revenue ครับ) เนื่องจากหลักการของ web3 ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น มีสิทธิในการกำหนดทิศทาง ได้รับผลตอบแทนกลับมาในหลายๆรูปแบบ ได้ความแข็งแกร่งขึ้นของชุมชน ฯลฯ ที่อาจมาในรูปของ tokenisation และ ownership - ดังนั้นเราก็สามารถ &apos;อนุมาน&apos; คร่าวๆได้ว่าธุรกิจหรือ organisation นั้นจะ decentralised มากขึ้นครับ</p><p>เราจะเห็น element ตรงนี้ได้ว่า web3 เป็นเงื่อนไขพอเพียงของ decentralisation (sufficient condition) แต่ decentralisation ไม่ได้เป็นเงื่อนไขจำเป็น (necessary condition) ต่อ web3 ครับ</p><p>ประเด็นของโพสนี้คือหากมี entity ใดๆบอกว่าจะทำการ integrate web3 principle เข้ามา แต่โครงสร้างต่างๆของสิ่งนั้นยังเป็น centralised อยู่ ก็ถือว่าปกติครับ (ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่าอนาคต &apos;big players&apos; จะมาเส้นทางนี้ ด้วยเหตุผลของความสะดวกในการจัดการ (หรืออย่างมากก็มีการ hybrid element ของ decentralisation เข้ามาบ้างตามเหมาะสม) ลองนึกการเปิดร้านขายของหรือให้บริการใดๆบน mainnet สิครับ จะมีต้นทุนและประเด็นการจัดการกับ MEV มากแค่ไหน - ว่าภาษาบ้านๆก็คือ ทุกคนจะสร้างเชนของตัวเองมาใช้ครับ อย่างน้อยที่สุดก็เป็น L2 (ซึ่งอันนี้อนาคตก็ต้องดูกันว่า, สมมุติเป็น ETH, ความสะดวกและคุณภาพมันขนาดไหน)), ไม่ได้ถือว่าสิ่งๆนั้นได้ขาดความเป็น web3 แต่อย่างใดเลย</p><p>ส่วนตัวผมลำบากใจมาตลอดในการเขียนคือเรื่องคำว่า application; แว้บแรกผมว่าเป็นไปได้ไม่น้อยที่เราอาจจะนึกภาพพวก dapps ขึ้นมา หรือแม้กระทั่งแอปต่างๆในโทรศัพท ทั้งที่ความจริง application โดยหลักการ (มาจาก apply [v]) คือการนำมาใช้ครับ มีความหมายกว้างกว่าการตีความให้มันเป็น object บางอย่าง ซึ่งผมว่าการเข้าใจคลาดเคลื่อนเล็กน้อยตรงนี้อาจทำให้ misleading ได้</p><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/hashtag/web3?__eep__=6&amp;__cft__%5B0%5D=AZVCFMMctOTEW2hGlFggKTd1mmSpcYHgoLeJI-a6z66DszGqzd_-VrtKFKPVmqykOcOlYjLZb28ORcsWcLnCiMr6zkWNc946c94PN5usYn1Gn_NuZ-KkuKo_dHpw7iX6H8z51GxJbU4HTuoZAqBr0czmhrSXY4UB9CmUujLxDMPLobHE71G-dL627yCOEw2DnxA&amp;__tn__=*NK-R">#Web3</a> <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/hashtag/metaverse?__eep__=6&amp;__cft__%5B0%5D=AZVCFMMctOTEW2hGlFggKTd1mmSpcYHgoLeJI-a6z66DszGqzd_-VrtKFKPVmqykOcOlYjLZb28ORcsWcLnCiMr6zkWNc946c94PN5usYn1Gn_NuZ-KkuKo_dHpw7iX6H8z51GxJbU4HTuoZAqBr0czmhrSXY4UB9CmUujLxDMPLobHE71G-dL627yCOEw2DnxA&amp;__tn__=*NK-R">#Metaverse</a></p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/42fcb23f0928bbf84c8b2103621c4b75c8cf6cb06b98aaa2120caac52431c2e2.png" length="0" type="image/png"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[NO MORE NFT SPACE !]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/no-more-nft-space</link>
            <guid>ianVewvlh7KGphNzbXzZ</guid>
            <pubDate>Sun, 01 Jan 2023 14:46:29 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[ในอนาคต จะไม่มี &apos;NFT space&apos; อีกต่อไป อดีตที่ผ่านมาและในปัจจุบัน คำๆนี้ใช้สะท้อนถึงพื้นที่เฉพาะ ของกลุ่มคนที่เทรด NFT บน Ethereum (ส่วนมาก) และมีศูนย์กลางการสื่อสารการเคลื่อนไหวหลักใน space เป็น Twitter และ Discord ครับ (ซึ่ง lead/figure ใน space ก็จะมีอยู่แค่ราวๆ 50-60 คนเท่านั้น) practice บางอย่างที่เป็นที่ทราบกันดี เช่นการทำ WL / การมี roadmap / การ auction แบบต่างๆ / การมี airdrop / ฯลฯ ซึ่งเป็นการเซ็ทวัฒนธรรมบางอย่างกรายๆ ที่เมื่อเวลาผ่านไป การพัฒนาก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงจากส่วนนี้...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>ในอนาคต จะไม่มี &apos;NFT space&apos; อีกต่อไป</em></strong></p><p>     อดีตที่ผ่านมาและในปัจจุบัน คำๆนี้ใช้สะท้อนถึงพื้นที่เฉพาะ ของกลุ่มคนที่เทรด NFT บน Ethereum (ส่วนมาก) และมีศูนย์กลางการสื่อสารการเคลื่อนไหวหลักใน space เป็น Twitter และ Discord ครับ (ซึ่ง lead/figure ใน space ก็จะมีอยู่แค่ราวๆ 50-60 คนเท่านั้น)</p><p>     practice บางอย่างที่เป็นที่ทราบกันดี เช่นการทำ WL / การมี roadmap / การ auction แบบต่างๆ / การมี airdrop / ฯลฯ ซึ่งเป็นการเซ็ทวัฒนธรรมบางอย่างกรายๆ ที่เมื่อเวลาผ่านไป การพัฒนาก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงจากส่วนนี้ที่ไปทีละนิด (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของ ecosystem sustainability หรือ innovation) ผ่านการเข้ามาของแบรนด์ต่างๆจากโลก web2 (so-called) และการปรับเทคโนโลยีไปใช้ในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่ทำให้เห็นว่า NFT เป็นมากกว่า profile picture หรือ &apos;pass&apos;</p><p>รวมถึงมีการประกอบกับการเติบโตและมีกฏหมายเข้ามารองรับ/ควบคุมมากขึ้นจากฝั่งทางการเงิน/DeFi (ซึ่งเป็น application ที่ชัดเจนแรกๆที่แสดงให้เห็น ประโยชน์ของ blockchain; ซึ่งส่งผลกับการใช้งาน NFT) ที่จะทำให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น</p><p>     NFT project ต่างๆก็จะเริ่มแยกขาดจากการเริ่มต้นแบบเดิมๆ, ที่เริ่มด้วยการเปิด Twitter และกระจาย/ส่งต่อ awareness กันผ่านคนใน NFT space ไปเป็นการ marketing ผ่าน medium ที่แต่ละธุรกิจมีเองอยู่แล้ว เช่น reddit ก็เริ่มจาก platform ตัวเอง หรือ starbucks ที่เริ่มบน membership และประกาศผ่านเว็บไซต์ของตัวเองเลย (ไม่นานมานี้ LVHM ก็สร้าง ecosystem เองภายใต้ชื่อ Aura Consortium ด้วยครับ; Mercedes-Benz ก็เป็นหนึ่งในสมาชิก)</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/16ca5b7abab173d7925498feb95c2b3a5b3605645a5bc184f0774a07bd87b123.png" alt="LVHM is coming !" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">LVHM is coming !</figcaption></figure><p>     movements ต่างๆนี้ทำให้เราเริ่มเห็นการหายไปของ NFT Space ที่เราเข้าใจและเป็นอยู่ในปัจจุบันครับ เป็นผลของ mass adoption.. แถมโปรเจ็คปัจจุบันต่างๆ (ที่ไปรอด 55) เมื่อเติบโตขึ้น พัฒนาขึ้น ก็จะเริ่มแยกออกไปเป็น space ของตัวเองมากขึ้นครับ เช่น Yuga Labs ที่อนาคตมีแนวโน้มสูงที่ท้ายสุดจะมี marketplace ของตัวเอง (ยิ่งปูทางมาเป็นเกมแล้วด้วย ยิ่งมี incentive ให้ทำครับ; ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องคอยให้ Opensea กินค่า fee 2.5% ตลอด, ซึ่งเมื่อตีมูลค่า volume เป็นเงินแล้ว นับว่าเป็นค่าเสียโอกาสหลายพันล้านบาท), หรือ Doodle/PudgyPenquin ที่เมื่อมีตัวตนมากขึ้นในกลุ่ม branding ก็อาจจะมีการ collaboration เพื่อเพิ่มศักยภาพของแบรนและการตลาด ที่อาจทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยน setting เดิมๆครับ (ส่วนผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่มีความตั้งใจในโปรเจ็คหรือความตั้งใจในการทำธุรกิจจริงๆ - มาเพื่อ crahgrab - ก็จะมีพื้นที่น้อยขึ้น เนื่องจากตัวเปรียบเทียบที่มีคุณภาพในตลาดที่ mature, มากกว่าตอนนี้, ในอนาคตนั้นมีมากมาย)</p><p>     นี่เรื่องแปลกหรือข่าวร้ายอะไร เพราะ NFT จะกลายเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวัน ที่มี activity เกิดขึ้นแทบทุกแห่ง และปรากฏอยู่ในแทบทุกอุตสาหรกรรมครับ</p><div data-type="subscribeButton" class="center-contents"><a class="email-subscribe-button" href="null">Subscribe</a></div>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/1ecf159161e718f8caeafb72260b74c1bb2512ff8e4f949fccc5cb90556d7f73.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[Dapp ที่ประเมิณมูลค่า NFT ผ่านหลักการของ optimistic proof, NFTFi ! 🔴 *REPOST*]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/dapp-nft-optimistic-proof-nftfi-repost</link>
            <guid>KZAZs9Tavrox5VloCZoV</guid>
            <pubDate>Wed, 28 Dec 2022 10:44:55 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[เมื่อมองย้อนกลับไป เรามักเห็นการพัฒนา playbook ต่างๆกับ NFT มากขึ้น หลักๆเช่นการสร้าง LP เพื่อ liquidty ใน market maker อย่าง NFTx และ Sudoswap รวมถึงการเข้ามาเสริมของ bribery และ vote escrow อย่าง FlooDAO (ซึ่งก็มาจากกลุ่มกลุ่ม Redacted Carter ในสมัยช่วง DeFi 2.0 เฟื่องฟูนั่นล่ะครับ) ที่เข้ามาเสริม financialisation นับว่า innovation เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีครับ ไม่ต่างกับผลิตภัณทางการเงินในโลกความจริง ที่สมัยก่อนก็เริ่มมีมาเรื่อยๆ ตาม maturity ของตลาด, เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามามี activity ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>     เมื่อมองย้อนกลับไป เรามักเห็นการพัฒนา playbook ต่างๆกับ NFT มากขึ้น หลักๆเช่นการสร้าง LP เพื่อ liquidty ใน market maker อย่าง NFTx และ Sudoswap รวมถึงการเข้ามาเสริมของ bribery และ vote escrow อย่าง FlooDAO (ซึ่งก็มาจากกลุ่มกลุ่ม Redacted Carter ในสมัยช่วง DeFi 2.0 เฟื่องฟูนั่นล่ะครับ) ที่เข้ามาเสริม financialisation</p><p>     นับว่า innovation เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีครับ ไม่ต่างกับผลิตภัณทางการเงินในโลกความจริง ที่สมัยก่อนก็เริ่มมีมาเรื่อยๆ ตาม maturity ของตลาด, เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามามี activity มากขึ้นใน space, ซึ่งเมื่อมี activity มากขึ้น นั่นก็ความหมายว่ามีการไหลเวียนของ liquidity มากขึ้น และท้ายสุดจะนำมาซึ่งการพัฒนาของ space ครับ</p><p>     วันนี้เราจะมาพูดถึง Abacus ครับ, dapp ที่จะช่วยเรื่องลดความเสี่ยงจาก volatility ในการถือ NFT และเพิ่มประสิทธิภาพการ utilise loan ของเราจากการนำ NFT ไป collaterise — โดยการ lock ETH ของผู้ประเมิณราคา NFT; ฝั่งผู้ที่ provide NFT จะได้ exit liquidty, ส่วนผู้ที่ provide ETH จะได้ yield และโอกาสกำไรจากส่วนต่างในส่วนของ auction หากประเมิณราคา NFT นั้นได้ถูกต้องครับ 👀 — โอเค นั่นแค่หลักการคร่าวๆครับ ที่นี้จริงๆมันทำงานยังไง โดย</p><p>Pool แบ่งออกเป็น 2 แบบครับ Single Vault (ใน Pool มี 1 NFT) และ Multi Vault (มีหลาย NFT ใน Pool), เราจะเริ่มกันที่ Single Vault ก่อนครับ จากนี้เราจะเรียกทุก Pool ว่า Spot Pool (ไม่ว่าจะ Single หรือ Multi ครับ)</p><p><strong>&gt;&gt; 1.</strong> NFT Provider เปิด Pool ด้วยการ provide NFT (เหตุผลในการเปิด Pool ที่เป็นไปได้คือ 1.) ต้องการลดความเสี่ยงจาก volatility 2.) ต้องการกู้ ETH ไป utilise)</p><p><strong>&gt;&gt; 2.</strong> ผู้ประเมิณราคา NFT เข้ามาฝาก ETH ใน Pool นั้นและกำหนดระยะเวลา lock ETH ที่ตนเองต้องการ; เช่น NFT provider A ทำการ provide BAYC 1 ตัว (ที่สมมุติว่าขณะนั้น fp บน opensea อยู่ที่ 100ETH); ผู้ประเมิณราคาทำการฝาก 80ETH, เนื่องจากการมีการ auction BAYC ตัวนี้เกิดขึ้น ราคา auction น่าจะมากกว่า 80ETH และทำให้เขาได้กำไรจากส่วนต่าง (เนื่องจากส่วนต่างที่เป็น + จะแบ่งให้กับ ETH provider ครับ; การ auction ดังกล่าวเกิดขึ้นได้จาก 1.) NFT provider เลือกที่จะทิ้ง NFT ตัวเอง และเอา ETH ใน Pool ณ เวลานั้นออกไปทั้งหมด (จากนั้น NFT นั้นก็เข้าสู่การ auction) 2.) NFT provider นั้นไม่สามารถนำ loan มาคืนได้เมื่อ LTV (loan-to-value) เกินค่าที่กำหนดของ ETH ใน Pool ครับ (นั้นคือ protocol จะนำ NFT นั้นเข้าสู่การ auction ทันที)</p><p><strong>&gt;&gt; 3.</strong> ผู้ประเมิณราคาจะได้ emission เป็น $ABC ตามระยะเวลาที่ใส่ ETH เข้าไปใน Pool ครับ (ซึ๋งหากนำ ABC ที่ได้มาไป staked ต่อ, ก็จะได้ส่วนแบ่งจากรายได้ของ protocol กลับมาเป็น ETH ครับ)</p><p><strong>ขยายเพิ่มเติมครับ อิงต่อจาก Pool BAYC ด้านบน</strong></p><p><strong>&gt;&gt; 1.</strong> มีผู้ประเมิณเข้ามาใส่ ETH ใน Pool 4 คน</p><ul><li><p>คนที่ 1 ใส่ 20ETH และลอคเป็นเวลา 2 เดือน</p></li><li><p>คนที่ 2 ใส่ 10ETH และลอคเป็นเวลา 2 อาทิตย์</p></li><li><p>คนที่ 3 ใส่ 10ETH และลอคเป็นเวลา 1 เดือน</p></li><li><p>คนที่ 4 ใส่ 40ETH และลอคเป็นเวลา 2 เดือน</p></li></ul><p><strong>&gt;&gt; 2.</strong> ผู้ประเมิณคนที่ 5 ใส่มาเพิ่ม 20ETH และลอคเป็นเวลา 2 อาทิตย์ (ตอนนี้ valuation ของ BAYC ตัวนี้กลายเป็น 100E แล้วครับ)</p><p><strong>&gt;&gt; 3.</strong> เจ้าของ BAYC ตัวนี้กู้ ETH ใช้ไป (ทำให้ onwership ของ BAYC ตัวนี้ย้ายมาเป็นของ platform ครับ; ก่อนหน้านั้น NFT ยังเป็นของ provider เสมอนะครับ ตราบใดที่ไม่กู้ ETH ออกไป)</p><p><strong>&gt;&gt; 4.</strong> เจ้าของ BAYC ตัวนี้ไม่นำ ETH มาคืนเมื่อถึง liquidation threshold</p><p><strong>&gt;&gt; 5.</strong> BAYC ตัวนี้ลง auction 48 ชั่วโมง (ใครจะมาประมูลก็ได้ครับ ใครก็ได้)</p><p><strong>&gt;&gt; 6.</strong> หาก</p><ul><li><p>auction จบที่ 120ETH, 20E แบ่งตามสัดส่วนของผู้ที่ provide ETH ใน Pool ณเวลานั้นครับ</p></li><li><p>auction จบที่ 70E, -30ETH จะถูกแชร์ เริ่มจากคนที่มาก่อน ได้รับไปก่อนครับ (ซึ่งนี่คือ optimistic proof ที่อิงอยู่กับหลักการที่ว่าข้อมูลก่อหน้ามีความถูกต้องกว่าครับ) นั่นก็คือ</p></li></ul><p>คนที่ 1 ได้คืน 20 ETH (พร้อม ABC ที่ฟาร์มมา)</p><p>คนที่ 2 ได้คืน 10ETH (พร้อม ABC ที่ฟาร์มมา)</p><p>คนที่ 3 ได้คืน 10ETH (พร้อม ABC ที่ฟาร์มมา)</p><p>คนที่ 4 ได้คืนแค่ 30 ETH (พร้อม ABC ที่ฟาร์มมา)</p><p>และคนที่ 5 ได้คืน 0 ETH ครับ (ขาดทุนทั้งหมด)</p><p>     ต่อมาหากเป็น multi vault; multi pool คือมี NFT หลายตัวอยู่ใน pool ครับ, (แต่ pool creator ยังมีสิทธิเลือกนะครับ ว่า NFT provider นั้นจะใส่ NFT ตัวไหนมาได้บ้าง ไม่ใช่จะใส่ตัวไหนมาก็ได้ครับ 55) โดยมีข้อดีคือ pool ใหญ่กว่าจะทำให้อายุ pool นานกว่า นั่นคือมี NFT ใน pool ตลอดเวลา บางตัวถูกถอดกลับไปหรือขายจาก auction ก็ยังมีตัวอื่น active นั่นคือคนมาฟาร์ม LP ได้นานขึ้นด้วย) — มาดูตัวอย่างกันครับ</p><p>pool A มี 4 NFT, 4 NFT provider, collateral slot = 1 (collateral slot คือ slot ที่จะอนุญาติให้ NFT provider exercise action ได้ครับ (คือ ปิด positon หรือกู้ ETH ไปใช้)), ETH ใน pool = 1000 — สมมุติมี NFT provider 1 คนปิด position (ได้ไป 1000ETH) แล้ว NFT ตัวนี้ auction ได้มา 1050ETH, 50ETH ที่เป็นส่วนต่างก็แจกจ่ายเป็นกำไรของ ETH provider ทุกคนที่อยู่ใน pool ครับ — หลักการเดียวกับ single pool เลย, หรือถ้าเป็นกรณี auction แล้วราคาต่ำกว่าที่ประเมิณ ก็คือคิดการขาดทุนเหมือนกันครับ หารกันไปตามเงื่อนไข — แต่ก็มี trade off เช่นกันเมื่อเทียบกับ single vault ครับ, โดยข้อเสียคือผู้ประเมิณราคา NFT จะประเมิณราคา NFT ได้ยากกว่า เนื่องจากมี NFT หลายตัวใน pool ครับ, เราก็ไม่รู้ตัวที่ถูก exercise position จะนั้นเป็นตัวไหน</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/9d23a78010e659fed6ee6180cd942d6ef721a8e7d19e1c1029487a6b105caef0.webp" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/e50284ff3f5ad736d51d4cd73d5310f792547de62de3c060eadbe5bc7c0de8e6.webp" alt="ตัวอย่างจากทางทีมงาน Abacus ครับผม" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">ตัวอย่างจากทางทีมงาน Abacus ครับผม</figcaption></figure><p><strong>แล้ว ABC ล่ะ ทำอะไรได้บ้าง? ครับสิ่งที่ ABC จะทำได้คือ</strong>:</p><p><strong>&gt;&gt; 1. เอาไปฟาร์ม</strong></p><p><strong>&gt;&gt; 2. เทรด</strong></p><p><strong>&gt;&gt; 3. โวท governance</strong> (ที่จะมาในรูปของ 1. การเลือก ว่า NFT ตัวไหนจะเข้าร่วม protocol ได้/ไม่ได้, 2. การใช้อย่างอื่นนอกจาก ETH คู่กับ NFT ใน pool (เช่นใช้ USDC/BTC), 3. กำหนด/สร้าง protocol proposal)</p><p><strong>&gt;&gt; 4. stake</strong>, ซึ่งการ stake ทำให้สามารถ ได้รับส่วนแบ่งของรายได้ protocolม ซึ่งรายได้ของprotocol หลักมี 4 ช่องทางด้วยกันครับ:</p><p>4.1: fee จาก option, หาก NFT provider ต้องการ secure สิทธิในการปิด position (closure); 4.2: fee จาก NFT closure (0.4–3% fee) 4.3: fee จากการเคลม ABC หลังจากการจบแต่ละ Epoch 4.4: slashing จากการประเมิณมูลค่าผิดใน LP ใดๆ (โดย tranche (tranche คือ range ในการใส่ eth ของเราครับ แล้วแต่ pool จะกำหนด จำนวนและขนาด tranch) บนสุดจะถูกคำนวณการโดน slash ก่อน; ตัวอย่างคือ สมมุติ LP A มี NFT 1 ตัวและ 41ETH (pool นี้มี max tranch คือ 50ETH) โดย tranch 41–50 มีคนมาใส่ ETH เต็มหมด แต่ 31–40 โล่งเลย, เมื่อ NFT provider ทำการปิด position โดยดึง 41ETH ออกไป และต่อมา NFT ตัวนี้กลับถูกประมูลจบแค่ 40ETH — นั่นความหมายว่าถ้าค่าของสวนต่างมากกว่า 1ETH, tranche บนสุดจะถูก slash, ซึ่งกรณีนี้คือ tranche 41–50 จะถูก slash เหลือแค่ 1ETH (หายไป 9) จากนั้น 1ETH และ 30ETH จาก tranche 1–30 ค่อยถูก distribute ตามหลักการที่อธิบายไว้ด้านบนครับ (เหตุผลที่บางคนเลือกที่จะใส่ ETH บน upper tranche เพราะมันจะได้ APR สูงกว่าครับ; ต่อมาเพื่อนๆอาจมีคำถามว่ากลไกแบบนี้มีไว้ทำไม คำตอบคือกันการ abuse pool ครับ หากไม่มีกลไกนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ: หากนาย X ใส่ Punk มา, และต่อมามีคนเอา ETH มาใส่ใน LP เป็น 50ETH, จากนั้นนาย X ใส่ ETH ของตัวเองเข้าไปอีก 50ETH (เป็นทั้งหมด 100E ใน pool นี้) และทำการปิด position ก็คือได้ไป 100ETH, แล้วพอมีการ auction, auction จบลงที่ 50ETH — นาย X นี้จะได้ 25ETH เนื่องจากเป็นสัดส่วนคนละครึ่งของ ETH ที่ได้จากการ auction, กลายเป็นว่าไอหมอนี้ได้ 75ETH จากการฝาก 50ETH และ นายที่มาใส่ 50ETH ก่อนหน้านั้นเข้าเนื้อขาดทุนไป 25ETH สะอย่างงั้น ทั้งที่การคาดการณ์ราคา NFT ของเค้านั้นถูกต้อง</p><p><strong>&gt;&gt; 5. emission boost</strong></p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/bea24dcabebbd585944192c5404fd5a530931a429fa879dd76f60521294c6250.webp" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/f6e7323944e19b72bac8e9cb08c742134be1312d7e21b92c947f0fdce7f5e62d.webp" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>     ส่วนตัวแอดคิดว่าเป็นอะไรที่เหมาะสำหรับ gigabrain ประมาณนึงครับ 55 หากใช้งานได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า utilise NFT ที่มีอยู่มาหาเงินได้เลย แถมความเสี่ยงจาก volatility ก็ลดลงด้วย พูดง่ายๆคือตามชื่อครับ ลูกคิด (Abacus) หากเราวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็จะอาจได้สิทธิประโยชน์มากมาย เพราะยังมีการ coop จาก protocol กลุ่ม nftfi อื่นๆอีกด้วยครับ เช่น bribery แบบ convex ใน defi ซึ่งก็มีหลายตัวเลย แอดจะนำมาทยอยหากมีโอกาสครับ ไม่ว่าจะเป็น guzzolene, protecc, floodao, NFTx, …. (นอกจากนี้ Abacus ยังเจ๋งตรงที่ส่วนแบ่ง protocol revenue จ่ายเป็น ETH ด้วยครับ) — เบื้องต้นคิดว่า protocol จะทำการ full launch เร็วๆนี้ครับ 🔴</p><p>website: <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://abacus.wtf">https://abacus.wtf</a> ต้นฉบับ: <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://medium.com/abacus-wtf/abacus-deep-dive-spot-pools-a00b6a5bb7d4">https://medium.com/abacus-wtf/abacus-deep-dive-spot-pools-a00b6a5bb7d4</a> whitepaper (มีรายละเอียดเพิ่มเติมของ ABC tokenomics): <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://docs.google.com/document/d/1r9iUrupRXg1_af1uth8kOnccKAC1md-L-ggAQjid3Eo/edit#">https://docs.google.com/document/d/1r9iUrupRXg1_af1uth8kOnccKAC1md-L-ggAQjid3Eo/edit#</a> #DeFi #NFTThaiCommunity #Web3</p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/80b98cd88e9e2fe58925692dbcd49bdfbc7e410ed3e3b69d0836ac7375f44f3f.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[on royalties fee ภาค 2 ! (อีกแล้วว🥶) *REPOST*]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/on-royalties-fee-2-repost</link>
            <guid>kOYRP0gFRz0daQv26MvM</guid>
            <pubDate>Wed, 28 Dec 2022 10:33:18 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[ไม่กี่วันก่อน Magic Eden (NFT marketplace หลักของ Solana) ได้ทำให้การจ่ายค่า fee เป็น optional ซึ่งก็กลายเป็นดราม่า/ประเด็นขึ้นใน CT (Crypto Twitter) เลยครับ, ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นเป็นครั้ง 3 ได้แล้ว ที่ชัดว่าคนออกมาพูดถึงค่อนข้างหน้าหู ณ ช่วงเวลานั้นๆ (ก่อนหน้านั้นมาจากการมาของ Sudoswap ทื่ผมเคยเขียนไปตอนราวๆสิงหาฯ และครั้งแรกเกิดขึ้นบนฝั่ง Solana ช่วงๆต้นปีครับ) ส่วนตัวแอดฯคิดว่านี่เป็นหัวข้อที่แอบน่าเบื่อ, งั้นวันนี้จะไม่ยาวครับ, เป็นประเด็นพื้นฐานที่จริงๆแล้วไม่มีอะไรให้ดราม่า อย่างที่บอกไป ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>     ไม่กี่วันก่อน Magic Eden (NFT marketplace หลักของ Solana) ได้ทำให้การจ่ายค่า fee เป็น optional ซึ่งก็กลายเป็นดราม่า/ประเด็นขึ้นใน CT (Crypto Twitter) เลยครับ, ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นเป็นครั้ง 3 ได้แล้ว ที่ชัดว่าคนออกมาพูดถึงค่อนข้างหน้าหู ณ ช่วงเวลานั้นๆ (ก่อนหน้านั้นมาจากการมาของ Sudoswap ทื่ผมเคยเขียนไปตอนราวๆสิงหาฯ และครั้งแรกเกิดขึ้นบนฝั่ง Solana ช่วงๆต้นปีครับ)</p><p>     ส่วนตัวแอดฯคิดว่านี่เป็นหัวข้อที่แอบน่าเบื่อ, งั้นวันนี้จะไม่ยาวครับ, เป็นประเด็นพื้นฐานที่จริงๆแล้วไม่มีอะไรให้ดราม่า อย่างที่บอกไป &apos;NFT Space&apos; เป็น subset ของตลาดเงินและโลกของธุรกิจ แทบจะ 100% ทุกคนเข้ามาทำเงิน (บางคนที่บอกว่ามาสะสมศิลปะ จริงๆแล้วลึกๆก็ยังคิดเรื่อง upside/gain อยู่ดีครับ.. แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าผิดอะไรนะ เพียงแค่จะบอกความจริงเท่านั้นครับ) ดังนั้นทิศทางตลาดจะ gravitate สู่ที่ที่มี liquidity/ volume มากที่สุด ซึ่งที่ที่มี liquidty มากมันหมายถึงสภาพคล่องและ spread ที่ต่ำ นั่นก็คือโอกาสทำเงินที่มากขึ้นนั่นเองครับ - ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ marketplace ลด fee ต่อการซื้อขายลง เท่านี้เองครับ</p><p>&gt;&gt; ประเด็นเรื่อง source of income ของโปรเจ็คที่มาจาก fee, อันนี้ฟังไม่ขึ้นอยู่แล้วครับ เพราะมันไม่ใช่ revenue ที่แท้จริง มว่ามันตลกด้วยซ้ำที่มีคนกล้า raise ประเด็นนี้ขึ้นมา &gt;&gt; เอาจริงๆแล้วส่วนที่เป็นดราม่าขึ้นมาได้จริงๆคือเรื่องของ morality ของคนบางกลุ่ม ซึ่งส่วนมากเป็น &apos;art collector&apos; ที่หวังดีกับศิลปิน แบบว่าจิตใจดี อยากซัพพอร์ต อยากให้รายได้ศิลปิน - อันนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของคนบางกลุ่ม คือมันก็ดี แต่ตลาดไม่สนใจหรอกครับ นี่คือตลาดเกี่ยวกับการทำเงิน ไม่ใช่ charity</p><p>     Opensea กินส่วนแบ่งตลาดเยอะมาก, fee ที่ได้ๆไปที่ผ่านมาก็หลักพันล้านบาท นอนกินเฉยๆ ดังนั้นเค้าจะออกมาเดือดร้อนเรื่องนี้ทำไม แต่จากนี้หาก marketshare ถูกดึงไปเรื่อยๆจาก 0% fee marketplace (ไม่ว่าจะ Magic Eden, X2Y2, หรือที่ใดๆก็ตาม) ยังไง Opensea ก็ต้องออกมาตรการมาสำหรับเรื่องนี้ครับ (อย่างที่เห็นได้เลยว่าล่าสุดก็ integrate analytic tool/windows ออกมาแล้ว เพื่อดึงให้คน &apos;อยู่กับ&apos; แพลทฟอร์มตัวเองมากขึ้น)</p><p>     ผมไม่คิดว่า fee แบบเก่านี้จะหาย กลุ่มคนที่เป็น niche เรื่อง royalties fee เค้าคงทำ marketplace ของตัวเองขึ้นมา ที่ยังคงมี fee แบบเดิมๆอยู่ (หรืออย่างน้อยก็ conditional เช่น fee จะถูกคิดมากขึ้นหาก upside จากการขายของ NFT ตัวนี้มีมากขึ้น หรือ fee จะยิ่งถูกขึ้นตามปริมาณ NFT ที่คนๆนี้ถือบน collection ใด collection หนึ่งครับ) - เรื่องนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ Web3 อะไรครับ (เพราะบางคนเอาขึ้นมาเป็นเหตุผลในการได้รับ fee ของศิลปิน) มันเป็นแค่เรื่องของกลไกทางตลาดเท่านั้นเลยครับ</p><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/hashtag/web3?__eep__=6&amp;__cft__%5B0%5D=AZVSNVIcvgIeOM8uoVeVz53HyAwb43S-kLTUZHjXERmXJYTwcGlRIyIB-veLFMIm1vcCh6m4igWqFu658-n54uO2QIAa-PppDPzciDneEqrf8vk6xSpc_JnFqWxXxt4fB4Oe6wBlhEFm6itKDc4yveJuXnE0sDqu3uJeKmmWjQo45_GbLkTyXFsf-aTZEIUz0Pg&amp;__tn__=*NK*F">#Web3</a> <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/hashtag/nft?__eep__=6&amp;__cft__%5B0%5D=AZVSNVIcvgIeOM8uoVeVz53HyAwb43S-kLTUZHjXERmXJYTwcGlRIyIB-veLFMIm1vcCh6m4igWqFu658-n54uO2QIAa-PppDPzciDneEqrf8vk6xSpc_JnFqWxXxt4fB4Oe6wBlhEFm6itKDc4yveJuXnE0sDqu3uJeKmmWjQo45_GbLkTyXFsf-aTZEIUz0Pg&amp;__tn__=*NK*F">#NFT</a></p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/1c6655c813a23bec49d19ce4b8abeaa9c12083ae785f260fa695be69253b5dff.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[สรุปอย่างย่อ หนังสือ 'The Metaverse' - Matthew Ball *REPOST*]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/the-metaverse-matthew-ball-repost</link>
            <guid>abNr9YJNmhid4GQDj4ke</guid>
            <pubDate>Wed, 28 Dec 2022 10:27:45 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[หนังสือเล่มนี้ที่น่าสนใจมากครับ ค่อนข้างหนา 300 กว่าหน้า เพิ่งวางขายชุดแรกเมื่อราวๆเดือนก่อน เรียกได้ว่าเป็น introduction ที่ทำให้เห็นภาพรวมคร่าวๆและพื้นฐานที่ค่อนข้างครอบคลุมสำหรับ Metaverse, หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลจากคนที่อยู่ในแวดวง; Matthew Ball เป็น CEO ของ Epyllion Venture, เป็นsenior advisor ให้ทางMcKinsey, เป็นcontributor ของ The Economist/Times/TWSJ และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เขาคลุกคลีและสนใจเรื่อง Metaverse เป็นพิเศษ จนได้เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาครับ. “I thought ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>     หนังสือเล่มนี้ที่น่าสนใจมากครับ ค่อนข้างหนา 300 กว่าหน้า เพิ่งวางขายชุดแรกเมื่อราวๆเดือนก่อน เรียกได้ว่าเป็น introduction ที่ทำให้เห็นภาพรวมคร่าวๆและพื้นฐานที่ค่อนข้างครอบคลุมสำหรับ Metaverse, หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลจากคนที่อยู่ในแวดวง; Matthew Ball เป็น CEO ของ Epyllion Venture, เป็นsenior advisor ให้ทางMcKinsey, เป็นcontributor ของ The Economist/Times/TWSJ และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เขาคลุกคลีและสนใจเรื่อง Metaverse เป็นพิเศษ จนได้เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาครับ.</p><p>     “I thought Matthew Ball’s essays were great, and anyone who’s trying to learn about [the Metaverse], He wrote a nine-part piece on a bunch of the different aspects of what the metaverse could be, and I highly recommend all of them.” - Mark Zuckerberg, CEO and Founder, Facebook</p><p>     “Thoughtful, engaging, and relavant. However, what we think of as the Metaverse evolves, the issues that Matthew Ball raises in this book will continue to shape our shared future, both online and off.” - Phil Spencer, CEO of Microsoft Gaming</p><p>หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนครับ</p><p><strong>I. What Is The Metaverse</strong></p><p>     พูดถึงประวัติความเป็นมาเชิงแนวคิดของMetaverse ในอดีต ตลอดถึงการเผยตัวความก้าวหน้าที่เห็นขึ้นชัดได้เรื่อยๆจนกระทั่งปัจจุบัน ผ่านการวางไอเดียและเล่าผ่านสื่ออย่างภาพยนตร์ นิยาย และอุตสาหกรรมเกม เราจะเห็นพัฒนาการผ่าน Text &gt;&gt; Photo &gt;&gt; Video รวมถึง movements ในเชิงธุรกิจของ tech giants สำหรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีคำนิยามสากลที่เป็นที่ยอมรับกัน แต่ Matthew ได้นิยามไว้อย่างครอบคลุมว่า: &apos;A massively scaled and interoperable network of real-time rendered 3D virtual worlds that can be experienced synchronously and persistently by an effectively unlimited number of users with an individual sense of presence, and with continuity of data such as identity, history, entitlements, objects, communications and payments&apos; โดยขยายความต่อในแต่ละ essence;</p><p><strong>&gt;&gt;</strong> virtual worlds &amp; real-time rendered 3D: หากปราศจากข้อนี้ Metaverse เองก็คงไม่มีความแตกต่างจาก Internet เท่าไหร่นัก ทั้งยังไม่สามารถรองรับ interaction input ของ participant ได้</p><p><strong>&gt;&gt;</strong> interoperable network &amp; massively scaled: ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ควบคุมใดๆหนึ่งอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือมีพื้นที่ให้สำหรับการพัฒนาและเข้าร่วมจากหลายฝ่าย และความเข้ากันนี้เองจะทำให้ต่อมาเกิด activity ในmetaverse ที่ไม่ถูกแยกขาดจากกัน และเกิดระบบเศรษฐกิจในที่สุด</p><p><strong>&gt;&gt;</strong> synchronously by unlimited users: จะไม่มีการ pre-do หรือการส่งข้อมูล/คำสั่งไปที่ server, แต่จะเป็นการ &apos;live&apos; ตลอดเวลา</p><p><strong>&gt;&gt;</strong> and persistently: ที่เป็นไปเพื่อtrack record ที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่องในmetaverse (รวมถึง participants identity) เพราะ progress ใดๆเกิดขึ้นไม่ได้หากสิ่งต่างๆที่เราทำในmetaverse ไม่มีความหมายและถูกแก้ไข/เปลี่ยนแปลงได้อย่างงายดาย</p><p>     ทั้งยังเสริมต่อความเป็น &apos;The Next Internet&apos; ที่เราจะเริ่มเห็นได้จากฝั่งบริษัทยักใหญ่ที่ครองตลาดในแต่ละสมัย เริ่มต้นจากยุคคอมพิมพ์เตอร์เครื่องใหญ่ที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านของIBM ตามมาด้วยการแซงหน้าขึ้นมาของMicrosoft สำหรับpersonal computer, และแน่นอนครับ จากนั้นยุคของMircrosoft ก็ถูกเบียดโดยยุคของโทรศัพท์จาก Apple - จึงทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบริษัทเทคฯระดับโลกต่างๆตอนนี้กำลัง reposition และดำเนินการนโยบายทางthe metaverse กันอย่างจริงจัง สิ่งนี้คืออนาคตครับ โดยทั้งหมดนี้มีหลักการมาจากมองอดีตผ่านจังหวะการเปลี่ยนยุคของ &apos;สิ่งที่สร้างบน internet&apos;; ในยุคแรกโทรศัพท์หรือการส่งข้อความทั่วไปเริ่มถูกแทนด้วยapplication อย่างSkype (ที่ต่อมาก็ถูกWhatsApp/Instagram เบียดขึ้นมาครับ) แม้แต่ทางฝั่งการเงินเองอย่างpeer to peer service ก็ขึ้นมามีบทบาทผ่าน application อันโด่งดังอย่างPayPal (ซึ่งก็แน่นอน เช่นกันสำหรับสิ่งที่มาแรงมากในหลายปีที่ผ่านมาอย่างblockchain นั้นเอง สำหรับการโอนเงินทั่วโลกอย่างง่ายดาย) และปัจจุบันนี้applications แห่งยุคสมัยก็เริ่มมาเป็นในส่วนของvirtual world; ทั้ง Roblox, Minecrafts, Fortnite, etc - gaming industry เองมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆเป็นอย่างมาก, digital assets ก็ครอบครองส่วนแบ่งตลาดสินค้าในอุตสาหกรรมนี้มากมาย</p><p>     Metaverse จะเป็นอีกสิ่งที่สร้างบน internet ที่ย่อมอาศัยการวางข้อตกลงร่วมกันของยุคสมัย (e.g. TCP/IP) เป็นเหมือน networks of network ครับ และmetaverse จะนำมาซึ่งhardware และsoftware แห่งยุคใหม่ที่ offer ประสบการณ์ใหม่และนวัตกรรมใหม่ๆเช่นกัน, Matthewจึงเองอยากให้มองว่าprogress ทั้งหมดนี้เป็นการมองแบบspectrum มีการoverlapped กัน ไม่มีช่วงเวลาที่แน่นอน/ตายตัว แต่พวกเราทุกคนรู้ล่ะ ว่าโลกนี้กำลังเครื่องไปทางไหน</p><p><strong>II. Building The Metaverse:</strong></p><p>เป็นการพูดถึง elements ต่างๆที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำให้ metaverse เกิดขึ้นครับ รวมถึงการมีบทบาทสำคัญต่อโลกเศรษฐกิจและความยั่่งยืนของ metaverse เอง, รวมถึงประเด็นอุปสรรคและความน่ากังวลด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็น</p><ul><li><p>Networking: Bandwidth และ Latency ที่ต่อมาจะเป็นอุปสรรคต่อเรื่องของ persistence และ synchronousity ในส่วนแรกครับ</p></li><li><p>Computing: ใน Metaverse นั้น การล้มลงของต้นไม้, ต่างจากโลกจริงที่ล้มแค่ต้นเดียว, นั้นต้องมีการล้มลง &apos;หลายต้นครับ&apos; เนื่องจาก Metaverse ต้องทำงาน duplicate การล้มดังกล่าวไปยัง participants ณ ขณะนั้นด้วย แถมผลกระทบจากการล้มของต้นไม้นั้น (เช่นกรณีมองว่าการล้มของต้นไม้นั้นเป็นกิจกรรมใน customed game ใดๆบน metaverse) ก็ยังต้องถูกคำนวณให้มีค่าความถูกต้องเดียวด้วยเช่นกัน เนื่องจากอาจเกิดปัญหาที่ตามมา เช่นdevice ของผู้เล่นA บอกว่าแรงกระแทกการต้นไม้ล้มทำให้player B ตาย แต่ด้วยปัญหาความสามารถในการcompute (หรือปัญหาจากตัวlatency เอง) ทำให้device ของผู้เล่นB คำนวณออกมาได้ว่าแค่เกือบตาย กลายเป็นว่าหากการคำตอบของdevice ใดถูกตัดสินออกมาเป็นผลลัพธ์ อาจทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบได้ครับ ถ้าหากจริงๆข้อสรุปนั้นเกิดขึ้นจากinefficiency ของ device B เท่านั้น, ว่าง่ายๆปัญหาเรื่องขีดจำกัดของcomputing ชัดในตัวมันเองอย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้ว ซ้ำยังเป็นปัญหาที่มีอยู่ตลอด เนื่องจากเรามักเขยิบความยาก/ซับซ้อนให้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประสิทธิภาพของcomputing hardware เพิ่มขึ้น (มองเป็นเหมือนการขยับเป้าหมายไปไกลขึ้นเรื่อยๆเมื่้อถึง/ใกล้ถึงเป้าเดิม) ไม่ว่าเป็นในเรื่องของขนาดhardware เองที่เราก็พยายามทำให้มันเล็กขึ้นเรื่อยๆ หรือoutput ที่เราต้องการให้มันทรงพลังขึ้นตลอดเวลาตามทันการพัฒนาในฝั่งของsoftware</p></li><li><p>Virtual World Engines: engine ไหนจะเป็นengine หลัก แล้วสมมุติหากengine นั้นเป็นengine หลักขึ้นมา สิ่งนี้จะทำให้เกิดประเด็นสิทธิการควบคุมแต่ฝ่ายเดียวหรือเปล่า (ให้นึกถึงengine ที่ใช้อย่างแพร่หลายมากอย่าง Unreal หรือ Unity), เจ้าของengine เเหล่านี้จะเป็นอำนาจที่สามารถmodify หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆเมื่อต้องการหรือเปล่า หรือถ้าหากไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น มีหลายengine, ก็กลายเป็นว่ามีปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก ว่าจะทำให้สองengine ทำงานด้วยกันอย่างไร</p></li><li><p>Interoperability (<em>เป็นคำที่ออกเสียงแล้วลิ้นพันกันดีจริงๆครับ ฮ่า</em>): function ต่างๆและรูปร่างของdigital asset/avatar ใดๆจะยังคงเดิมหรือไม่ หากถูกย้ายไปอีกplatform หนึ่ง ที่แม้จะinteroperable ก็ตาม รวมถึงเรื่องมาตรฐานการใช้งานของสินค้าลิขสิทธิ์ กล่าวคือต้องมีstandard บางอย่างร่วมกัน</p></li><li><p>Hardware: พาร์ทนี้พูดถึงขีดจำกันและความเป็นไปได้ต่างๆของเทคโนโลยีกลุ่มAR/VR และ Haptics เป็นหลักครับ ประกอบกับความท้าทายในการพัฒนาhardware - โดยตัวเปลี่ยนผ่านอาจจากเริ่มจากsmart phone/smart watch/smart glasses/smart lens เป็นต้น เนื่องความคุ้นเคยและความสะดวก เพราะโดยพื้นฐานเหตุผลหนึ่งที่บางคนมีอคติมองความเป็นไปได้ยากของmetaverse คืออุปกรณ์เทอะทะที่ต้องคอยสวมใส่ตลอดเวลา</p></li><li><p>Payment Rails: ประเด็นด้านความปลอดภัยและregulations สำหรับการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน การกำหนดค่าfee การมาของcryptocurrency รวมถึงบทบาทของentity หลักที่เราคุ้นเคยอย่าง AppStore/Steam หรือแม้แต่ VISA และธนาคารระดับโลกในการposition ตัวเองครับ</p></li><li><p>Blockchain: เริ่มด้วยจุดเด่นที่มีtrustlessness &amp; verifiability ที่จะเป็นรากฐานให้กับความเป็นuniversal ของmetaverse รวมถึงหน้าที่สำคัญของNFT และการหนุนหลักการของWeb3</p><p><strong>III. How The Metaverse Will Revolutionise Everything</strong> .=</p><p>&apos;The Metaverse is already here&apos; - Satya Nadella</p></li></ul><p>&apos;In the next two or theree years&apos; - Bill Gates &apos;It will become mainstream in the next five to ten years&apos; - Mark Zuckerberg</p><p>ส่วนนี้เริ่มต้นจากการคำตอบถามที่ว่า &apos;Metaverse จะมาถึงเมื่อไหร่&apos;เมื่ออิงจากความน่าจะเป็นและปัจจัยต่างๆที่ได้อธิบายไว้ ทำให้ได้คำตอบว่า การมาของMetaverse นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านการของhardware ทื่เมื่อ&apos;headset&apos; ต่างๆนั้นกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงผู้คนได้อย่างแพร่หลายและเป็นเรื่องปกติอย่างsmart phone ณ ปัจจุบันนี้ครับ - ซ้ำยังต้องอาศัยการมี driver ในการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือดึงความสนใจผู้คนอย่างที่Apple ในช่วงปี 2008 ใช้AppStore เป็นตัวสร้างactivity ควบคู่ในการใช้3G, นอกจากนี้การเปลี่ยนผ่านทางgeneration สำหรับคนยุคใหม่ก็มีผลเช่นกัน เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวโยงกับโลกดิจิตอลมากขึ้นเรื่อยๆ</p><p>จากนั้นเสริมต่อด้วยบทบาทของmetaverse ที่จะมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในหลายๆอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น LifeStyle/การศึกษา/Entertainment/วิศวกรรม/การแพทย์/แฟชั่น/ฯลฯ และด้วยการเข้ามามีบทบาทในหลายอุตสาหกรรมดังกล่าว ขนาดเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในmetaverse จะมีมูลค่ามหาศาลและกินส่วนแบ่งขนาดเศรษฐกิจในโลกอย่างมีนัยยะสำคัญ และอาจกินสัดส่วนถึง 30% ของขนาดเศรษฐกิจดิจิตอลในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า (ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจดิจิตอลเป็นสัดส่วนราว 15% ของขนาดเศรษฐกิจโลกและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)</p><p>     สรุปแล้ว การตีความและคาดการณ์ความเป็น &apos;The Metaverse&apos; ในหนังสือเล่มนี้ยังเพียงเป็นการสร้างมโนทัศน์อย่างหลวมๆเท่านั้น เพราะผลลัพธ์ของเทคโนโลยีเมื่อถึงเวลาเกิดขึ้นจริงนั้นมักทำให้ผู้คนประหลาดใจเสมอ ในแง่ของความคาดหมายและผลกระทบของมันต่อวิถีชีวิตของเรา ทั้งยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการคาดเดา/ตัดสินอนาคต (ที่มีตัวเปลี่ยนผ่านเป็นการประกอบกันของเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่) ให้อย่างถูกต้องและแม่นยำ เนื่องเราคิดจากตัวแปรและชุดข้อมูล ณ ปัจจุบัน ขณะที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นเกิดจากการเปลี่้ยนแปลงและพัฒนาของสิ่งที่เรายึดถือ ณ ปัจจุบันดังกล่าว</p><p>&apos;<strong>I would not trust any of our predictions because reality has so far exceeded them by such a great degree that we&apos;ve been reduced to spectators just like you, watching this amazing phenomenon</strong>&apos; - Steve Jobs on Wall Street Journal after success in 2008</p><p>เพื่อนๆล่ะครับ คิดว่า Metaverse เป็นแค่กระแส หรือเป็นอนาคตที่กำลังมาครับ 👀 #Metaverse #NFT</p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/864a54e2b507947ce29ca1212b9991bca3ba91a90333ab2f46903712d9f46fb2.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[Engagement Farming? Beware !]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/engagement-farming-beware</link>
            <guid>njyUbbpKxBq7iIyurccW</guid>
            <pubDate>Tue, 27 Dec 2022 16:55:16 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[สิ่งที่ควรระวังจาก Engagement Farming🖖 ต้องเริ่มก่อนว่า twitter ถือเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพที่ underrated ใน NFT/web3 space (แม้ไม่น้อยคนเข้าใจดีว่ามันทำอะไรได้มากแค่ไหนก็ตาม มันก็ยังคง underrated อยูดี กล่าวคือยังมี potential ที่จะ drawn out ได้อีกมาก) ในแง่ของการสร้างตัวตนจากการแสดงความเห็น การสร้างการถูกรับรู้สำหรับสิ่งที่เราทำ, แม้เดิมทีคุณสมบัติในการให้ประโยชน์เหล่านี้จะเป็นสิ่งพื้นฐานของ social media อยู่แล้ว; แต่เมื่่อพูดถึง emergence ของ NFT/web3, twitter นั้นมีรายละเอียดที่แพลทฟ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong>สิ่งที่ควรระวังจาก Engagement Farming</strong>🖖</p><p>     ต้องเริ่มก่อนว่า twitter ถือเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพที่ underrated ใน NFT/web3 space (แม้ไม่น้อยคนเข้าใจดีว่ามันทำอะไรได้มากแค่ไหนก็ตาม มันก็ยังคง underrated อยูดี กล่าวคือยังมี potential ที่จะ drawn out ได้อีกมาก) ในแง่ของการสร้างตัวตนจากการแสดงความเห็น การสร้างการถูกรับรู้สำหรับสิ่งที่เราทำ, แม้เดิมทีคุณสมบัติในการให้ประโยชน์เหล่านี้จะเป็นสิ่งพื้นฐานของ social media อยู่แล้ว; แต่เมื่่อพูดถึง emergence ของ NFT/web3, twitter นั้นมีรายละเอียดที่แพลทฟอร์มอื่นทำไม่ได้ครับ</p><p>     twitter ถูก designed เพื่อการรองรับพฤติกรรมและการใช้งานที่อิงอยู่กับการอัพเดท/สื่อสาร ที่กระชับและถี่ (ซึ่งเราจะเห็นได้จาก setting ของ timeline, ที่ให้พื้นที่ของข้อความต่างๆเยอะมาก มีเพียงปุ่มอื่นๆนิดหน่อยเท่านั้น มีการแสดงหลายข้อความในหน้าจอเดียว; คือ 3-8++ ข้อความ ขึ้นอยู่กับความหมายและ device ที่เราใช้ (tweet)) เหมือนกับสิ่งนกร้อง (tweeting) และเสียงนกร้องเองยังสะท้อนความหมายในแง่ที่เป็นการกระตุ้นให้ผู้อื่น (นกตัวอื่น) tweet เช่นกัน เป็นการสร้าง interaction ไม่ต่างจากเวลาเราได้ยินเสียงนก tweet เรามักไม่ได้ยินตัวเดียว และการ tweet ของนกตัวนั้นเป็นไปเพื่อสื่อสารกับนกตัวอื่นทางใดทางหนึ่งด้วยครับ - เรียกว่าได้ function ทุกอย่างทำมาเพื่อให้ใกล้เคียงกับการคุยของคนเราในชีวิตจริงมากที่สุดครับ ขณะที่ social media อื่นๆมักเป็นพื้นที่ของการ แสดงทัศนะ/แสดงออก มากกว่าการ &apos;คุย&apos;</p><p>     โอเค แล้วมัน relate ยังไงกับ NFT/web3 หรือแม้กระทั่ง crpyto space.. โดยเดิมทีนั่น พื้นที่เหล่านี้ค่อนข้างมีความ niche อยู่สูงมาก, แม้ตอนนี้อาจจะดูไม่เป็นเช่นกัน แต่ลองมองย้อนกลับไป crypto ตอน 2017 หรือ nft ตอน 2020 สิครับ เราจะเห็นความแตกต่างเป็นอย่างมาก, ทำให้เกิดความเป็น casual ประมาณนึงครับ ที่แสดงผ่านการอัพเดทที่รวดเร็ว ไม่เป็นทางการมากนัก เหล่า builder และ participant สามารถคุยและติดต่อกันอย่างง่ายดาย (application design ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่ามีส่วน !) ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป แม้ space เหล่านี้จะถูก recognised มากขึ้น แต่ practice อันเป็น medium ได้ถูกหยั่งรากไว้บน twitter เรียบร้อยแล้วครับ</p><p>     อย่างล่าสุดก็มีฟังกชันเห็นยอด reach เพิ่มขึ้นมาแล้ว ซึ่งนี่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า twitter เองเป็น medium ที่มีศักยภาพในการเข้าถึงผู้คนมากเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง awareness ในเชิง community และโอกาสทางธุรกิจเอง (แต่ดูเหมือนว่าการบ่งชี้ดังกล่าวที่ขึ้นมาข้างล่างทวีตนั้น จะไม่เป็นที่พอใจเท่าไหร่ครับ บ้างก็ว่าดูรก/ลายตา บ้างก็ว่าควรจะให้เปิด/ปิดได้ หรือไม่ก็ว่าทำให้สับสน ใช้งานยุ่งยากไปเลย ส่วนนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปครับ)</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/829d60b9a987dd411200001bce988bc0e87aa52ebd2b1db8b9b690f88a9ddb11.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>     อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ attention (ดูประเด็นเรื่อง attention scarcity เพิ่มเติมได้โพสที่ผมเคยเขียนไว้ครับ: &apos;<a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/THJPEGHOLDER/photos/pb.100083333059215.-2207520000./151433834181500/?type=3">Metaverse Land</a>&apos;) เป็นสิ่งที่สำคัญและถูกแก่งแย่งกันมากในโลกของ twitter, ดังนั้นเราควรระวังพฤติกรรมการดึงดูดความสนใจ (กรณีที่มีประโยชน ไม่มีปัญหานะครับ ซึ่งนี่เป็นส่วนมากด้วยซ้ำ) ที่แทบไม่ได้ให้อะไรกับเรากลับมาเลยครับ มีแต่จะให้ยอด reach/engagement (นี่คือการเป็นที่มาของคำว่า engagement farming, ซึ่งเดียวเราจะมาดูกันครับ ว่ามีวิธีอะไรบ้าง) ของผู้ทวีต (นี่หมายความว่าแอคฯคนทวีตจะมี follower มากขึ้น (ผ่านแนมโน้มจากการที่จะมีคนมาฟอลฯเพิ่ม จาก suggestion (ซึ่ง suggestion ก็จะถูกกำหนดผ่านระบบการคำนวณของ twitter เองครับ)) และ follower มากขึ้นความหมายว่าทวีตของเขาจะถูกคนเห็นมากขึ้น ซึ่งจากนั้นก็จะทำให้มีโอกาสเขาถูก sponsored จากการขายสินค้ามากขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้นโดยปริยายด้วยครับ))</p><p>     อาจมีความเห็นว่า อ่าว เรื่อง engagement farming อะไรแบบนี้ ก็มีมานานแล้วนี่ ถ้าพูดกันถึงตัวหลักการ มีมาตั้งแต่การจั่วหัวข่าวสมัยก่อน หรือแม้กระทั่งชื่อคลิป/thumbnailของคลิป youtube (baiting), เพราะงั้นก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรกับกรณีของ twitter.. ครับ แต่อย่าลืมครับว่าที่ปรากฏในกรณีของ twitter นั้นค่อนข้างจะมีความ subtle อยู่กว่ามากครับ, ซึ่งก็ความหมายว่าเราก็จะรู้ตัวได้ยากขึ้น, ผ่าน interaction (ที่ซึ่ง twitter เด่นในด้านนี้อยู่แล้ว) ที่อยู่ในรูปของการสื่อสารที่เอื้อให้เกิดการปฏิสัมพัน (ขณะที่ youtube มักจะค่อนข้างเป็นการสื่อสารทางเดียวมากกว่า แม้หากมีการคอมเม้น แต่ promptness กลับต่ำกว่า twitter มาก)</p><p>     <strong>ภาคแสดงของสรรพสิ่งการ farm ความสนใจของเราทั้งหมดนี้มักออกมาอยู่ใน 3 รูปแบบนี้ด้วยกันครับ หลักๆ:</strong></p><p>&gt;&gt; 1. <strong>Thread</strong> (🧵👇) : อันนี้คงคุ้นกันครับ มักมีเครื่องหมาย ประกอบ (จนมีคำว่า Thread Guy ขึ้นมา), เป็นการทวีตหลายๆอันติดกัน มีตีมการเล่าอะไรบางอย่าง หรือแนะนำ ที่เริ่มจาก hook ที่น่าสนใจ (ซึ่งเมื่อ users แตะ(tab) ไปที่ทวีตนั้นแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่ users จะเลื่อนลงมาอ่านต่อเรื่อยๆครับ - ซึ่งจุดนี้ล่ะครับ ระบบของ twitter ได้จัดเก็บข้อมูลไว้เรียบร้อยแล้ว ว่า users มีการใช้เวลากับทวีตดังกล่าวนี้มาก) และมักเป็น story telling, การขยายความสั้นให้ยาวนั่นเองครับ เพื่อดึง engagement คนอ่าน - ดังนั้นถ้าเพื่อนๆเจอกระทู้ที่เริ่มต้นด้วย 1/x อะไรทำนองนี้ ให้มีสติไว้เลยครับ เราอาจกำลังโดนฟาร์มโดยเสียเปล่า และข้อมูลในทวีตนั้นจริงๆแล้วอาจไม่มีความสำคัญเท่าไหร (ส่วนมากนะ จริงๆตรงนี้เราก็สามารถเลือกจากผู้ทวีตได้ครับ) หรือลองถามตนเอง ว่าเรารู้สิ่งนี้แล้วแค่ไหน เป็นเรื่องจำเป็นหรือำไม่ ฯลฯ ซึ่งการกระทำแบบนี้จะเพิ่ม energy ในการโฟกัสในการใช้ twitter ได้มากขึ้นครับ ไม่ไหลไปตามที่ algorithm ของ twitter ออกแบบมาโดยเปรียบเทียบ</p><p>&gt;&gt; 2. <strong>Question</strong> (❓)** **: พวกคำถามต่างๆ เช่น, อย่างถ้าเป็น NFT space, &apos;What floor should I sweep?&apos;, &apos;What&apos;s the underrated bluechip??&apos; ฯลฯ หรือเป็นคำถามทั่วไปก็มีให้เห็นมากมายครับ เช่น &apos;Anyone not leaving and still in a bear market??&apos; หรือพูดถึงอะไรสักอย่างขึ้น แล้วตามด้วย &apos;wrong answer only&apos; - คือทั้งหมดนี้เป็นการเล่นกับความรู้สึกเราครับ เพราะเบื้องต้นเราทุกคนมี urge ที่จะพูดถึงเรื่องตัวเอง และแสดงความเห็นตัวเองเป็นพื้นฐาน ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าทวีตประเภทนี้ค่อนข้างจะมีการ reply เยอะครับ</p><p>&gt;&gt; 3. <strong>Follow, Reply, Retweet and Favorite</strong> (♻️)** **: หนึ่งในวิธีคลาสสิคสำหรับการกระจาย awareness ครับ; ข้อเสียที่ตามมาคือ, นอกจากจะรบกวนไทม์ไลน์ของเราเอง และสำหรับผู้ที่เข้ามายังทวีตเราแล้ว, ทวีตเราจะถูกเห็นน้อยขึ้นด้วยครับ หากในไทมไลนเราประกอบด้วยทวีตประเภทนี้เยอะๆ - เพื่อนๆลองสังเกตุได้เลย อิงจาก influencer แนวหน้าหรือ public figure อันดับต้นๆในด้านนี้ เราจะไม่เห็นทวีตเหล่านี้เลยครับ (แต่ถ้าใครไม่มีได้เจตนาในการ make known ตัวเองซีเรียสอะไรมาก มี twitter ไว้แค่ลุ้นกิจกรรมต่างๆ/เก็บแอร์ดรอป ก็ถือว่าส่วนนี้ไม่เป็นปัญหาอะไรครับ)</p><p>     เหตุผลที่ผู้คนพยายาม optimise หรือ strategise การได้ engagement เพราะ, นอกจากการถูก sponsored ผ่าน ads, เรื่องของ profile ครับ; ที่ออกอยู่ในรูปของ follower และ interaction ในทวีตต่างๆของเรา พูดง่ายๆคือคะแนนชื่อเสียงเรามากขึ้น การกระจายตัวตนและสิ่งที่เราทำมันจะง่ายขึ้น ผู้คนเห็นมากขึ้น และสุดท้ายนำมาซึ่งการเติบโตของสิ่งที่เราทำครับ เช่นบางคนทำ NFT project ก็มี credibility มากขึ้น คนเห็นมากขึ้น หรือหลายคนก็ทำเป็น newsletter จากสิ่งที่ตัวเองเขียนผ่าน substack หรือขายของต่างๆนาๆ ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็น practice ไปแล้วครับ **      เพราะงั้นในที่ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการ attention และสิ่งต่างๆก็มีมากมายล้นไปหมด การพยายาม adjust timeline ให้มีคุณภาพก็เป็นสิ่งสำคัญครับ**</p><p>#Metaveser #NFT #Web3</p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/a00f093830b6144eacf92186aba32e69c526ee6f23627abf507bb350ddf87dc0.png" length="0" type="image/png"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[ทำไมผู้คนไม่น้อย ถึงรู้สึก anti 'Metaverse' ]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/anti-metaverse</link>
            <guid>kSz5QpMWRT7B22eoZqSI</guid>
            <pubDate>Thu, 15 Dec 2022 11:47:15 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[เริ่มต้นด้วยเหตุผลหลักที่สั้นและตรงที่สุด: คนเราชอบดราม่า; ณ ที่นี้หมายถึงความตื่นเต้น ความรู้สึกถึงการ &apos;ต่อสู้&apos; กับอะไรบางอย่าง เพราะมันให้ sense ของการเป็นส่วนหนึ่งของ collective, มีมโนทัศน์การแบ่งข้าง ฝ่ายดี/ฝ่ายร้าย; การลุ้น การแบ่งพรรคพวก การรู้สึกถึงตัวตน เช่น ประชาชนสู้กับ gigacorp ในตีมความเป็น cyberpunk/dystopian ฯลฯ ตามๆที่เราได้รับผ่านสื่อ เกม/ภาพยนตร์ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เพราะถ้าไม่ใช่ฟีลเหล่านี้ ทุกอย่างสงบ ราบรื่น แฮปปี้ มันก็จะกลายเป็นว่าไม่มีความตื่นเต้น มันจะเบื่...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>     เริ่มต้นด้วยเหตุผลหลักที่สั้นและตรงที่สุด: คนเราชอบดราม่า; ณ ที่นี้หมายถึงความตื่นเต้น ความรู้สึกถึงการ &apos;ต่อสู้&apos; กับอะไรบางอย่าง เพราะมันให้ sense ของการเป็นส่วนหนึ่งของ collective, มีมโนทัศน์การแบ่งข้าง ฝ่ายดี/ฝ่ายร้าย; การลุ้น การแบ่งพรรคพวก การรู้สึกถึงตัวตน เช่น ประชาชนสู้กับ gigacorp ในตีมความเป็น cyberpunk/dystopian ฯลฯ ตามๆที่เราได้รับผ่านสื่อ เกม/ภาพยนตร์ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา</p><p>เพราะถ้าไม่ใช่ฟีลเหล่านี้ ทุกอย่างสงบ ราบรื่น แฮปปี้ มันก็จะกลายเป็นว่าไม่มีความตื่นเต้น มันจะเบื่อ ไม่มีอะไรให้ลุ้น (ทั้งที่ dynamics ของ story telling ต่างๆดังกล่าวนั้นมันเป็นเรื่องของฝั่ง entertainment ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ tech ที่เป็น core ของ metaverse เลย; เทคฯก็คือเทคฯในตัวมันเอง เพื่อใช้งาน ไม่ใช่เพื่อ entertain, entertainment เป็น application ต่างหากครับ)</p><p>     นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่ได้ยินกันบ่อยคือเรื่องของความกังวล ในแง่ที่ metaverse จะเข้ามาดึงเวลา/มอมเมา/&apos;ล้างสมอง&apos; ผู้คน; ภาพจำ (จนมีการไปทำกันเป็นมีม) ก็คือการใส่ headset ตลอดเวลา อยู่ในห้อง ไม่ไปไหน ตัดขาดกับโลกภายนอก หรือไปจนกระทั่งนอนอยู่บนเตียง ร่างกายติดกับอุปกรณ์ต่างๆสายระโยงระยาง กลายเป็นไปมีชีวิตใน metaverse สะมากกว่าโลกความจริง</p><p>รวมถึงการกล่าวอ้างว่า digitally immersive/realisic experience ทำให้เกิดแนวโน้มของความน่าจะเป็น ที่ทำให้ผู้คนเสพติดง่ายขึ้น ประกอบกับกลไกทางการตลาดและ scheme ต่างๆ ของผู้ให้บริการ service เหล่านี้ ที่สนับสนุนเพื่อจะเพิ่มโอกาสสร้างเงิน หรือกระทั่ง monetise ข้อมูลทางด้านพฤติกรรมและส่วนบุคคล</p><p>ส่วนนี้เป็นจินตนาการที่ค่อนข้างจะไปไกล และเป็นการสรุปที่ค่อนข้างหยาบครับ เพราะมีการ disregard ปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อการเกิด (หรือไม่เกิด) กรณีดังกล่าวได้; เช่นนโยบายของภาครัฐ, ความเป็นไปได้/ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี, การใช้งานจริงในแง่ของ massa adoption, timeframe, พฤติกรรมของปัจเจก, ฯลฯ - ซ้ำยังค่อนข้างดูขัดแย้ง, หากข้ออ้างหลักคือความกังวลในการถูก &apos;ดูดกลืน&apos;, กับพฤติกรรมของผู้คนส่วนมากในสังคม เพราะทุกวันนี้กลุ่มคนที่มีปัญหาการเสพติด หรือมีปัญหาในการยับยั้งชั่งใจ ก็ได้เจอกับความกับปัญหาการถูก &apos;ดึง&apos; เวลาเป็นปกติอยู่แล้ว</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/4361a5c30eb6065df650b93558e83ab2adafe8a090f5488c70a8e7f1b62f3970.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>     ดังนั้น metaverse ดูเหมือนจะตกเป็นเชลยจากการเชื่อมโยงที่ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่; ไม่ว่าจะตั้งแต่การคุยโทรศัพท การแชทMSNแบบยุค2000 socialmedia gaming AR VR หรือไประดับ neural, ก็ไม่มีความต่าง หากเป็นตัว user เอง ที่เป็นตัวการหลักในการเกิดปัญหา และเลือกที่จะ &apos;เสีย&apos; เวลาไปกับกิจกรรมเหล่านี้ ซ้ำเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้แล้ว ดูเหมือนว่าเราต้องพบกับโอกาสเสียโอกาสมากมายครับ แอดคิดว่าเป็นการแลกที่ได้ไม่คุ้มเสีย เมื่อมองจากภาพรวมการได้ผลประโยชน์ของทุกคน (ดูเพิ่มเติมได้ในซี่รี่ย์ &apos;การมาของ metaverse&apos; จะทำให้อุตสาหกรรมต่างๆดีขึ้นอย่างไร)</p><p>     เริ่มต้นไอเดียของ metaverse เกิดขึ้นเพื่อการประหยัดค่าใช้จ่าย การเชื่อมโยงผู้คน และการขยายพื้นที่ของการ exercise จินตนาการครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นทิศทางการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์อย่างชัดเจน มากกว่า narrative การยึดโครงโลก/ล้างสมอง/human battery ของจักรวรรดิ อะไรแบบนั้น</p><p>     แอดไม่ได้พยายามจะให้ทุกคนต้องชอบ สนใจ/อินกับ metaverse, แอดเองก็ไม่ได้มีความคลั่งไคล้ขนาดนั้น (สิ่งที่แอดสนใจจริงๆคือ web3, และ metaverse ก็เป็นเหมือน subset ของ web3 เท่านั้น) เพียงแต่แอดเห็นประโยชน์อันมากมายจากการมาของสิ่งนี้, เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามีความสนใจที่แตกต่าง มีความเชื่อ รสนิยม และมุมมองต่อสิ่งต่างๆที่แตกต่างกัน - เพียงแต่แอดนำความเป็นไปได้และข้อเท็จจริงส่วนนึงมาอธิบาย เพื่อการมองแบบที่อิงอยู่กับความจริง และมีไบแอสให้น้อยที่สุดครับ</p><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/hashtag/metaveser?__eep__=6&amp;__cft__%5B0%5D=AZVfEZXJJ17U4wBnTPvVcZ3JWkJr2cWtcXRKDlo2tIURxCAI6oaIxrdDRYUC3B1ICkk13Cfn2KnH8VPmRmhqmZBFkeoiu8G8ZiIz5RfjxRWdQcKXvZhR2T6VLHivuO5Y3Z04y-ivCQcwvhQ6CQ7thaLEyvjF4TIeDaXHW6_-VnC4K-usSWYPHRIDN5isjEpTfTc&amp;__tn__=*NK-R">#Metaveser</a> <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/hashtag/web3?__eep__=6&amp;__cft__%5B0%5D=AZVfEZXJJ17U4wBnTPvVcZ3JWkJr2cWtcXRKDlo2tIURxCAI6oaIxrdDRYUC3B1ICkk13Cfn2KnH8VPmRmhqmZBFkeoiu8G8ZiIz5RfjxRWdQcKXvZhR2T6VLHivuO5Y3Z04y-ivCQcwvhQ6CQ7thaLEyvjF4TIeDaXHW6_-VnC4K-usSWYPHRIDN5isjEpTfTc&amp;__tn__=*NK-R">#Web3</a> ภาพจาก Andrej Troha</p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/3b0a88a9d537e358b95fe9398f0b564c319223110414ba0036960197e9ee58f2.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[On Human Nature 🫳]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/on-human-nature</link>
            <guid>nJFKDVGzInx4BRuDQsoI</guid>
            <pubDate>Thu, 08 Dec 2022 11:57:27 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[เหตุการณ์เหล่านี้บ่งบอกถึงคุณบ้างหรือเปล่ามิ้นฟรี Cryptopunk ไม่ทันใน 2017 (หลายคนตอนนั้น, NFT คืออะไร?)มิ้น BAYC 0.08e ไม่ทันต้นปี 2021Cyberkongz กับ Pixel Vault Meta Hero ก็ยังลังเลArt Blocks หลายตัวแรกๆก็ไม่รู้การมีตัวตนของมันปลายปี 2021 ต่อมาก็ตกรถ CloneX อีก ไม่ก็มืออ่อนAzuki ก็พลาดอีก หาว่ามิ้นแพงMoonbirds ก็อด raffle, แถมไม่ยอมเข้าตอนมัน single digit จนมันไปเกือบ 40E . ยิ่งช่วงขาลงตั้งแต่ต้นปี 2022 มา ถึงแม้ตลาดจะย่อยยับ แต่รถไฟมาหลายขบวนมากจริงๆ หากสังเกุตดีๆMfers ก็หาว่าขี้ก้าง ปั่น ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>เหตุการณ์เหล่านี้บ่งบอกถึงคุณบ้างหรือเปล่า</p><ul><li><p>มิ้นฟรี Cryptopunk ไม่ทันใน 2017 (หลายคนตอนนั้น, NFT คืออะไร?)</p></li><li><p>มิ้น BAYC 0.08e ไม่ทันต้นปี 2021</p></li><li><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/cyberkongz">Cyberkongz</a> กับ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/pixelvault-core">Pixel Vault Meta Hero</a> ก็ยังลังเล</p></li><li><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://artacle.io">Art Blocks</a> หลายตัวแรกๆก็ไม่รู้การมีตัวตนของมัน</p></li><li><p>ปลายปี 2021 ต่อมาก็ตกรถ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/clonex">CloneX</a> อีก ไม่ก็มืออ่อน</p></li><li><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/azuki">Azuki</a> ก็พลาดอีก หาว่ามิ้นแพง</p></li><li><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/proof-moonbirds">Moonbirds</a> ก็อด raffle, แถมไม่ยอมเข้าตอนมัน single digit จนมันไปเกือบ 40E .</p><p>ยิ่งช่วงขาลงตั้งแต่ต้นปี 2022 มา ถึงแม้ตลาดจะย่อยยับ แต่รถไฟมาหลายขบวนมากจริงๆ หากสังเกุตดีๆ</p></li><li><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/mfers">Mfers</a> ก็หาว่าขี้ก้าง ปั่น ขึ้นไปได้ไง 4-5E</p></li><li><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/goblintownwtf">ก้อบลิน</a>ต้อนรับตลาดหมี ฟรีมิ้นที่ไปถึง 8E ก็อด</p></li><li><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/we-are-all-going-to-die">WAGDIE</a> ฟรีมิ้นที่ไปเกือบ 2E ก็พลาด</p></li><li><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/godhatesnftees">God Hate NFT</a> ก็ซื้อไม่ลง เพราะมีแต่คนแช่ง (55)</p></li><li><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/renga">Renga</a> ก็หาว่าเขาทีมมีปัญหา</p></li><li><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/category/reddit-collectible-avatars">Reddit</a> ก็พลาด ไม่รู้จักด้วยซ้ำ</p></li></ul><p>ไหนจะ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/genesis-creepz">Creeps</a>, <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/okay-bears">Okay Bears</a>, <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/8liens">8LIEN</a>, <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/castaways-the-raft">Raft</a> ฯลฯ อีกมากมาย แอดก็นึกมาเขียนไม่หมด วันก่อนล่าสุดก็ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/collection/dori-samurai">Dori</a></p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/06d695814cfbcbd60441b1878a9c38014f11ae06206cd10927930d5cc4f6aa6f.gif" alt="waiting for the train.." blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">waiting for the train..</figcaption></figure><p>ทั้งหมดนี้มันสะท้อนได้ว่า แม้ในช่วงที่ความสนใจเบนไปที่อื่น มันยังมีโอกาสการทำเงินและได้เรียนรู้อยู่เสมอครับ ซ้ำยังดีเสียอีกในหลายๆกรณี เพราะนี่หมายถึงบางอย่างอาจ discount และเพิ่มโอกาสให้เราเป็นต้นสายด้วย</p><p>อย่าลืมนะครับ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับโลกการเงิน ที่หลักทรัพยใดๆ (จริงๆ NFT ไม่ใช่หลักทรัพย (security) นะครับ แต่ ณ ที่นี้เราพูดให้เข้าใจหลักการ ในแง่ที่มันเป็นอะไรสักอย่างที่เราหวังลงเงินไปแล้วได้กลับมามากขึ้น) อาศัยการ leverage เงินคนอื่นนั้น การจะทำเงิน เราต้องไม่เป็นคนส่วนมาก ถ้าเป็นคนส่วนมาก ก็จะเป็น exit liquidity ครับ NFT Trading Space ก็ไม่ต่างกับตลาดหุ้นในส่วนนี้ คือมีคนได้เสียเงินมากกว่าได้ (capital gain) ถ้าพอจะ relate หลายๆอย่างข้างบน แอดพบว่ามีข่าวดีและข่าวร้ายของกรณีนี้ครับ</p><p>ข่าวร้ายที่ว่าคือ ถ้าคุณตกรถบ่อยๆ อนาคตก็คุณก็จะตกรถอีกเหมือนเดิม แม้อนาคตก็จะมีตัวที่เป็นโอกาสทำเงินมากมาย แบบข้างบน หรือยิ่งกว่า แต่คุณก็มีแนวโน้มที่จะตกรถอีก พลาดแล้วพลาดอีกซ้ำเดิมอยู่ดี ถ้ายังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในตลาด (ส่วนคนที่ขึ้นรถทัน ทำเงินได้สม่ำเสมอ ก็จะทำเงินได้เรื่อยๆอยู่แบบนั้น) มนุษย์เราจริงๆแล้วมีพฤติกรรมเป็น pattern ซ้ำๆ แค่รายละเอียดต่างกันนิดหน่อย จนเราคิดว่ามันต่างออกไปครับ พูดง่ายๆคือถ้าเราไม่จัดการกับมันอย่างจริงจัง เปลี่ยนวิธีคิดหรือนิสัย เราก็จะเจอไอแพทเทิร์นหรือเหตุการณ์ที่มีหลักการแบบเดิม ที่เราพลาดซ้ำๆไปเรื่อยๆ จนออกมาเป็นผลลัพธการตกรถบ่อยๆนั่นเอง</p><p>หากพลาดจากการเกิดขึ้นจังหวะในที่เราเห็นทันแรกๆพอดี อันนี้อาจจะต้องกลับมาดูที่ตัวเองครับ ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมถึงไม่เข้า ทำไมถึงโดน FUD ต่างๆนาๆ เช่นตัวประหลาดๆบางตัว ทีทรงมันเหมือน rug จัดๆ อุบาทจัดๆ ปั่นจัดๆ แล้วตอนมัน 0.1 เราก็มองว่า เดียวก็โดนทุบ ดูุถูกมันต่างๆ ขณะที่ความจริงในไม่กี่วันต่อมามันขึ้นไปถึง 2E, แล้วๆหลายคนที่พลาด ก็ได้แต่นั่ง bitter และ &apos;รู้งี้&apos; (บางคนพลาดซ้ำหนักอีก เสียระบบตัวเอง กลายเป็น FOMO เข้ายอดไปเป็น exit liquidity ดอยตลอดชั่วกาลปาวสานอีก)</p><p>ตลาดกำหนด value ของมันเสมอ ถ้าเราไม่ทำเงิน หรือเสียเงิน แสดงว่าเราไม่ได้ฉลาด และเรามีความคิดบางอย่างที่มีปัญหา อย่างกรณี NFT degen ที่พุ่งเกินคาดหลายๆตัว ที่เรามองว่ามันไม่สมเหตุสมผลอย่างมาก แท้จริงแล้ว มันอาจมีความสมเหตุสมผลจากลักษณะของธรรมชาติตลาดอยู่; NFT space ช่วงแรกๆเป็นพื้นที่ที่มีการเก็งกำไรสูงมาก มันอยู่กับจินตนาการและ culture ครับ (อนาคตสิ่งนี้จะหายไปเรื่อยๆ แต่ก็มีเงื่อนไขที่เป็นคุณลักษณะใหม่ๆเข้ามาแทนอยู่ดี) ในช่วงที่ตลาดยังไม่มี mature แบบนี้ สิ่งที่ผู้คนส่วนมากให้ค่าคือ การไม่มีโปรดักที่แท้จริง การให้ค่าจับอะไรที่ต้องไม่ได้ ความแปลกใหม่ รวมถึงความเป็น MEME แม้กระทั่ง pump &amp; dump scheme ของ influencers เพราะงั้นนี่คือความสมเหตุสมผลที่สะท้อนออกมาใน floor price ณเวลานั้นๆครับ แต่หลายๆคนไม่เข้าใจ มองข้าม หรืออะไรก็ตามแต่ แล้วก็ตัดสินว่ามันไม่สมเหตุสมผล ก็สมควรที่จะตกรถ และพลาดโอกาสทำเงินไปครับ</p><p>ขณะที่ Art Block บางตัว ที่หลายคนดูไม่เห็นรู้เรื่องเลย เหมือนกันไปหมด จะแยกยังไงว่ารูปนี้กับรูปนี้ ทำไมมูลค่ามันต่างกัน ทั้งที่ความจริงแล้ว มูลค่ามันมันอาจจะมาจากตัวศิลปินหรือ &apos;แนวคิด&apos; ในการสร้างงาน มากกว่าตัวงานก็ได้ครับ (seize the meme of production ของ 6529 นี่ มีระแบบแนวคิดที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Karl Marx นะครับ เห็นแบบนี้) สิ่งที่เราไม่เข้าใจ ไม่ใช่ว่ามันไม่จริงเสมอไป หรือคนอื่นจะต้องคิดแบบเรานะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนที่คิดตรงข้ามกับเราเป็นกลุ่มของ whale ระดับแสนๆ eth โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวที่ชื่อ Gazer by Matt Kane ครับ พอจะเป็นตัวอย่างได้ดี</p><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/assets/ethereum/0x33FD426905F149f8376e227d0C9D3340AaD17aF1/9">https://opensea.io/assets/ethereum/0x33FD426905F149f8376e227d0C9D3340AaD17aF1/9</a></p><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/assets/ethereum/0xa7d8d9ef8D8Ce8992Df33D8b8CF4Aebabd5bD270/215000308">https://opensea.io/assets/ethereum/0xa7d8d9ef8D8Ce8992Df33D8b8CF4Aebabd5bD270/215000308</a></p><p>หรือคำตอบของการไม่ขยับไปไหนสำหรับ so called bluechip ต่างๆ ที่อิงอยู่กับการไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน อย่าง <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://otherside.xyz">Otherside</a> เกมก็ยังไม่ออก สนุกไหมก็ไม่รู้ ระบบอะไรต่างๆเป็นยังไง มันสมเหตุสมผลหรือไม่สำหรับ stuffs ต่างๆในราคาหลักหลายแสน - หลายล้านบาท แถมความเสี่ยงก็สูงอีก ไม่มีคุณสมบัติใกล้เคียง securities ด้วยซ้ำ - โปรเจ็คอื่นๆก็แทบไม่ต้องพูดถึง</p><p>***     แม้คนๆนึงอาจจะมีทฤษฐีมากมาย วิเคราะห์โน่นนั่นนี่ หลักการต่างๆที่ฟังดูดี แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ต้องตัดสินกันที่ว่า เค้าทำเงินจากตลาดนี้หรือเปล่า หรือทำมากแค่ไหน แค่นั้นเองครับ***</p><p>(stack หรือหน้าตัก ETH ก็มีผลครับ ถ้าบางคนมีเยอะหน่อย ราคาจ่าย/มิ้นเป็น % น้อยของหน้าตัก ก็เล่นหรือเสี่ยงได้มากหน่อย พอ sweep ได้หลายๆตัวหน่อย - แต่ความจริงแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมาก ว่าการที่ตกรถนั้น ไม่ใช่เพราะเรื่องเหล่านี้ แต่กลับเป็นปัญหาของทักษะการอ่านตลาด/โปรเจคหรือเทรดมากกว่าครับ เช่น ไม่กล้าเข้า หรือมืออ่อน ลังเล หรือไบแอสจากความเชื่อส่วนตัวต่างๆ เพราะหลายๆตัวข้างบนเกินครึ่ง ไม่มีตัวไหนใช้ทุนสูงเลย บางตัวหลักสิบบาท หรือต้นสายก็ไม่กี่พันบาทเท่านั้นครับ อย่างมีราคาหน่อยก็หมื่นต้นๆ - ส่วนเคสที่ทำงานหลักจนไม่มีเวลา อันนี้เข้าใจได้เลยครับ เป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเวลามา monitor ตลาดหรือตาม CT อยู่ตลอดเวลา ความรับผิดชอบก็แตกต่างกันออกไปครับ)</p><p>แต่ข่าวดีก็คือ #โอกาสยังมีอีกมากครับ รถไฟยังมีมาเรื่อยๆ แม้ระดับ generational wealth ก็ตาม จะมีมาอีกแน่นอน เพราะ space นี้มันยัง early มาก ยังมีโอกาสและความเป็นไปได้เสมอ - bear market ครั้งนี้คือครั้งแรก (ต่างจากทาง cpryto/defi นี้ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วครับ) ดังนั้นมันจะไม่ลงตลอดไป, CT OG บางคนถึงกับคาดการณ์ว่า การพัฒนา NFT space จะเป็น drive หลักที่ทำให้ crypto space กลับมาเป็น bullrun ใน cycle หน้า</p><p>ซ้ำปัจจุบันยังไม่มีการเข้ามาของ gaming gigacorp ต่างๆเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่อุตสาหกรรมเกมแทบจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์จากการมาของ web3/NFT มากอันดับต้นๆ (อุตสาหกรรมเกมมีมูลค่ามากกว่า ภาพยนตร์และเพลงรวมกันครับ มากกว่าแบบขาดลอยด้วย) ไหนจะการหนุนของทางอุตสาหกรรมแฟชั่น/สิ่งทออย่างในโพสล่าสุดอีก</p><p>ถ้าพบว่าตัวเองมีความหลงใหลบางอย่างใน space นี้ รู้สึกสนุก และตั้งใจที่จะเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของการมาของมัน (Web3 &amp; Metaverse) เห็น implication ต่างๆนาๆ - ไม่จำเป็นต้องเทรด NFT; อาจจะไปทำ start up ก็ อะไรๆก็ได้ สะดวก และมี potential กว่าก่อนเยอะมากก ทำยูทูปเลย/ทำconsulting/<a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Software_as_a_service">SaaS</a>/platform/ฯลฯ - แอดคิดว่านี่คือความโชคดีของพวกเรา ที่ได้มาเจอ once a life time opportunity นี้นะ</p><p><strong>อะไรที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ก็มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต - ประโยคนี้จะตีความยังไง ก็ถูกทั้่งหมดครับ</strong></p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/b373afc4865b514ae125919fffe5fd5d1e0ce11b5b0190f8e59d2792d61137b5.gif" alt="Samsara Pepe by Matt Furie (Rarepepe Collection)" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">Samsara Pepe by Matt Furie (Rarepepe Collection)</figcaption></figure><div data-type="subscribeButton" class="center-contents"><a class="email-subscribe-button" href="null">Subscribe</a></div>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/c5743623fc7d5f2e9b694f14d962a527db3beb694154dff12832f7bb5f10fcb3.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[How The Metaverse Will Change for The Better, Part II: Fashion
]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/how-the-metaverse-will-change-for-the-better-part-ii-fashion</link>
            <guid>1bwRB1VZMLSdeqyi7LUq</guid>
            <pubDate>Sat, 03 Dec 2022 05:57:49 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[เวลาเราพูดถึงคนที่ร่ำรวยติดอันดับต้นๆของโลก (Forbes Richest); หน้าของ Elon Musk, Warren Buffet, Bill Gates หรือ Jeff Bezos ก็จะลอยหน้ามาทันที แต่จริงๆแล้วยังมีอีกคน ที่ติดอันดับ top 5 มาตลอด ตั้งแต่ปี 2018 ยันปัจจุบัน นั่นคือ Bernard Arnault เจ้าของ LVHM นั่นเองครับ (จริงๆก็ยังมีคนอย่าง Amancio Ortega ที่เป็นเจ้าของ Zara, คนนี้ก็ขึ้นมาติด top 5 อยู่หลายปีเหมือนกันครับ หรือแม้แต่ตัวอย่างใกล้ๆบ้านเราอย่าง Tadashi Yanai คนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น ก็เป็นเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าอย่าง Uniqlo) นี่เป็นการส...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>เวลาเราพูดถึงคนที่ร่ำรวยติดอันดับต้นๆของโลก (Forbes Richest); หน้าของ Elon Musk, Warren Buffet, Bill Gates หรือ Jeff Bezos ก็จะลอยหน้ามาทันที แต่จริงๆแล้วยังมีอีกคน ที่ติดอันดับ top 5 มาตลอด ตั้งแต่ปี 2018 ยันปัจจุบัน นั่นคือ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Bernard_Arnault">Bernard Arnault</a> เจ้าของ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/LVMH">LVHM</a> นั่นเองครับ (จริงๆก็ยังมีคนอย่าง <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Amancio_Ortega">Amancio Ortega</a> ที่เป็นเจ้าของ Zara, คนนี้ก็ขึ้นมาติด top 5 อยู่หลายปีเหมือนกันครับ หรือแม้แต่ตัวอย่างใกล้ๆบ้านเราอย่าง <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Tadashi_Yanai">Tadashi Yanai</a> คนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น ก็เป็นเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าอย่าง Uniqlo) นี่เป็นการสะท้อนว่าทางโลก Fashion เป็นอุตสาหกรรมที่มีตลาดขนาดใหญ่ มีศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งเสมอมาครับ (แถมสินค้าหลักๆของ LVHM เป็น luxury goods ด้วยนะ)</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/21f9478362402082c9f612ade25f8be26b72b0fb52a725f64345e15b797158dd.jpg" alt="Bernard Jean Étienne Arnault is a French business magnate, investor, and art collector" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">Bernard Jean Étienne Arnault is a French business magnate, investor, and art collector</figcaption></figure><p>เทคโนโลยีอาจเปลี่ยน วิธีการและช่องทางการสื่อสาร/ทำงานอาจเปลี่ยน <strong>แต่สิ่งนึงที่ไม่เปลี่ยนไปคือธรรมชาติของมนุษย์</strong> ธรรมชาติในความต้องการที่จะถูกรับรู้ว่ามีตัวตน การได้รับรู้ว่าคนอื่นจะมองเราเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้ไม่มากก็น้อยทางใดทางหนึ่งครับ หรือแม้ขั้นพื้นฐานที่สุดก็ความต้องการในด้านความมั่นใจ การแสดงสัญญะ การรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ clan ครับ — สิ่งที่เป็น medium การแสดงออกเหล่านี้ที่ง่ายที่สุด ที่สื่อความได้ง่ายที่สุด ก็คือการแสดงออกเชิง visual ซึ่งก็คือการแต่งตัวนั่นเองครับ — นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมกระเป๋าบางใบราคาหลักล้าน นาฬิกาบางเรือนราคาหลักสิบ ถึงร้อยล้าน ทั้งที่ value ส่วนมากนั้นไม่ได้มา จาก utility หรือต้นทุนการผลิตเลย หรือแม้แต่ไอเทมในเกมบางอย่าง แค่เคลือบสีทอง ก็กลายมีมูลค่าของเงินในโลกจริงนับสิบล้านได้ เพราะงั้นคงไม่ต้องพูดต่อสำหรับกรณีของ BAYC หรือ Artblocks หลายๆตัวที่เราทราบกันอยู่ใน NFT Space เลยครับ ว่ามูลค่าส่วนนึงมันมาจากไหน</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/53e1a754430c95d33a2f628ab2cf28a918d6e603594972ef40414c2ab23d4952.jpg" alt="Christian Dior Spring Collection 2021" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">Christian Dior Spring Collection 2021</figcaption></figure><p>โอเค แล้วทีนี้มันเกี่ยวอะไรกับ Metaverse/Web3/NFT? ครับ อย่างที่เราทราบกันดี โลกของเราเอนไปทิศทางของสิ่งที่จับต้องไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ (ดูการอธิบายเพิ่มเติมในบทความก่อนหน้านี้ ‘<a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://mirror.xyz/0x30665b2A5e267275A7211D50dbA28Ec2804B9296/d1mvSp_mqtv48LuDL7FjRXcJA-DCgURC23GKEF2M11Y">ทำไม Metaverse จะไม่มีวันเฟล</a>’) ซึ่งก็ความหมายว่าวิถีชีวิตของเราจะเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ สถิติการเก็บข้อมูล ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันผู้คนล้วนใช้เวลากับมีเดียและ computing device มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง entertainment คอนเนคชันทางสังคม และการทำงานครับ (ทิศทางเป็นแบบนั้นมาแต่ก่อนโควิดเกิดขึ้นด้วยซ้ำครับ) ดันนั้นเมื่อ activity เราไปอยู่บนนั้นมากขึ้น ก็ไม่พ้นที่จะมีการเกี่ยวข้องของตัวตนเรามากขึ้นบนโลกดิจิตัลครับ ในที่สุด</p><p><strong>มี 4 เหตุผลหลักๆที่การมาที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆของ digital era จะทำให้อุตสาหกรรมนี้สร้างขีดกำจัดใหม่และเติบโตได้อีกมากครับ</strong></p><p>&gt;&gt; 1. <strong>Creativity</strong>:</p><p>พูดง่ายๆคือเราไม่ถูก limit ด้วยข้อจำกัดทาง physical, เสื้อผ้าที่เราใส่สามารถมี effect ที่น่าสนใจได้ สามารถทำให้เราสื่อความเป็นตัวตน หรือมู้ดของเราวันนั้นได้มากขึ้น; แม้การใช้งานจริงอย่างแพร่หลายบน VR (ในแง่ผู้ใช้งาน) อาจยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก แต่ทางฝั่ง AR, ที่การพัฒนาของ smart glasses/lens ถูกใส่ใจขึ้นเรื่อยๆ, อาจเข้ามามีตัวตนในชีวิตประจำวันเร็วกว่าที่คิด (Apple ก็เป็นฝ่ายหนึ่ง ที่เทมาทางนี้, AR, มากกว่าคำจำกัดความ Metaverse ของทาง Meta (Facebook) ครับ; เราจะเห็น Tim Cook เชื่อมั่นใน AR ค่อนข้างมาก จาก interview และ pres ต่างๆที่ผ่านมาไม่กี่ปีนี้) — เราอาจกล่าวได้ว่า พื้นที่การ exercise จินตนาการของศิลปินมีมากขึ้นมากมหาศาลครับ design ต่างๆในโปรแกรมแทบสามารถนำมาใช้จริงตามนั้นได้เลย (อย่างตอนนี้ทื่เริ่มเห็นชัดเจนก็จากทางฝั่งของ RTFKT ซึ่งเป็นแม้จุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่สำคัญครับ) อย่าง Instagram นี่ ลูกเล่นเพียบแน่นอนครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/1d87dc546b2fb48e78a1f21bf9df19911724fffe6e0c243180d1d056a806de42.gif" alt="RTFKT AR Hoodie" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">RTFKT AR Hoodie</figcaption></figure><p>&gt;&gt; 2. <strong>Ease of Expression</strong>:</p><p>ถ้าเรามีรูปงานศิลปะราคาแพง หรือหายาก (ที่ยังสามารถสะท้อนความสนใจของเราได้ด้วย) ไว้ที่บ้าน แขวนไว้ ในอนาคตที่เป็นโลกดิจิตัล มันก็อาจไม่ง่ายนักที่เราจะแสดงการมีอยู่ของมัน, คงสะดวกกว่าถ้าเราสามารถใช้มันได้เลย เช่นการเป็น banner ของเราบน linked in หรือถ้าเป็นเพื่อความชอบส่วนตัวล้วนๆ เราก็ยังจัดการกับมันในแง่ของ การซื้อขาย การเปลี่ยนมือได้สะดวกด้วย นี่คือฝั่งทางด้านงานศิลปะนะครับ ส่วนด้าน fashion เองก็แน่นอน ถ้าเวลาของเราในอนาคตที่ใช้บน Metaverse มากขึ้นก็จะทำให้มีโอกาสการใช้งานก็มากขึ้น ตั้งแต่แค่ interaction กับหน้าเว็บจนไปถึง VR เลยครับ แถมเงื่อนไข/ช่องทาง นี่ความหมายว่า ข้อนี้เป็นอะไรที่เกื้อหนุนกับข้อแรกโดยปริยายครับ (นี่ยังไม่รวมประโยชน์จากการเก็บรักษา การ counter-forfeiting และการยืนยันความเป็นเจ้าของสำหรับ physical ด้วยครับ) ตอนนี้แบรนด์หลักๆที่จด trademarks &amp; copyrights บน metaverse ไปเรียบร้อยแล้วก็มี Hermes, Adidas, Versace, Hugo Boss, Gucci, Balenciaga, Levi’s, Nike, Puma, Ralph Lauren, Kate Spade, Under Armour และ DKNY เป็นต้นครับ แล้วก็เพิ่งทำกันภายในปีนี้เองด้วยนะ</p><p>&gt;&gt; 3. <strong>Interconnection</strong>:</p><p>ไม่นานมานี้หลายๆคนคงจำได้ ที่ Tiffany &amp; Co (แบรน Jewelry ระดับโลก) ได้ให้สิทธิพิเศษต่อ Cryptopunk holder มิ้นจี้ทอง+เพชรพลอย handcrafted — นี่สื่อถึงการเชื่อมต่อระหว่างกันอย่าง seamless, ลดขั้นตอนการติดต่อเพื่อ collab แถมแต่ละฝ่ายก็ได้เกื้อหนุนการตลาดกันและกันไปโดยปริยายด้วย เป็นวิธีการทาง marketing ใหม่ที่้ต้นทุนนายกว่า แถมยังสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่เราต้องการได้ชัดเจนขึ้นครับ</p><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/assets/ethereum/0xe8f88d16f24255FcFab25959705D724406D67D9d/123">https://opensea.io/assets/ethereum/0xe8f88d16f24255FcFab25959705D724406D67D9d/123</a></p><p>หรือตัวอย่างในฝั่งอุตสาหกรรมเกม (ถ้าพูดถึงเกม ก็ต้องพูดถึงไอเทม ถ้าพูดถึงไอเทม ยังไงไม่ก็พ้นที่จะต้องพูดถึงการแต่งตัวครับ !) skin หนึ่งของเราก็สามารถนำไปใช้กับเกมที่มาจาก publisher เดียวกันได้ (สมมุติเป็นการข้ามไปมาระหว่าง Dragon Age, Battlefield และ The Sims ซึ่งก็มาจาก EA เหมือนกัน), ไอเทมนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องมีความเป็น ‘ชิ้นเดียวกัน’ ขนาดนั้น ก็มีการโมฯให้เข้ากับเกมปลาย/ต้นทางได้ตามเหมาะสม เช่น หากเราล่ามังกรในเกม Dragon Age จนได้ NFT ที่เป็น proof ของ task นั้นๆ ที่ต่อมานำไปเปลี่ยนเป็นสกินของปืนใน Battlefield ได้ เป็นต้น — ซึ่งส่วนนี้จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนจากคนที่ไม่ได้เล่น Dragon Age แต่อยากมีสกินปืนดีๆได้ครับ และการเปลี่ยนนี้เองจะทำมาซึ่งระบบเศรษฐกิจ ที่ท้ายสุดก็จะส่งผลออกไปเป็น productivity หรือ circulation ในโลกข้างนอกได้ครับ, แถมนี้ยังไม่ได้พูดถึงอนาคตที่มีความเป็นไปได้สูงที่แต่ละ publisher หรือค่ายเกมจะมีการเชื่อมกันอีกนะครับ นี่ความหมายว่าการไหลเวียนของกิจกรรมและแลกเปลี่ยนก็จะขยายขึ้นไปอีก, ดังนั้นก็หลักการดียวกันแฟชั่นหรือ metaverse ฝั่งการทำงานครับ.. อนาคตแบรนด์รถยนหรู/นาฬิกาหรู (แอดมองว่ามันก็ให้ความรู้สึกที่เป็นตีมแฟชั่นอยู่นะ จริงๆแล้ว เพราะแอดคิดว่าไม่มีใครซื้อ ferrari หรือพอร์ช มาใช้เพื่อ ‘สรรถนะ’ ของมันจริงๆสักเท่าไหร่ (โอเค มันก็มีส่วนนึง แอดก็ไมได้ปฏิเสธทั้งหมด) แต่กลับเป็นการซื้อมาใช้ในเรื่องของ status มากกว่าครับ ก็เหมือนกับเสื้อผ้า luxury นั่นแหละ) ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะ integrate สิทธิการครอบครอง NFT ไปใช้ใน metaverse ครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/e06937be31e64a26b7736bba2c4bb6cda1b729a9364fef8aa816144a5b84db8a.jpg" alt="ภาพจาก GTA V ครับ" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">ภาพจาก GTA V ครับ</figcaption></figure><p>&gt;&gt; 4. <strong>Green Economy</strong>: ข้อนี้ดูเหมือนจะอะไรที่เราได้ยินมาตลอด ไม่รู้กี่สิบปี แต่จริงๆแล้วมีความสำคัญเป็นอย่างมาก และเป็นหนึ่งในประเด็นหลักสำหรับงาน <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.weforum.org/events/world-economic-forum-annual-meeting-2022">World Economic Forum 2022</a> ครับ — ทุกวันนี้ธุรกิจสิ่งทอ responsible ต่อ greenhouse gas emission ถึง 8–10%, มีการใช้น้ำจากการสร้าง material และการย้อมสีมหาศาลครับ ไม่ว่าจะตอนสร้างหรือตอนย่อยสลาย ตอนนี้มีเศษขยะสิ่งทอเกิดขึ้นมากกว่า 2100 ชิ้นต่อวินาทีนาที (เฉพาะใน US ปี 2021) ดังนั้นจึงไม่แปลก ที่ผ่านมา, ต่อให้เป็นคนนอกวงการ fashion, เราจะเห็นแคมเปนจ์และการผลักดันเรื่อง sustainability ของแบรนด์ต่างๆมาตลอด ประเด็นนี้ถึงกับมีทำวิจัย published กันเป็นเรื่องราวเลยล่ะครับ แอดลองหาดูใน <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://scholar.google.com/scholar?hl=en&amp;as_sdt=0%2C5&amp;q=+TEXTILE+INDUSTRY+AND+GREENHOUSE&amp;btnG=">google scholar</a> ก็ขึ้นเพียบเลย</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/a8ed15e6f673b779575ff2de575f3421b19249dc1d3a935abe853aa1096ec81f.jpg" alt="ภาพจาก World Bank ครับ (How Much Do Our Wardrobes Cost to the Environment?)" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">ภาพจาก World Bank ครับ (How Much Do Our Wardrobes Cost to the Environment?)</figcaption></figure><p>สิ่งสำคัญของ metaverse คือ interoperability และคุณสมบัติความเป็น web3 ที่สื่อถึงสิทธิความเป็นเจ้าของที่มากขึ้นของปัจเจก และเมื่อพูดถึงส่วนนี้ NFT ก็เข้ามามีส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ อย่างในกรณีข้อ 1 อาจมีการตั้งคำถามว่า AR ใช้ติดตั้งเป็นเทคโนโลยี QR บนเสื้อผ้า หรือโปรแกรมที่ render effect ต่างๆบน device ที่ใช้แสดงภาพก็พอแล้วนี่ ไม่เห็นต้องเกี่ยวอะไรกับ NFT, เราต้องไม่ลืมครับว่าการโชว์ความสวยงามเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เป็น by product จากเทคโนโลยีนี้ แท้จริงแล้วสิ่งที่สำคัญคือ verification และ counter-forfeiting, แอดมั่นใจเป็นอย่างมากว่าจะมี integration จาก sales &amp; marketing เข้ามาอาศัยประโยชน์ในส่วนนี้ครับ เช่นการยืนยันเป็นเจ้าของเพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ คล้ายที่อธิบายไว้ในข้อ 3 ดังนั้นคงไม่เกินไปครับ หากเราจะพูดว่าในอนาคตโลกของ metaverse; สิ่งใดก็ตามที่มีลักษณะต้องอาศัยการครอบครอง สามารถใช้งานและส่งต่อได้ สิ่งนั้นมักจะอยู่ในรูปของ NFT อย่างไม่มีข้อยกเว้นครับ (ต้องมอง NFT ในแง่ที่เป็นหน่วยหนึ่งในระบบ blockchain ครับ ไม่งั้นจะติดภาพลักษณ์การเป็นรูปภาพแล้วสับสนได้ ดังนั้น NFT สามารถเป็นข้อมูลอะไรก็ได้ครับ)</p><p>จากรวมกันของปัจจัยทุกข้อด้านบน ไม่ง่ายเลยครับที่จะปฏิเสธว่าการมาของ metaverse ไม่นำมาซึ่งการพัฒนาไปอีกขั้นของอุตสาหกรรมแฟชั่น, สุดท้ายนี้ แอดขอทำนายว่าภายใน late 2023, การโชว Haute Couture ของ fashion house ระดับโลกต่างๆ จะเริ่มมีการปูทางเข้ามาจากฝั่ง AR แน่นอนครับ</p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/5b8e27e0d86c65170eb4383b4524b4bfd3891a1a1d05919f379afb1e7ff47c02.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[Web3 Community]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/web3-community</link>
            <guid>jVZnzAgjorxYKhqjr6Cj</guid>
            <pubDate>Tue, 22 Nov 2022 18:42:57 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[community community community ! บางคนอาจสงสัย หลายคนใน NFT space เป็นอะไรกันนักหนากับคำนี้, ทำไมต้องให้ความสำคัญ? เหตุผลด้านนี้อธิบายได้ไม่ยากครับ สิ่งนั้นคือ principle ของ web3 นั่นเอง นั่นคือ: ผู้คนได้ input จาก output มากขึ้นครับ (แถมมีความเป็น ownership มากขึ้นด้วย, โอกาสถูกแทรกแซงมีน้อยลง) และเมื่อเป็นเช่นนั้น แนวโน้ม ของการใส่ input เข้าไปเพิ่มย่อมทำให้มากขึ้น เมื่อ input มากขึ้น >> creativity มากขึ้น >> possibility มากขึ้น >> การพัฒนาใน space ใดๆ, ที่มี web3 element, ก็มากขึ้นครับ โดยก...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>community community community ! บางคนอาจสงสัย หลายคนใน NFT space เป็นอะไรกันนักหนากับคำนี้, ทำไมต้องให้ความสำคัญ?</em></strong></p><p>เหตุผลด้านนี้อธิบายได้ไม่ยากครับ สิ่งนั้นคือ principle ของ web3 นั่นเอง นั่นคือ: ผู้คนได้ input จาก output มากขึ้นครับ (แถมมีความเป็น ownership มากขึ้นด้วย, โอกาสถูกแทรกแซงมีน้อยลง) และเมื่อเป็นเช่นนั้น แนวโน้ม ของการใส่ input เข้าไปเพิ่มย่อมทำให้มากขึ้น เมื่อ input มากขึ้น &gt;&gt; creativity มากขึ้น &gt;&gt; possibility มากขึ้น &gt;&gt; การพัฒนาใน space ใดๆ, ที่มี web3 element, ก็มากขึ้นครับ</p><p>โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ยิ่งซ้อนทับและทวีผลขึ้นไปอีก หากผู้คนเข้ามาช่วยกันในศาสตร์ที่มีความสนใจร่วมกันครับ (synergy) นั่นคือการเขาจะช่วยตัวเองได้จากการช่วยคนอื่น เพราะการช่วยของเรานั้นทำให้ input ของคนอื่นมากขึ้นครับ และเมื่อ output จากเหตุผลข้างต้นมากขึ้น, output เหล่านั้นก็เป็นเหมือน resource ของ creativity ให้แก่เราไปด้วยเช่นกัน นี่เป็นการเพิ่ม entropy ของ productivity อย่างยิ่งยวด และนี่เองคือคำว่า community ที่กล่าวถึงนั่นเองครับ (ขณะที่ web2 ไม่ได้เอื้อการเกิดขึ่้นคอมมูฯดังกล่าวเท่าไหร่ครับ แต่ทำไม่ได้เท่า เพราะผู้คนมีส่วนร่วมในแง่ของการเป็นเจ้าของข้อมูลและสินทรัพย์ไม่มากครับ, output ไม่น้อยถูกกลืนไปโดยฝั่งที่มีความพร้อมทางทรัพยากรมากกว่า)</p><p>การฟอร์มคอมมูฯนั้น ที่ผ่านมาเราเห็นได้เป็น 2 ประเภทหลักๆครับ:</p><ol><li><p><strong>Top-Down</strong></p></li><li><p><strong>Bottom-Up</strong></p></li></ol><p>1. Top-Down: เป็นการสร้างคอมมูผ่านจุดสนใจร่วมที่ชัดเจนแต่แรก ตัวอย่างที่ชัดคือ Proof ครับ, Proof position โปรเจคไว้เลยว่าต้องการเป็นศูนยรวมของ arts collector, คนที่ชื่นชอบและเสพศิลปะ คนที่มีแนวโน้ม &apos;ซื้อเก็บ&apos; มากกว่า &apos;ซื้อฟลิป&apos; - เราจะเห็นได้ว่า Proof เริ่มจากความ niche/specific บางอย่าง และเมื่อคอมมูฯแข็งแกร่ง/คุณภาพ (คือคนที่ชอบอะไรเหมือนๆกันพอมาอยูด้วยกัน ก็จะช่วยเสริมกันทำสิ่งที่เหมือนกันนั้นให้ดีๆยิ่งขึ้นไปอีก) จนเป็นที่รู้จัก ก็จะมีความน่าสนใจจากภายนอกเข้ามา ทั้งในแง่ของคนทั่วไป และ art collector หน้าใหม่ๆที่กำลังจะเข้ามาครับ ซึ่งความสนใจดังกล่าวนี้เป็น demand ที่รองรับการ issue Moonbirds ออกมาได้อย่างพอดีนั่นเอง และ Moonbirds เองก็เป็นตัวยืนยันคุณภาพของคอมมูฯได้ประมาณนึงเลยด้วย มี value ชัดเจนจากผลงานที่มีมาก่อนหน้า.. โปรเจ็คที่ออกมาในรูปแบบนี้ที่เห็นได้ก็มี ZenAcademy ของ Zeneca33 ที่ position ตัวเองไปในทางการให้ความรู้แก่มือใหม่ การ onboard ผู้คนเข้าสู่ web3 และ NFT space (แอดทราบมาว่าประมาณปลายปีจะออก PFP มาด้วยล่ะครับ)</p><p>&gt;&gt; 2. Botton-Up: เป็นนี้เป็นแบบที่เห็นได้บ่อยมากที่่สุด นั่นคือสร้าง identity ของคอมมูฯขึ้นมาแต่แรกผ่าน PFP (เนื่องจากเป็นสิ่งที่สังเกตุและใช้งานได้ง่ายครับ เป็นตัวแทนสมาชิก), Bottom ที่ว่านี้หมายถึงการอิงจากคนหมู่มาก ที่สนใจในคอนเซปอาร์ตหรือสิ่งที่ lead project &apos;จะทำ&apos; นั่นคือแม้จะมีโครงสร้างคร่าวๆ แต่ก็มีความ loose ใน roadmap ด้วย (เพราะไม่มี track record) มีความ open to idea มากกว่า มีความน่าจะเป็นในส่วนของการฟังความเห็นของคอมมูฯมากกว่า นี่เป็นข้อดีครับ แถมง่ายที่จะ scale ด้วย เพราะไม่ถูก fix โดยความ niche อะไรทำนองนั้นมาแต่แรก, สร้าง awareness ได้ง่าย ความเข้าถึงได้ง่าย เพียงแต่ข้อควรระวังคือความคาดหวังของผู้คนที่แตกต่างกัน (แถมผู้คนมักคาดหวังในพื้นที่ของจินตนาการไว้สูงด้วย เนื่องจากตนเองมี stake) เมื่อเวลาผ่านไปทิศทางของโปรเจ็คประเภทนี้, หากไม่ consolidate ให้ดี, อาจเกิดปัญหาความไม่พอใจจากตรงนี้ได้ครับ พอมีความเห็นที่แตกมากขึ้น ก็ทำให้คนที่อินกับโปรเจ็คน้อยลง เมื่อคนอินกับโปรเจ็คน้อยล ไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับโปรเจ็ค valueของโปรเจ็คไม่ตรงกับvalueของคนๆนั้น ความเสียสละหรือความใกล้ชิดของผู้คนในกลุ่มก็นะน้อยลงตามไปด้วยครับ</p><p>     นอกจากนี้ ส่วนตัวแอดคิดว่าความอันตรายอย่างนึงของคอมมูที่เอาเงินเป็นที่ตั้งคือ เราจะไม่มีจุดร่วม หรือมีจุดร่วมไม่ชัด, เพราะโดนพื้นฐานแล้ว เงินเป็นเพียงผลตอบแทน (มองเหมือน scoreboard, เพียงแต่ score ชนิดนนี้มันนำไป utilise ต่างๆได้มากมายเท่านั้นเอง) จากการทำอะไรสักอย่างที่แก้ไขปัญหา/ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น, ซึ่งต่อมาจะทำให้วิธีการที่จะได้มาซึ่งเงินนั้น (หากเอาเงินเป็นที่ตั้ง) แตกต่างกันออกไป กล่าวคือโฟกัสจะถูกกระจายออก (เพราะหนทางหาเงินนั้นไม่ได้มีแค่ทางเดียว, แม้ว่าในกรณีใน NFT Space ที่เรา narrow down ลงมาแค่การซื้อขาย NFT แล้วก็ตาม) เมื่อถูกกระจายออก การเรียนรู้แบบ vertical ก็จะต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ (เพราะเวลาเรามีจำกัด) ที่ต่อมาส่งผลให้ไม่เกิดความชำนาญใน specific activity/task นั้นๆครับ ขณะที่คอมมูฯที่ไม่ได้มาเพื่อนเงินเป็นหลักแต่แรก (เช่นมาด้วยความชอบส่วนตัว หรือต้องการที่จะมาเรียนรู้ คุณค่าที่ไม่ใช่อิงอยู่กับเรื่อง wealth เป็นหลัก) จะพบปัญหาส่วนนี้น้อยลงครับ</p><p>     ส่วนตัวแอดคิดว่าอนาคตอาจจะมีการขึ้นมาของ community แบบใหม่ๆก็ได้ เพียงแค่ตอนนี้เราคิดว่ามันไม่มี หรือนึกไม่ออก เพราะปัจจัยที่ทำให้เราคิดแบบนั้นมันยังไม่เกิดขึ้นเท่านั้นเองครับ - โพสต่อไปจะเกี่ยวกับ critique ของ web3 ครับ ว่าอยู่กับความจริงในเชิง practical แค่ไหน, เป็นแค่ narrative ลอยๆหรือเปล่า แค่เรียบเรียงแอดก็สนุกแล้วล่ะครับ</p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/552ae69e6982e33ba2ba021da1cbde88cd91bb494fca027f8b1aefc576ed580a.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[NFT is not securities]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/nft-is-not-securities</link>
            <guid>q1pVLAOpH8yPf5Kpz3x9</guid>
            <pubDate>Tue, 22 Nov 2022 18:34:37 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[แม้หลายคนจะซื้อ NFT ด้วยเหตุผลลึกๆว่าเป็นการลงทุน แต่ความจริงพื้นฐานของ NFT ส่วนมากทุกวันนี้ (อย่างน้อยก็ที่เราๆเทรดกันบน opensea) เป็นแค่ collectible, ไม่มีความเหมือนกับหุ้น #ผู้ซื้อไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเป็นเจ้าของโปรเจ็ค และที่สำคัญที่สุด ทางทีม founder ไม่ได้มีความรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น, practice ที่เป็นกันอยู่ในเรื่องของการสร้าง roadmap เป็นเพียงแค่ทิศทางทาง culture ที่ปฏิบัติกันเฉยๆเท่านั้นครับ นึกภาพเหมือนเราซื้อ figure อนิเมะต่างๆ รถเก่า เหล้าหายาก ฯลฯ ก็กรณีเดียวกันครับ ทุกคนเสียเงิ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>     แม้หลายคนจะซื้อ NFT ด้วยเหตุผลลึกๆว่าเป็นการลงทุน แต่ความจริงพื้นฐานของ NFT ส่วนมากทุกวันนี้ (อย่างน้อยก็ที่เราๆเทรดกันบน opensea) เป็นแค่ collectible, ไม่มีความเหมือนกับหุ้น <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%84?__eep__=6&amp;__cft__%5B0%5D=AZU6djvfSvSGuLmkQz_I_LXiy8gMqJ-SkUVPH-oep8uoTvekLACr-5x2mCcyk2aVOtJjiVRHYf1JJUWoPWUg3DttYo589SrmT1o-t2alCUR_w2QJ6b5ZLMUP9ExVyKyucl8NpesHjkQlyw2HCJv6C7ttPhLMjfzeSMDFbyG_rQ4MGO4ZrOfZDdRPN9Hsmu5_QzrX4G61eO3aQ-35qWgiBXca&amp;__tn__=*NK-R">#ผู้ซื้อไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเป็นเจ้าของโปรเจ็ค</a> และที่สำคัญที่สุด ทางทีม founder ไม่ได้มีความรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น, practice ที่เป็นกันอยู่ในเรื่องของการสร้าง roadmap เป็นเพียงแค่ทิศทางทาง culture ที่ปฏิบัติกันเฉยๆเท่านั้นครับ</p><p>     นึกภาพเหมือนเราซื้อ figure อนิเมะต่างๆ รถเก่า เหล้าหายาก ฯลฯ ก็กรณีเดียวกันครับ ทุกคนเสียเงินเพื่อให้ได้มา และไม่มีใครเรียกร้องทางผู้ซื้อให้ &apos;deliver&apos; บางอย่างเพิ่มเติมให้อีก เพราะ end ของ value ของสิ่งๆนั้นมันอยู่ที่สิ่งๆนั้นแล้ว ซึ่งคนซื้อมาจะเอาไปเก็งกำไรหรืออะไรต่อ ก็อีกเรื่อง ไม่เกี่ยวกัน ผมเพียงแค่จะสื่อว่า by default ของสิ่งที่เป็นของสะสมมันไม่ได้ทำมาเพื่อผลตอบแทนในอนาคตแบบหุ้น</p><p>     คือ เราจะให้ NFT เป็นการลงทุนในความตั้งใจของเราก็ได้ (เพราะคำจำกัดความคำว่าลงทุนมันเป็นเรื่องของ estimated value ที่เราคาดจะได้รับในอนาคต ไม่จำเป็นต้องเป็น tangible asset ก็ได้ จะเป็นในของความรู้ ความสัมพันธ สุขภาพ ฯลฯ ก็ได้ครับ อยู่กับที่เรามองและให้ค่า), เพียงแต่ต้องคิดไว้เสมอว่า โดยตัวพื้นฐานของ NFT ตอนนี้มันยังไม่มีความชัดเจนแบบพวกสินทรัพย์การลงทุนต่างๆในเชิงกฏหมายเท่านั้นครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/650671ac581c04ccce4c282f6bd78cbe7ada3301094474b6a95a97c2690f0e84.gif" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/a90f65eac16e83582038bedc6acdeeb01768a9df01a1309755cdde004db90daf.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[Web3 as Stakeholder Capitalism ]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/web3-as-stakeholder-capitalism</link>
            <guid>OqiiJP7WIo8thoR0XvPd</guid>
            <pubDate>Sat, 19 Nov 2022 08:48:05 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[เพื่อนๆเคยสงสัยไหมครับ ว่ามันอะไรกันนักหนากับคำว่า &apos;web3&apos; ??, ที่เราเริ่มเห็นคำนี้บ่อยมากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ปลายปี 2020, ทำไมคำนี้เต็มไปหมดเลย อะไรๆก็ web3.. มันเป็นแค่กระแสจาก bullrun ของ crypto asset หรือเปล่า? แถมเป็น buzzword ที่ไม่แพ้คำว่า NFT หรือ Metaverse เลย ซ้ำยังมักถูกใช้คู่กันอีก - อืม จริงๆแล้ว #มันมีเหตุผลอยู่นะครับ เพราะสิ่งนี้คือโครงสร้างแนวคิดพื้นฐาน ที่จะทำให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงทางเศรษฐกิจและสังคม อันเป็น theme ที่ศาสตราจารย์ Klaus Schwab เน้นย้ำเป็น...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>     <strong><em>เพื่อนๆเคยสงสัยไหมครับ ว่ามันอะไรกันนักหนากับคำว่า &apos;web3&apos; ??</em></strong>, ที่เราเริ่มเห็นคำนี้บ่อยมากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ปลายปี 2020, ทำไมคำนี้เต็มไปหมดเลย อะไรๆก็ web3.. มันเป็นแค่กระแสจาก bullrun ของ crypto asset หรือเปล่า? แถมเป็น buzzword ที่ไม่แพ้คำว่า NFT หรือ Metaverse เลย ซ้ำยังมักถูกใช้คู่กันอีก - อืม จริงๆแล้ว #มันมีเหตุผลอยู่นะครับ เพราะสิ่งนี้คือโครงสร้างแนวคิดพื้นฐาน ที่จะทำให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงทางเศรษฐกิจและสังคม อันเป็น theme ที่ศาสตราจารย์ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.weforum.org/about/klaus-schwab">Klaus Schwab</a> เน้นย้ำเป็นอย่างมากตลอดทุกส่วนของหนังสือเล่มนี้ครับ</p><p>     มาดูกันเลยดีกว่าครับ ! โดยส่วนแรกพูดถึงปัญหาของวิธีการโตทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่อยู่บนฐานที่ไม่แข็งแรง ไปต่อได้ยาก ส่งผลเสียมากกว่าผลได้ในระยะยาว - เริ่มต้นด้วยปัญหาช่องโหว่ของ measure ยอดนิยมสำหรับการพัฒนาขนาดเศรษฐกิจอย่าง <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Gross_domestic_product">GDP</a> ที่สะท้อนการเติบโตทางการบริโภค #แต่ไม่ได้สะท้อนคุณภาพชีวิต (well being) ของผู้คน ไม่ได้บอกผลกระทบทางมลพิษและพฤติกรรมการใช้ทรัพยากร ที่ต่อมาทำให้เกิดการละเลยองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืนเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง, แม้ผู้ที่ริเริ่มนำเสนอแนวคิด GDP อย่าง <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Simon_Kuznets">Simon Kuznet</a>s (Nobel Prize 1971 winner) เองก็ได้เคยกล่าวไว้ว่า measure นี่มีปัญหา เป็นเครื่องมือสำหรับการวางนโยบายทางเศรษฐกิจที่แย่.. <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Kuznets_curve">เส้นโค้ง kuznets</a> ที่อธิบายว่ายิ่งเทคโนโลยีพัฒนา ความเหลื่อมล้ำยิ่งต่ำ (ที่ผิวเผินแล้วก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ในความคิดของใครหลายๆคน) ก็ถูกพิสูจน์ว่าไม่จริงในภายหลังด้วยครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/a76552dfcd4c4e72b18a030d6fa5d16d8ef6f3497dddefadc3b1a158fbb55e14.jpg" alt="สมการของ GDP ครับ (ภาพ: GDP | Gross Domestic Product | InvestingAnswers)" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">สมการของ GDP ครับ (ภาพ: GDP | Gross Domestic Product | InvestingAnswers)</figcaption></figure><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/45f806c12d1644926cc342b97ea7fa4896a12a695bb02f92c2961361df695607.png" alt="Kuznets Curve - ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้า ความเหลื่อมล้ำยิ่งลดลง?? จริงหรือ?" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">Kuznets Curve - ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้า ความเหลื่อมล้ำยิ่งลดลง?? จริงหรือ?</figcaption></figure><p>ชัดที่สุดจากการคำนวณนับตั้งแต่ช่วง 1950 - ราวๆเกือบ 2000 ที่การเติบโตของประชากรโลกเกือบคงที่อยู่ที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี (world GDP ต่อปีลดลงตั้งแต่ 1964, ที่ราวๆ 6.6% ต่อปี, และเราไม่เคยทำ new all time high เลยจนปัจจุบันครับ (55 เศร้าา) แถมยังมีทีท่าว่าจะลดลงเรื่อยๆด้วย) ซึ่งนี่ความหมายว่าคนส่วนมากในโลกกำลังเจอกับการเติบโตทางศก.ที่แทบไม่ต่างจากศูนย์ หรือแม้กระทั่งติดลบ (เนื่องจากระบบ GDP weighted ด้วย total amount ที่อาจหลักๆมาจากกลุ่มประเทศชั้นนำเท่านั้น, กล่าวคือค่า/ตัวเลขที่เล็กน้อยของประเทศที่ด้อยการพัฒนาจะถูกเลือนไป) นอกจากนี้ ตัวเลขจากการบริโภคในสมการการคำนวณ GPD ยังมีน้ำหนักจากหนี้คุณภาพต่าเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆด้วย จากการให้กู้ยืมดอกเบื้อต่ำเป็นแรงจูงใจ, ที่มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีโลกตะวันตกเป็นผู้นำ (ตั้งแต่ 2009, USA เพิ่งเริ่มกลับมาขึ้นดอกเบี้ยจริงๆจังๆราวปี 2017 ครับ), และ culture ที่มีเฉดของ consumerism อันปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่ติดคู่มาด้วยกัน</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/9135eb545f98c361c42f5473ebcd6dbb2a83f583fc080007157cb9d1a288f94e.jpg" alt="เทรนที่ลดลงเรื่อยๆครับ GDP growth rate" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">เทรนที่ลดลงเรื่อยๆครับ GDP growth rate</figcaption></figure><p>เมื่อมีการลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายของภาครัฐที่มากขึ้น (จากการที่ดอกเบี้ยต่ำ) ความเสี่ยงของระยะเวลาการชำระคืน, ที่ทำให้เกิดช่องว่างของงบประมาณสำหรับภาระอื่นๆของรัฐฯ เช่นต้นทุนการใช้จ่ายของเงินบำนาญ การดูแลสุขภาพ สาธารณูปโภคพื้นฐาน ฯลฯ, ก็มากขึ้น (ยิ่งบานปลายไปใหญ่ หากมีเรื่องที่ต้องใช้ &apos;<a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Helicopter_money">helicopter money</a>&apos;; คือส่วนฉุกเฉินในแง่ liquidity easing, เช่นเช็คเงินบรรเทาช่วงโควิดเป็นต้นครับ, แถมหนี้เหล่านี้ยังเป็นหนี้คุณภาพต่ำอย่างในข้อก่อนหน้าด้วย ยากที่จะได้คืนกลับมาครับ เพราะส่วนมากมักไม่เป็นไปเพื่อการลงทุน) ซึ่งเมื่อคาราคาซังหรือมีส่วนต่างตรงนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่จะพบได้แน่ๆต่อมาคือการเกิดการสร้างหนี้ ที่ถัดมาอีกจะทำให้เกิด <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.investopedia.com/terms/d/defaultrisk.asp">default risk</a> ที่ท้ายสุดจะนำไปสูการไม่เติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศครับ</p><p>     ต่อมาเรามายังพบกับปัญหาความไม่เท่าเทียมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ; ความไม่เท่าเทียมทางรายได้นั้น (ที่หลักๆเกิดจากการพยายาม maximise productivity หรือ outcome ของกลุ่มนายทุน ที่ประกอบกับรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ (ถูกซื้อด้วย bribery และไม่มีการออกนโยบายควบคุมการผูกขาดหรือการปกป้อง/ช่วยเหลือแรงงานอย่างเข้มแข็ง)) ก่อให้เกิดกำลังการซื้อที่แท้จริงลดลงของคนกลุ่มฐานพีระมิด เมื่อกำลังการซื้อที่แท้จริงลดลง ความมั่งคั่งจากการออม การลงทุน และเงินเก็บฉุกเฉินก็น้อยลงตาม ภาระในการแบกรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษา (หรือค่าใช้จ่ายในการเพิ่มทักษะ เพิ่มการเรียนรู้), ทั้งตนเองและครอบครัว, และการดูแลสุขภาพก็ได้รับผลกระทบ (อย่างกรณีของโควิดก็ชัดครับ) ซึ่งท้ายสุดเม็ดเงินจึงตกไปอยู่กับการใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิด productivity ในภาพรวม (ไม่ได้บอกว่าความเท่าเทียมจะหายไป แต่ก็ต้องหาโมเดลที่พยายามลดแกป ไม่ใช่โมเดลที่ทำให้มันถ่างขึ้นเรื่อยๆ)</p><p>     ผลกระทบทางแวดล้อมเองก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่คาดเดาได้ไม่ยาก ผลจากการพยายาม exhaust ทรัพยากรธรรมชาตออกมาในปรากฏการณ์ของมลพิษ การสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติ การสูญพันธของสัตว์และระบบนิเวศ เกิดความเครียดน้ำ ปัญหาไมโครพลาสติก ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับมาทำลาย productivity และ well being ของเราในท้ายที่สุดครับ (แม้ความเหลื่อมล้ำยังทำให้ปัญหาส่วนนี้รุนแรงขึ้นด้วย ถ้าความมั่นคงทางปากท้องยังไม่มี ความกังวลเรื่องสภาพแวดล้อมก็คงไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจไปโดยปริยาย)</p><p>___________________________________________________________________________________________</p><p>     มาถึงตรงนี้ ถ้าใครเคยอ่าน <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.amazon.com/Changing-World-Order-Nations-Succeed/dp/1982160276">Changing World Order</a> ของ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Ray_Dalio">Ray Dalio</a> จะเห็นภาพการเกิดผลกระทบอย่างเป็นทอดๆได้มากเลยครับ เรียกได้ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของช่วง &apos;the decline&apos; ได้เลย.. แอดฯคิดว่าใจความสำคัญของทุนนิยมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder capitalism) ไม่ใช่การพยายามจะหยุด cycle ความเป็นไปในภาพรวมของ evolution ทางอารยธรรมมนุษย์นะ แต่มองมันเป็นองค์ประกอบสำหรับทิศทางที่สำคัญ ที่ช่วยยืดผลกระทบต่อเราทุกคนออกไปได้ครับ รวมทั้งระดับความรุนแรง/ยากลำบากจากผลกระทบเหล่านั้นด้วย ซึ่งขณะเดียวกัน ก็จะเป็นการเปิดช่องว่างให้เราอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการพัฒนายิ่งๆขึ้นไปอีกได้ด้วยครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/af699ded96c019af49bbcc05765d4802e424d9a6d5a9d8e5cad23558112b3546.png" alt="cyclical movements ของ ray ครับ" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">cyclical movements ของ ray ครับ</figcaption></figure><p>ทั้งหมดนี้เราจะเริ่มเห็นได้แล้วว่า แม้สังคมและเทคโนโลยีจะก้าวหน้าแค่ไหน เกิด growth ทางเศรฐกิจขนาดไหน แต่ well being ของทุกคนกลับไม่ไปทิศทางเดียวกัน (ทั้งที่เราคิดว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นนี่??) อย่างที่เราเห็นได้ในปัจจุบัน - เพราะงั้นสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร?? ครับ, สิ่งนั้นคือ การสนใจแต่ผลประโยชน์ของตนเอง การวิ่งไล่ตามผลกำไรโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆนั้นเอง กล่าวคือการยืนอยู่บนโมเดลที่ไม่เข้าใจว่าความสำเร็จของแต่ละฝ่ายขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงและปฏิสัมพันธกับฝ่ายอื่นๆ</p><p>     ต่อมากรณีศึกษาของ globalisation (เริ่มช่วงกลางศตวรรษที่ 19), ให้เห็นภาพหน่อยก็ในช่วงแรกของการเกิดขึ้น (ซึ่งก็ยังเป็นจริง ณ ปัจจุบัน เพียงแค่ในรูปแบบที่ซับซ้อนและละเอียดขึ้น), ที่นำมาซึ่งความหลากหลายทางการค้า ความก้าวหน้าทางการเงิน การพัฒนาเทคโนโลยี ที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชนกับทุกฝ่าย แต่ความจริงแล้ว กลับมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอที่ได้ผลประโยชน์มหาศาล และฝ่ายที่ไม่ใช่, แม้จะได้ประโยชนอยู่บ้าง, ต้องพบกับผลกระทบด้านลบ, เมื่อ weighted แล้วในหลายๆกรณี, ที่รุนแรง และส่งต่อความบอบช้ำอย่างยาวนานในระยะเวลาต่อมา - เห็นได้จากตัวอย่างของการมาถึงอินโดฯของกลุ่มโปรตุเกส (หรือมองอีกตัวอย่างในกรณีของการพบผู้มาเยือนของอินเดียนแดงหรือชาวแอชแทคก็ได้ครับ) ที่ก่อให้เกิด enslavement, massacre รวมถึงการเข้ายึดครอง ที่ต่อมานำมาซึ่งการ abuse ทรัพยากรต่างๆ การเอารัดเอาเปรียบประเทศนั้น อย่างหลายประเทศในกลุ่มบ้านเราก็ติดหล่มการด้อยพัฒนาอยู่นาน กว่าจะเริ่มลืมตาอ้าปาก เมื่อเทียบกับประเทศทรงอำนาจเหล่านั้น - เราอาจพูดอีกนัยหนึ่งได้ว่าการแลกเปลี่ยนระดับโลกนี้ปราศจากการยินยอม ทำให้แท้จริงแล้วดูเหมือนเป็นการค้าอย่างบังคับกลายๆของประเทศมหาอำนาจกับอาณานิคมใต้การปกครองมากกว่า หรือแม้ในยุโรปเองก็พบปัญหาการลุกฮือที่เกิดจากการไม่ยอมถูกเอาเปรียบอีกต่อไป เริ่มมีคนอย่าง <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Karl_Marx">marx</a> แสดงให้เห็นความลักลั่นนี้ พอบานปลายเรื่อยๆ การไม่แยแสความไม่เท่าเทียมนี้ก็เป็นต้นเหตุให้เกิดการแตกแยกที่ไม่ค่อยจะดีนักอย่างชัดเจนของระบบการปกครอง (คอมมิวนิสและทุนนิยม อย่างที่เราเข้าใจเป็นภาพของรัสเซียกับยุโรปตะวันตกนั่นแหละครับ) ที่ต่อมายังเป็นส่วนนึงของการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/1aede4a7226b0b9834195341161cd5a7aad71dad60efa58f1e078d1d9451700a.jpg" alt="Colonisation (ภาพ: Colonisation | History Of When Australia Was Colonised (australianstogether.org.au))" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">Colonisation (ภาพ: Colonisation | History Of When Australia Was Colonised (australianstogether.org.au))</figcaption></figure><p>     อย่างไรก็ตาม การอธิบายเช่นนี้ไม่ได้มีการสื่อไปในทางเดียวว่า globalisation มีปัญหาโดยตัวมันเอง แต่ประเด็นคือ approach มากกว่าครับ กล่าวคือยังมีความเป็นไปได้ในการที่จะ mitigate หรือลดระดับความรุนแรงของผลกระทบดังกล่าว ซ้ำยังสนับสนุนการโตอย่างยั่งยืนกว่าด้วย</p><p>     อาจเห็นภาพได้ชัดขึ้นหากพูดถึงสโคป ณ ปัจจุบันที่มีการเข้ามาของเทคโนโลยี, อย่างที่กล่าวไป หากเรา/บริษัท/รัฐ ยังอยู่กับการเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ด้วยชุดความคิดแบบเดิมๆ ไม่นึกถึงผู้อื่น, นั่นเท่ากับว่าผลกระทบที่อยู่ในกรอบของการเอารัดเอาเปรียบหรือการ &apos;ดูด&apos; productivity ก็จะมากขึ้นด้วย (แล้วท้ายสุดก็เกิดปัญหารากฐานของสังคมไม่แข็งแรง อย่างที่ผมได้อธิบายคร่าวๆไปด้านบนครับ); เนื่องจาก borderlessness ของเทคโนโลยีทำให้เกิดการไหลเวียนของแรงงานและเม็ดเงินได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างในกรณีของภาคการผลิต ที่พอถึงจุดหนึ่งผู้ประกอบกิจการก็จะย้ายการผลิตไปภาคที่แรงงานต่ำกว่า นอกจากการดูด productivity แล้ว ก็ยังเป็นการทิ้งเรื่องการว่างงาน (การว่างงาน promote การเพิ่มหนี้สิน การก่ออาชญากรรม ภาครัฐมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น/แต่รายได้กลับลดลง การไหลเวียนของเงิน ณ พื้นที่นั้นๆน้อยลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง ฯลฯ) ให้กับพื้นที่ก่อนหน้านั้นด้วย - ส่วนนี้เราสามารถอธิบายเพิ่มเติมได้จาก &apos;เส้นโค้งช้าง&apos; (<a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/The_Elephant_Curve">elephant curve</a>) ที่แสดงถึงความไม่เท่าเทียม ที่พบว่ากลุุ่มใน percentile แรกๆ ที่มักเป็นชนชั้นกลางในประเทศด้อย/กำลังพัฒนา มีการเติบโตรายได้ขึ้นสูงมาก ขณะที่กลุ่มกลาง จนไปถึงค่อนไปทางขวาแทบไม่มีการเติบโตทางรายได้ หรือมีในเรทที่ต่ำมากครับ ดังนั้นทั้งหมดนี้ต้องการการเข้ามาดูแลอย่างตรงไปตรงมาของรัฐครับ (ซ้ำแล้วในท้ายสุดกลุ่ม percentile ช่วงแรกดังกล่าวก็จะไปกองอยู่กลุ่มที่มีปัญหามากขึ้นอยู่ดี)</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/e5fafa4525342c60d50aba1fc77dfccdd21b135fb69b7f6588b5b2d4d752e2d5.png" alt="เหมือนช้างไหมครับ, สังเกตุ percentile ที่ราวๆ 50-90 ครับ (กลุ่ม 0-10 ที่ไม่แสดงคือจมดิ่งเลครับ แทบไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลยเหมือนกัน" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">เหมือนช้างไหมครับ, สังเกตุ percentile ที่ราวๆ 50-90 ครับ (กลุ่ม 0-10 ที่ไม่แสดงคือจมดิ่งเลครับ แทบไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลยเหมือนกัน</figcaption></figure><p>     อีกตัวอย่างนึงในแง่มุมเดียวกัน ที่เพื่อนๆอาจจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี (ฮ่า) คือการไม่เห็นแก่ผู้คนในสังคม/ประเทศครับ ผ่านนโยบายที่ไม่เป็นธรรมและเอื้อแก่การผูดขาด การไม่เห็นความสำคัญของการเติบโตในระยะยาว, ถ้าจะให้เข้ากับบริบท ณ ปัจจุบัน, ที่ให้ผลลัพธ์เป็นการไหลออกของเงิน ชัดที่สุดคือ DeFi; เวลาเพื่อนๆ interact บน dapp เหล่านั้นนี้, สมมุติอิงเป็น Uniswap/Opensea, สุดท้ายรายได้จาก fee ไปตกอยู่ที่ใครครับ โดยมากแล้วว่าง่ายๆคร่าวๆก็คงไม่พ้นคนอเมริกา ที่สุดท้ายเงินก็ไหลออกนอกประเทศ กรณีของ Binance ก็ไม่ต่าง หากมองดีๆ เหตุผลที่คนใช้ Binance หลักๆเพราะ volume และ listed pairs ใช่ไหมครับ ก็ต้องมองต่อว่า ที่คนย้ายออกไปใช้เพราะ exchange ในประเทศไม่มีประสิทธิภาพพอ (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม) ซึ่งการไม่มีประสิทธิภาพใดๆดังกล่าวนั้น ก็จะมาผลลัพธ์บางอย่างจากผู้คนในประเภทนั้น ไม่ว่าจะนโยบาย หรือความสามารถ - โอเค แล้วยังไงต่อ ทำไมนโยบายถึงไม่มีคุณภาพ?? ทำไมถึงไม่มีการ promote สิ่งเหล่านี้ หรือแม้กระทั่งทำไมผู้คนถึงไม่มีขีดจำกัดการแข่งขัน หรือมี ทำไมพวกเขาจึงไหลออก?? มาถึงตรงนี้แล้ว แอดฯเองคงไม่กล่าวต่อแล้วล่ะครับ ยาวแน่นอน เกินจุดประสงค์ของโพสนี้ แต่คิดว่าหลายคนคงเข้าใจ ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้คือการไม่ยืนอยู่บนระบบทุนนิยมแบบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/f281515e29631ee75cd29eb9bb50c5177470fec30e0e173d74da46f2b4bdd68a.jpg" alt="วันละ 20 ล้าน !" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">วันละ 20 ล้าน !</figcaption></figure><p>     ไม่ใช่แค่ฝั่ง digital เท่านั้นนะครับ, หากเรามองเป็นหลักการ, แต่รวมทั้งการดำเนินธุรกิจต่างๆทั้งหมดในโลกยุคก่อนหน้านี้ด้วย (หากมองว่า web3 เป็นปัจจัยสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4; ครั้งที่ 1 คือไอน้ำ ครั้งที่ 2 คือไฟฟ้าและสันดาป ครั้งที่ 3 คือ internet, ที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในทุกๆภาคส่วน) และหลักการดังกล่าว ก็ยังเป็นจริงในระดับโลกด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ระดับประเทศเท่านั้น ยิ่งโลกเรากำลังเดินทางไปสู่ยุคแห่งดิจิตอลมากขึ้นเรื่อยๆด้วยแล้ว หากยังเมินเฉย เราจะเห็นผลกระทบจากความเปราะบางของฐานที่ไม่แข็งแรงชัดเจนขึ้น</p><p>___________________________________________________________________________________________</p><p>***     ตลาดไม่ได้รู้ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดเสมอไปครับ*** อย่างน้อยก็ไม่ได้สร้างผลประโยชน์ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยปริยาย หรือหากจะถือแนวคิดดังกล่าว ระยะเวลาการเกิดสมดุลโดยธรรมชาติของตลาดอาจก็ใช้เวลานานมาก ซึ่งคำถามคือ ระหว่างที่เรารอและเพิกเฉยและให้ธรรมชาติจัดสรร ต้องมีผู้คนที่ล้มตายหรือได้รับผลประทบไปมากแค่ไหน ต้องมีความไม่เท่าเทียมและการเอาเปรียบแค่ไหน ถึงสมดุลที่ว่านั้นจะเกิดขึ้น - ซ้ำการปล่อยไปแบบนั้น เป็นการนิ่งเฉย หยุดพัฒนาทิศทางทางสังคมด้วยหรือเปล่า ทั้งที่เราสามารถมีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียนรู้และพัฒนาให้ระบบดีขึ้นไปได้ครับ</p><p>ดังนั้นทางออกที่<strong>ระบบทุนนิยมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเสนอคือ</strong>, ระบบนี้แตกต่างจากแบบทุนนิยมที่ให้ความสำคัญของผู้ถือหุ้นเป็นอันดับหนึ่ง (สนใจแต่ความรุ่งเรืองเฉพาะบริษัทหรือประเทศของตนเอง) และแบบระบบทุนนิยมโดยรัฐ (สำหรับแบบรัฐฯ ปัญหาคืออำนาจอันมหาศาลของรัฐจะนำมาซึ่ง corruption ในท้ายสุด เนื่องจากยากแก่การตรวจสอบ ไม่มีการถ่วงดุล ซึ่งต่อมาจะนำพาให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร, <strong>การยังคงให้ภาคเอกชนเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในระบบเศรษฐกิจ</strong> (เพราะระบบทุนนิยมโดยพื้นฐานนั้นเกื้อหนุนความคิดสร้างสรรค์และ productivity) <strong>แต่การดำเนินไปของระบบต้องเป็นไปในทิศทางที่ prioritise การไม่ละเลยความสำคัญของปัจจัยร่วมต่างๆ มีการร่วมมือกัน เป้าหมายของทุกฝ่ายย่อมมีความสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</strong> - มองเป็นเหมือนวงล้อ/ฟันเฟืองก็ได้ครับ หากระบบเศรษฐกิจเป็นวงล้อที่ไม่กลม มีรอบบุบ/ร่องที่แตกมากมาย (ที่สะท้อนถึงบางภาคส่วนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถูกให้ต่อสู้กับ hardship เพียงลำพัง) ไม่ว่าจะบุบเยอะ บุบน้อยก็ตาม การหมุนไปข้างหน้าของวงล้อก็ต้องติดขั สะดุด เอนเอียง ไปได้ไม่ไกล และสุดท้ายก็ล้มลง และวงล้อเหล่านี้ก็เป็นผลรวมของวงล้อหรือกลไกบางอย่างที่เล็กกว่าในระดับชั้นก่อนหน้า ที่ยังเป็นส่วนประกอบของระดับชั้นที่ใหญ่กว่าด้วยครับ ตรงนี้จะสะท้อนถึงว่าการปฏิบัติสามารถเริ่มได้จากทุกระดับ, เพราะเราทุกคนจากต่างส่งผลกับทิศทางที่เราจะดำเนินไป มีส่วนเกี่ยวข้องกัน, ตั้งแต่ตัวเอง สังคม ประเทศ และระดับโลกครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/5d98acbfc2216934b06421e3d0fc8d3d562421ad0e4989b27d349264d523bdcb.webp" alt="เราคงไม่ต้องการโลก dystopia ใช่ไหมล่ะครับ (ภาพ: Utulek Complex, Deus Ex: Mankind Divided)" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">เราคงไม่ต้องการโลก dystopia ใช่ไหมล่ะครับ (ภาพ: Utulek Complex, Deus Ex: Mankind Divided)</figcaption></figure><p>สุดท้ายนี้ ด้วยทิศทางของโลกที่ไปทาง digital ขึ้นเรื่อยๆ, การเข้ามาของ web3 จะเป็นส่วนสำคัญในการเกื้อหนุนโลกที่ผู้คนอยู่ในสถานะ at stake มากขึ้น (เพราะปัจเจกมีสิทธิในการครอบครองทรัพสินส่วนตัวมากขึ้น มีตัวตนในกรอบที่กว้างขึ้น ซึ่งจะทำให้เราเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้น) ได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึงมากขึ้น ช่วยเหลือกันได้มากขึ้น (ผ่าน tokenisation หรือเรื่องของ ratio input/output (อันนี้ผมอธิบายความหมายไว้ในช่วงต้นของบทความ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/photo/?fbid=132233336231101&amp;set=pb.100083333059215.-2207520000.">web3 community</a>)) และที่สำคัญเป็นอย่างมาก คือการสร้าง loop ของสิ่งที่เกื้อหนุน productivity ในระยะยาวครับ เมื่อสิงเหล่านี้ประกอบกัน</p><p>หนังสือเล่มนี้มีทั้งหมดเกือบ 400 หน้าครับ; มีการแสดงให้เห็นรายละเอียดของ practice และการอธิบายในเชิงปฏิบัติ พร้อมทั้งตัวอย่างเคสศึกษา โมเดลทางเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ถ้าสนใจเพิ่มเติม หาซื้อได้ไม่ยากครับ มีแปลไทยแล้ว เรียกได้ว่าสามารถสร้างความเข้าใจในภาพกว้างของปัญหาหนึ่งที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันเลยครับ - ในโพสหน้า เราจะพูดถึงเรื่อง &apos;web3 &amp; <strong>hyperstructure</strong>&apos; กันครับ</p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/a29c9a0fe0c2a5359b53e4af3e4f3d795a62d460792e1c8f46918153bdd4330f.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[The Metaverse will never fail]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/the-metaverse-will-never-fail</link>
            <guid>ysS5mxSNJ5cEo94sefSY</guid>
            <pubDate>Thu, 20 Oct 2022 12:40:34 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[การบอกว่า Metaverse จะเฟลนั้นอาจเหมือนการบอกว่า Internet won’t become a ‘thing’ ในอดีต — หลักๆเหตุผลที่สนับสนุนความไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้ได้ คือทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการใช้เวลาของคนเราครับ คนเรามีแนวโน้มที่จะใช้เวลากับสิ่งที่เป็น digital มากขึ้น #เนื่องจากความสะดวกที่ได้รับ เริ่มต้นจากการส่งอีเมล/ข้อความโทรศัพท ที่เสียเวลาน้อยกว่าการส่งจดหมาย การสูญเสียข้อความระหว่าทางก็น้อยกว่า สิ่งที่จะสื่อใช้เวลาในการถูก delivered น้อยกว่า (หากมองจากอดีต: สื่อสารทางตรง เห็นกันต่อหน้า -> จดหมาย (มีการประดิษขึ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong>การบอกว่า Metaverse จะเฟลนั้นอาจเหมือนการบอกว่า Internet won’t become a ‘thing’</strong> ในอดีต — หลักๆเหตุผลที่สนับสนุนความไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้ได้ คือทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการใช้เวลาของคนเราครับ คนเรามีแนวโน้มที่จะใช้เวลากับสิ่งที่เป็น digital มากขึ้น <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A?__eep__=6&amp;__cft__%5B0%5D=AZWeYUQNXnwn3ppuF2aZAkfXmKjjhOE4SLpEeQtUexzahOVZgqQoE7Joj0d34qVIk7LeH_NLkY-m4Q3C7xep1nzg6Mpjvj-05WvvGM0nczEWcRnleaINED4opxpYVRK91S4SOZZTFqZTDp5ks6DymIP0&amp;__tn__=*NK-R">#เนื่องจากความสะดวกที่ได้รับ</a></p><p>เริ่มต้นจากการส่งอีเมล/ข้อความโทรศัพท ที่เสียเวลาน้อยกว่าการส่งจดหมาย การสูญเสียข้อความระหว่าทางก็น้อยกว่า สิ่งที่จะสื่อใช้เวลาในการถูก delivered น้อยกว่า (หากมองจากอดีต: สื่อสารทางตรง เห็นกันต่อหน้า -&gt; จดหมาย (มีการประดิษขึ้นของกระดาษและการเขียน เพื่อคงสภาพสิ่งที่จะสื่อ และลดเวลาที่จะทำให้การสื่อสารสำเร็จ (ไม่ต้องเดินไปหาผู้ที่เราจะสื่อสารด้วย)) -&gt; อีเมล (ก็เหมือนกันครับ ความเร็ว ความสะดวก การเก็บรักษา แต่อยู่ในรูปที่ปราณีตขึ้น แต่ตรงนี้เริ่มจะเห็นในส่วนของขอบเขตการสื่อสารที่ขยายขึ้น เช่น มีการแนบวิดีโอ หรือองค์ประกอบทางศิลปะต่างๆ) -&gt; social platform เช่น IG/Facebook/Twitter/ .. (ที่มาขยายส่วนที่ผมบอกในเรื่องของ depth การสื่อสารให้ละเอียดขึ้น, real-time interaction/feedback) — มาถึงตรงนี้ พอจะสังเกตุได้แล้วว่านอกจาก ease of access/usage แล้ว ประสบการณ์ที่ได้รับจากการใช้งานก็มากขึ้นด้วย มีการสร้างปฏิสัมพันระหว่างผู้สื่อสารและตัวสื่อสารมากขึ้นตามลำดับ, ทางฝั่งของ gaming เองก็มีการพัฒนาในหลักการเดียวกันครับ ภาพสวยขึ้น ผู้เล่น interact กับตัวเกมได้มากขึ้น มีการสร้างอารมณ์ร่วมกับเนื้อเรื่อง/ตัวละคร ฯลฯ, ความพยายามที่จะสร้างการดื่มดำได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง <strong>เกมมีความพยายามจะ emulate โลกความจริงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรครับ</strong></p><p>กล่าวได้ว่าเรากำลังเคลื่อนจาก physical -&gt; digital เรื่อยๆ เรากำลัง based on สิ่งที่เป็นนามธรรมมากขึ้น และทางผ่านต่อไปที่เรากำลังจะไปถึงถือ immersive experience นั่นเอง (หลายคนอาจบอกว่า ‘<em>อ่าว AR/VR ที่ไปถึงระดับนั้นก็ได้ก็มีแล้วนี่ มีเกม มีsofware มากมายที่ทำได้แบบนั้น ไม่เห็นจะมีความเกี่ยวข้องกับ metaverse อะไรเลย..</em> ‘ ครับ ส่วนนี้สามารถตอบได้ว่า off/non-interoperable platform เหล่านั้นไม่มี (หรือแทบไม่เอื้อ) element ของ ‘connection’ (เหมือน internet) ที่เป็นส่วนสำคัญในการ scale และการพัฒนาของ ecosystem ที่ยั่งยืนในระยะยาวครับ — กล่าวคือถูกพัฒนาและควบคุมโดย entity เดียว; ไม่มีการพัฒนาร่วม ที่ไม่ว่าจะเกิดจากการแข่งขัน หรือการเกื้อหนุนกันในเชิง leveraging ต่อกันและกัน) ที่ต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะว่า immersive experience นั้นยกระดับประสิทธิภาพและความสะดวกที่ผมอธิบายเชิงหลักการไว้ย่อหน้าก่อนหน้านี้ครับ การเรียนรู้/entertainmentต่างๆ/การออกำลังกาย หรือแม้กระทั่งการทำงาน</p><p>ทั้งหมดนี้พูดง่ายๆคือ metaverse (อย่างน้อยก็การคงอยู่ขององค์ประกอบจำเป็นอย่าง interoperability; เพราะยังมี controversy ของ universal definition อยู่ ว่าจริงๆแล้วต้อง required 3/D environment หรือไม่) ไม่มีทางที่จะเป็นแค่กระแสที่มาแล้วก็ตายไป เพราะโดยธรรมชาติ เทคโนโลยี gravitate สู่ฝั่งที่ more abstract เสมอ, มันคืออนาคต เพียงแต่ว่าใครทำ’สำเร็จ’ อาจเป็น meta อาจเป็น apple อาจเป็นบริษัทที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ อาจเป็นการร่วมมือกันแบบ blurred line — แอดว่าคงได้เห็น paradigm shift ในการใช้ชีวิตของเราแน่นอนครับ</p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/7f242213f98651b8154a5d15566b5d462471970d5c0222d76f2fca24e4e57d50.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[on Royalties Fee (again!) 🥶]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/on-royalties-fee-again</link>
            <guid>QglzoAgKsxhrVevlwu5Z</guid>
            <pubDate>Sun, 16 Oct 2022 11:23:43 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[ไม่กี่วันก่อน Magic Eden (NFT marketplace หลักของ Solana) ได้ทำให้การจ่ายค่า fee เป็น optional ซึ่งก็กลายเป็นดราม่า/ประเด็นขึ้นใน CT (Crypto Twitter) เลยครับ, ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นเป็นครั้ง 3 ได้แล้ว ที่ชัดว่าคนออกมาพูดถึงค่อนข้างหน้าหู ณ ช่วงเวลานั้นๆ (ก่อนหน้านั้นมาจากการมาของ Sudoswap ทื่ผมเคยเขียนไปตอนราวๆสิงหาฯ และครั้งแรกเกิดขึ้นบนฝั่ง Solana ช่วงๆต้นปีครับ) ส่วนตัวแอดฯคิดว่านี่เป็นหัวข้อที่แอบน่าเบื่อ, งั้นวันนี้จะไม่ยาวครับ, เป็นประเด็นพื้นฐานที่จริงๆแล้วไม่มีอะไรให้ดราม่า อย่างที่บอกไป ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ไม่กี่วันก่อน <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.magiceden.io/">Magic Eden</a> (NFT marketplace หลักของ Solana) ได้ทำให้การจ่ายค่า fee เป็น optional ซึ่งก็กลายเป็นดราม่า/ประเด็นขึ้นใน CT (Crypto Twitter) เลยครับ, ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นเป็นครั้ง 3 ได้แล้ว ที่ชัดว่าคนออกมาพูดถึงค่อนข้างหน้าหู ณ ช่วงเวลานั้นๆ (ก่อนหน้านั้นมาจากการมาของ <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://sudoswap.xyz/">Sudoswap</a> ทื่ผมเคยเขียนไปตอนราวๆสิงหาฯ และครั้งแรกเกิดขึ้นบนฝั่ง Solana ช่วงๆต้นปีครับ)</p><p>ส่วนตัวแอดฯคิดว่านี่เป็นหัวข้อที่แอบน่าเบื่อ, งั้นวันนี้จะไม่ยาวครับ, เป็นประเด็นพื้นฐานที่จริงๆแล้วไม่มีอะไรให้ดราม่า อย่างที่บอกไป &apos;NFT Space&apos; เป็น subset ของตลาดเงินและโลกของธุรกิจ แทบจะ 100% ทุกคนเข้ามาทำเงิน (บางคนที่บอกว่ามาสะสมศิลปะ จริงๆแล้วลึกๆก็ยังคิดเรื่อง upside/gain อยู่ดีครับ.. แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าผิดอะไรนะ เพียงแค่จะบอกความจริงเท่านั้นครับ) ดังนั้นทิศทางตลาดจะ gravitate สู่ที่ที่มี liquidity/ volume มากที่สุด ซึ่งที่ที่มี liquidty มากมันหมายถึงสภาพคล่องและ spread ที่ต่ำ นั่นก็คือโอกาสทำเงินที่มากขึ้นนั่นเองครับ - ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ marketplace ลด fee ต่อการซื้อขายลง เท่านี้เองครับ</p><p>&gt;&gt; ประเด็นเรื่อง source of income ของโปรเจ็คที่มาจาก fee, อันนี้ฟังไม่ขึ้นอยู่แล้วครับ เพราะมันไม่ใช่ revenue ที่แท้จริง มว่ามันตลกด้วยซ้ำที่มีคนกล้า raise ประเด็นนี้ขึ้นมา</p><p>&gt;&gt; เอาจริงๆแล้วส่วนที่เป็นดราม่าขึ้นมาได้จริงๆคือเรื่องของ morality ของคนบางกลุ่ม ซึ่งส่วนมากเป็น &apos;art collector&apos; ที่หวังดีกับศิลปิน แบบว่าจิตใจดี อยากซัพพอร์ต อยากให้รายได้ศิลปิน - อันนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของคนบางกลุ่ม คือมันก็ดี แต่ตลาดไม่สนใจหรอกครับ นี่คือตลาดเกี่ยวกับการทำเงิน ไม่ใช่ charity</p><p><a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://opensea.io/">Opensea</a> กินส่วนแบ่งตลาดเยอะมาก, fee ที่ได้ๆไปที่ผ่านมาก็หลักพันล้านบาท นอนกินเฉยๆ ดังนั้นเค้าจะออกมาเดือดร้อนเรื่องนี้ทำไม แต่จากนี้หาก marketshare ถูกดึงไปเรื่อยๆจาก 0% fee marketplace (ไม่ว่าจะ Magic Eden, <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://x2y2.io/">X2Y2</a>, หรือที่ใดๆก็ตาม) ยังไง Opensea ก็ต้องออกมาตรการมาสำหรับเรื่องนี้ครับ (อย่างที่เห็นได้เลยว่าล่าสุดก็ integrate analytic tool/windows ออกมาแล้ว เพื่อดึงให้คน &apos;อยู่กับ&apos; แพลทฟอร์มตัวเองมากขึ้น)</p><p>ผมไม่คิดว่า fee แบบเก่านี้จะหาย กลุ่มคนที่เป็น niche เรื่อง royalties fee เค้าคงทำ marketplace ของตัวเองขึ้นมา ที่ยังคงมี fee แบบเดิมๆอยู่ (หรืออย่างน้อยก็ conditional เช่น fee จะถูกคิดมากขึ้นหาก upside จากการขายของ NFT ตัวนี้มีมากขึ้น หรือ fee จะยิ่งถูกขึ้นตามปริมาณ NFT ที่คนๆนี้ถือบน collection ใด collection หนึ่งครับ) - เรื่องนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ Web3 อะไรครับ (เพราะบางคนเอาขึ้นมาเป็นเหตุผลในการได้รับ fee ของศิลปิน) มันเป็นแค่เรื่องของกลไกทางตลาดเท่านั้นเลยครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/8d41ae3f86967c166d0464e962a4f21b03c1786e9b1f4170246e1f2819974db9.gif" alt="NFT Investoooor" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">NFT Investoooor</figcaption></figure>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/78070ba804a8622a18e20e487510f843d5e443976d768a4d98700a3355f46b67.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[ตีความ Meta Connect 2022 จากมุมมองที่อิงกับ NFT🌐]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/meta-connect-2022-nft</link>
            <guid>1dGxMh13LAeD3bs5jweU</guid>
            <pubDate>Wed, 12 Oct 2022 18:54:24 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[แต่ไงเราก็มาพูดคร่าวๆกันก่อน ว่ามีประเด็นอะไรบ้าง, หลักๆคือ:อัพเดทความก้าวหน้าของ ecosystem จากปริมาณที่เพิ่มขึ้นของ user และ creator ที่อิงจาก VR related app ต่างๆบน store ของเค้าครับ โดยเฉพาะ app ที่เป็น social appVR headset โมเดลใหม่อย่าง Quest Pro ที่เน้นการทำงานครับ; นอกจากประสิทธิภาพด้านภาพ/กราฟฟิคที่ดีขึ้นตามปกติที่ควรจะเป็น, sensitivity ก็มากขึ้น, interact ได้ลื่นขึ้นสำหรับการทำงานออกแบบต่างๆ เป็นต้นMeta Quest Pro ! (มีพรีออเดอร์แล้วนะครับ, $1599)- ทั้งนี้ ยังมีการร่วมพัฒนากับทาง Micr...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong>แต่ไงเราก็มาพูดคร่าวๆกันก่อน ว่ามีประเด็นอะไรบ้าง, หลักๆคือ:</strong></p><ul><li><p>อัพเดทความก้าวหน้าของ ecosystem จากปริมาณที่เพิ่มขึ้นของ user และ creator ที่อิงจาก VR related app ต่างๆบน store ของเค้าครับ โดยเฉพาะ app ที่เป็น social app</p></li><li><p>VR headset โมเดลใหม่อย่าง Quest Pro ที่เน้นการทำงานครับ; นอกจากประสิทธิภาพด้านภาพ/กราฟฟิคที่ดีขึ้นตามปกติที่ควรจะเป็น, sensitivity ก็มากขึ้น, interact ได้ลื่นขึ้นสำหรับการทำงานออกแบบต่างๆ เป็นต้น</p></li></ul><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/6320acaa184c949585c93fbbdefc815e7c873ab0465459f9a6c9afa110ac72d4.webp" alt="Meta Quest Pro ! (มีพรีออเดอร์แล้วนะครับ, $1599)" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="">Meta Quest Pro ! (มีพรีออเดอร์แล้วนะครับ, $1599)</figcaption></figure><p>- ทั้งนี้ ยังมีการร่วมพัฒนากับทาง Microsoft (Nadella โผล่มาใน presentation นี้ด้วย) โดย tools ต่างๆ (365/Azure/Team) ก็จะซัพพอร์ตกับระบบต่างๆของ Meta Quest ด้วยครับ อีกหนึ่งบริษัทที่มีสวนร่วมก็คือ Accenture (consulting) ที่กำลังเดินหน้ามามีส่วนร่วมการทำความเข้าใจความเป็นไปได้ทางธุรกิจต่างๆใน ‘the metaverse’ เต็มตัว เนื่องจากมีสมมุติฐานที่ว่าสิ่งนี้จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในโลกอนาคตเป็นอย่างมากครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/52f3a762c2b3a0dfafe5dbe5a33ec143b5f59807b52eb62f4235df5aa4199fff.png" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>- การอัพเกทรด avatar ใน horizon (social universe ของ Meta) ที่สมจริงขึ้น seamless ทาง expression ขึ้น และมีขาครับ ! (torso), ทั้งยังมี SDK ให้โมฯสำหรับเหล่า creator/artist ด้วย, Adobe ก็เข้ามามีส่วนร่วมด้วยครับ สำหรับ dev tools ต่างๆ (ทั้งนี้ก็ยังซัพพอรต Unreal Engine ด้วยนะ)</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/0a3a01f7541412097c8fc05b2aee1f6601fb6f16984a70a3f9d01aa8e9212287.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>- การเดินหน้าทาง AR (augmented reality) โดยการอัพเกรดแว่น AR กับทาง RayBan ครับ (ในชื่อ RayBan Stories), อันนี้ไม่ค่อยมีอะไรครับ</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/22287f21618bc56576266d64544a0ebafcf26c1f7a83578fb29c5786912d63b8.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>- EMG (Electromyography; Neuro-Muscular Singals) ในส่วนที่เป็น controller; ก็คืออุปกรณ์จะอ่าน gesture มือ/แขนเราเพื่อเป็นการควบคุม AR ครับ (ส่วนตัวผมชอบอันนี้มาก ดูในคลิปช่วง 1:07:00 เป็นต้นไป สะดวกมากๆเลย)</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/564ac7f96d91746729f99de5fa0edfc4eabea331148e138ff7f2258a439fc9b2.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p><strong>กลับมาถึงความเป็นไปได้กับ NFT กันครับ:</strong> สิ่งนึงที่ผมสังเกตุได้ตลอดคือ ตลอดชั่วโมงกว่า ไม่มีการพูดถึง NFT หรือ Blockchain เลยสักนิด แม้แต่ทางอ้อม ซึ่งก็ไม่แปลกใจนะ ผมเข้าใจเค้าต้องการตีตัวออกห่างสิ่งเหล่านี้ก่อน คือไม่ต้องการสร้างความสับสนที่อาจเกิดขึ้นได้ให้ ‘normal’ audience แถมจากเหตุผลด้วยภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างจะไม่ดี อย่างที่เรารู้ๆกัน (ทุกวันนี้แอดยังไม่อยากพูดคำว่าคริปโตฯโดยไม่จำเป็นกับคนนอก space เลยด้วยครับ เพราะมัน imply ความหมายเชิงลบไปแล้ว)</p><p>แต่การไม่พูดถึง ณ ตอนนี้ ไม่ได้ความหมายว่าจะไม่มีสิ่้งเหล่านี้ integrated ครับ เนื่องจากมี hint ชัดๆหลายจุดเหมือนกัน ที่ค่อนข้างชัดว่านี่คือ role ของ NFT อย่างปฏิเสธไม่ได้เลย (provenance &amp; ownership); มาดูกันครับ</p><ol><li><p>team lead คนนึงได้พูดถึง ownership สำหรับสิ่งต่างๆใน horizon, ซึ่งในที่นี่คือ personal space ครับ, ตรงนี้อาจสื่อว่า furniture ต่างๆอาจมี tradability บางอย่างก็เป็นได้ครับ (‘ <em>..you should feel the same level of comfort and OWNERSHIP as you do in your home in physical world</em>’)</p></li><li><p>‘ <em>..putting people at the center of everything we build..</em> ‘ — zuckerberg, ตรงนี้อาจหมายถึงการให้มี element ของ web3 มากขึ้นครับ (เห็นแบบนี้ มันก็ดีกับเค้าด้วยครับ เค้าจะได้เก็บข้อมูลเราเนียนขึ้น ละเอียดขึ้น ฮ่า)</p></li><li><p>mark เองพูดถึง openness หลายรอบมาก, บอกว่าปัญหานึงของ closed system คือคนจะไหลออกจาก platform เก่าไปใหม่เรื่อยๆ แต่ open ecosystems จะมีลักษณะของความช่วยกันสร้าง การทำงานร่วมกัน (อย่างที่เห็น จับมือกับ Microsoft ร่วมพัฒนาเลย) ซึ่งก็จะทำให้ participants มี upside ในทุกๆด้านมากขึ้น, มีความเป็น oneness มากขึ้นครับ (interoperability คือแก่นของ the metaverse, หากปราศจากสิ่งนี้ มันก็จะเป็นแค่ closed-platform นึงของบริษัทๆนึงเท่านั้นครับ ไม่ต่างกับทื่ผ่านมาที่มีมานานแล้ว) ตอนท้าย mark ก็ย้ำชัดเลย: ‘<em>i strongly believe that an open ‘INTEROPERABLE’ metaverse built by many different developers and companies is going to be better for everyone</em>’ (01:23:16)</p></li></ol><p>ดังนั้นเมื่อคิดร่วมกับข่าวการรองรับ NFT บน ETH/Flow/Matic โดย Instagram ที่ออกมาราวเดือนก่อน, ก็เป็นไปได้ครับว่าอาจมี some kind of interoperability บางอย่างในอนาคต <strong>เพียงแต่ว่าจะมาในรูปแบบไหนเท่านั้นเองครับ</strong></p><p>ใครสนใจไปดูตัวเต็มได้ครับ แต่ก็แปลกดี คนดูยังแค่ 30K เองครับ 55 หลายคนคงไม่ชอบหรือไม่ buy in จริงๆ ไหนจะตลาดหมีทาง NFT และเศรษฐกิจโลกอีก</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/de8d2840fe7957d2222bf47bcabc48b71aa9f6a9a76faa41bcf583fd2773021d.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/0efc6829a7a1698c47ddc2e1641952157b96da7ad84ac5a10613cc3a581cd5c2.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[PFP might not be yet over 🖐]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/pfp-might-not-be-yet-over</link>
            <guid>eXIFvmmEzBzQvxQzoyhB</guid>
            <pubDate>Thu, 22 Sep 2022 10:05:42 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[Unpopular Opinion (?) คนที่อยู่ใน NFT Space หรือช่วงหลังพอติดตามมาบ้าง จะทราบได้ว่าค่อนข้างจะเป็นเสียงส่วนมาก ที่เห็นว่ายุคของ PFP นั้นแทบจะล่มไปแล้ว — ไม่ว่าจะเป็นจากเหตุผลจากการเฟ้อของโปรเจ็คประเภทดังกล่าว (แถมแทบ 100% ยังไม่ค่อยจะมีคุณภาพเท่าไหร่) และการใส่ big words พร่่่ำเพื่อ เช่น ‘metaverse’, ‘innovation’, ‘community-oriented’, ‘gaming’, ‘ ..on the blockchain’ ฯลฯ ตั่งต่างที่จับต้องได้ยาก และแทบไม่มี utility ใดๆหนุนเลย (กลุ่ม arts แม้ไม่มี utility ชูหลัก แต่ถือว่าเป็นอีกประเภทครับ เนื่...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>Unpopular Opinion (?)</p><p>คนที่อยู่ใน NFT Space หรือช่วงหลังพอติดตามมาบ้าง จะทราบได้ว่าค่อนข้างจะเป็นเสียงส่วนมาก ที่เห็นว่ายุคของ PFP นั้นแทบจะล่มไปแล้ว — ไม่ว่าจะเป็นจากเหตุผลจากการเฟ้อของโปรเจ็คประเภทดังกล่าว (แถมแทบ 100% ยังไม่ค่อยจะมีคุณภาพเท่าไหร่) และการใส่ big words พร่่่ำเพื่อ เช่น ‘metaverse’, ‘innovation’, ‘community-oriented’, ‘gaming’, ‘ ..on the blockchain’ ฯลฯ ตั่งต่างที่จับต้องได้ยาก และแทบไม่มี utility ใดๆหนุนเลย (กลุ่ม arts แม้ไม่มี utility ชูหลัก แต่ถือว่าเป็นอีกประเภทครับ เนื่องจากตัวงานเองไม่ได้ position ประเภทตัวเองอยู่ในกลุ่มที่อิงอยู่กับ community หรือ utility ใดๆแต่แรก แต่เป็น aesthetics value โดยส่วนเดียว) และแท้จริงก็ไม่มีการพัฒนาจริงๆจังๆอย่างว่าด้วยเช่นกัน</p><p>อย่างไรก็ตาม เมื่อทิศทางของ activity ในโลก digital มากขึ้นเรื่อยๆ การมาของ personalisation ของ user ถือว่าเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ครับ จากเมื่อก่อนเป็นโปรไฟล์เรา ผ่านชื่อ รูป ข้อมูล และมาเป็นสตอรี่ต่างๆ (e.g. youtube/tiktok) จนเริ่มเข้าใกล้การสร้าง avatar เพื่อให้เข้ากับการก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสำหรับประสบการณ์แบบ virtual reality (ยกตัวอย่างของฝั่งเกมก็ได้ เราจะเห็นได้ว่ากราฟฟิคมีประสิทธิภาพก้าวล้ำขึ้นมาก, mechanics ของเกมก็ละเอียดขึ้น ที่เป็นไปเพื่อความสมจริงและการเข้าถึงผู้เล่นครับ)</p><p>สุดท้ายแล้วข้อสรุปคือ PFP จะมาพร้อมกับ avatar ครับ และโปรเจ็คคุณภาพเท่านั้นที่จะอยู่รอด เนื่องจาก PFP เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนได้มากที่สุด แถมมีความเสร่อน้อยกว่าการอวดนาฬิกาหรือรถยนต์ด้วยนะ, นอกจากนี้ โปรเจ็คที่สามารถสร้าง cash flow จากตัวเองได้ หรือมี cash flow จาก business unit อื่นจากเจ้าของเดียวกันมา feed ได้ คือโปรเจ็คที่จะอยู่รอดและเติบโตครับ</p>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/96c6f8681588162e1d036efde7f37409d24613b173d897172257244b60aa0f8c.png" length="0" type="image/png"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[How The Metaverse Will Change for The Better, Part 1: Education]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/how-the-metaverse-will-change-for-the-better-part-1-education</link>
            <guid>zNYloPX1EjrWpRdwwh9N</guid>
            <pubDate>Tue, 20 Sep 2022 07:46:25 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[นอกจากในส่วนของEntertainment อย่างไม่ต้องสงสัยแล้ว อุตสาหกรรมการศึกษายังถือว่าได้ประโยชน์จาก Metaverse เช่นกันครับ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาทางของภาคการศึกษาในแง่ของเศรษฐกิจมาตลอด คือสิ่งที่เรียกว่า Baumol’s Disease — หมายถึงปรากฏการณ์ที่การเปลี่ยนแปลงรายได้ของแรงงาน ไม่เป็นไปในทางเดียวกับ productivity output ครับ กล่าวคือ output ไม่ไปไหนมาก แต่รายได้กลับเพิ่มขึ้น relatively เมื่อเทียบกับแรงงานประเภทอื่นเมื่อคิดเป็น real wages (ค่าแรงงานที่ปรับให้เข้ากับเงินเฟ้อ) ที่ต่อมาท้ายสุดจะนำมาซึ่งผลกระทบท...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong>นอกจากในส่วนของEntertainment อย่างไม่ต้องสงสัยแล้ว อุตสาหกรรมการศึกษายังถือว่าได้ประโยชน์จาก Metaverse เช่นกันครับ</strong></p><p>สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาทางของภาคการศึกษาในแง่ของเศรษฐกิจมาตลอด คือสิ่งที่เรียกว่า <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Baumol%27s_cost_disease">Baumol’s Disease</a> — หมายถึงปรากฏการณ์ที่การเปลี่ยนแปลงรายได้ของแรงงาน ไม่เป็นไปในทางเดียวกับ productivity output ครับ กล่าวคือ output ไม่ไปไหนมาก แต่รายได้กลับเพิ่มขึ้น relatively เมื่อเทียบกับแรงงานประเภทอื่นเมื่อคิดเป็น <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Real_wages">real wages</a> (ค่าแรงงานที่ปรับให้เข้ากับเงินเฟ้อ) ที่ต่อมาท้ายสุดจะนำมาซึ่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ — growth ใน sector นั้นเติบโตและพัฒนาไปได้ช้าครับ (เพราะค่าใช้จ่ายมากขึ้น) หรือไปลดทอนกมการใช้จ่ายอื่นๆหากมี subsidy</p><p>ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าวก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยนะ เนื่องจากหากไม่ปรับตัวขึ้น บุคลากรในอุตสาหกรรมนี้ (หรือที่กำลังจะเข้ามา) ก็จะย้ายไปทำงานอุตสาหกรรมอื่น ที่ต่อมาส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ และยิ่งส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจไปอีก หากอุตสาหกรรมที่เกิด Baumol’s Disease นี้เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญ</p><p>เราจะพบได้ในกลุ่มภาคบริการ อย่างในกรณีนี้คือบุคลากรทางการศึกษา เช่น ครู อาจารย์ ที่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้นแค่ไหน แรงงานในกลุ่มนี้ยังต้องใข้เวลาในการทำงานเท่าเดิม มีการเติบโตทาง productivity ไม่สูงมากขึ้นเท่าใดนัก โดยเปรียบเทียบกับ กลุ่มอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอื่นๆครับ ซึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มการผลิต ที่เทคโนโลยีมีแต่จะเข้ามาช่วยให้ต้นทุนถูกขึ้น หรือ output มากขึ้นในต้นทุนเท่าเดิม (หรือทั้งสองกรณีก็ได้) ลองนึกภาพเป็นการผลิต semiconductor ต่างๆก็ได้ครับ หรือแม้แต่ตัวอย่างของ เจ้าหน้าที่ทำความสะอาด ที่มีเครื่องทำความสะอาดพลังควอนตัม ทื่เจ๋งมาก (ฮ่า) ที่จะช่วยให้ output มีมากขึ้นในเวลาเท่าเดิมครับ</p><p>เหล่าอาจารย์ยังต้องใช้เวลา lecture เท่าเดิม ด้วยเนื้อหาหลักๆที่เท่าเดิม แถมจะปรับเปลี่ยนอะไรก็ยาก หากต้องการให้ quality การสอนนั้นเท่าเดิม ไม่ต่ำไปกว่ามาตรฐาน (อาจจะมียกเว้นบ้างในกรณีของงานวิจัย ที่ output เชิงคุณค่าไม่ได้ถูกนำมาคิดด้วย แต่กรณีนี้ก็เป็นส่วนน้อยครับ เพราะจริงๆแล้ว เคสนี้มักพบได้ชัดในส่วนของ graduate school เท่านั้น หากความจริงเรายังมีส่วนของ เด็กประถม อนุบาล ไฮสคูล หรือแม้แต่กลุ่มทักษะเชิงฝีมืออีก ที่ค่อนข้างจะเป็นแง่มุม repetitive มากกว่า)</p><p>แถมค่าใช้จ่ายในภาคการศึกษานี้ถือว่าสูงมากครับ ทั้งสำหรับผู้เรียน (Intuition Fee) และผู้ประกอบการเอง; ค่าก่อสร้าง ค่าที่ดิน ค่าบุคลาการ (ที่ก็หาไม่ได้ง่ายเลย) กราฟด้านล่างเป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นได้ชัดครับ ว่ากลุ่มภาคบริการที่ใช้ labour hour เป็นหลักจะเจอปัญหานี้</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/717d20580bd5b0208917d9c1a569590337e6bdfd71cf9e82a89338f251f63f9f.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>แม้ทางออกอย่าง MOOC (Massive Open Online Course) หรือ remote learning ผ่าน Zoom-like application ก็ยังพบว่ามีปัญหาครับ นอกจากยังแทบไม่เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนแล้ว อาจยังทำให้ลดลงอีกด้วย ชัดที่สุดคือเรื่องของ engagement ในการเรียน (ผมว่าเราๆคงเคยได้ยินกันมาแน่นอนครับ ว่าเด็กๆส่วนมาก หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองนี่แหละ, ถ้าตัดข้อดีเรื่องการเดินทางออกไป, ไม่ชอบการเรียนการสอนแบบนี้ครับ พบว่าไม่มีประสิทธิภาพเท่า) ที่หายไป (sense of presence) — ปราศจากการสบสายตาของผู้สอนกับผู้เรียน ที่มีผลต่อการตื่นตัวและเอาใส่ใจมากกว่าที่คิด ไหนจะการเดินดู พูดคุยกับเด็กๆในห้องเรียนในกรณีของนักเรียนประถม ที่อาจต้องใช้ความใส่ใจระหว่างการเรียนการสอนมากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับเด็กโตหรือผู้ใหญ่ รวมถึงสภาวะทางสังคมกับผู้เรียนร่วมในห้องที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ ผ่านการถกเถียงอย่างทันที ทั้งผ่านการเขียนหรือท่าทาง ส่วนนี้ก็ถูกลดทอน หรือหายไปครับ</p><p>ขณะเดียวกัน, ตามบริบทอย่างที่ zuckerberg พูด — immersive experience คือประเด็นสำคัญครับ; มีรายงานของ PwC ในกันยาที่ผ่านมานี้ (<a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://www.pwc.com/us/en/tech-effect/emerging-tech/virtual-reality-study.html?fbclid=IwAR2CMobJcWSR1azi_GHsqkKOJbMf6TzKQqM2CJqF8rvFWnf3DkodtUJ31DM">https://www.pwc.com/.../emergi.../virtual-reality-study.html</a>) ว่าการเรียนรู้แบบ immersive (ซึ่งแน่นอนครับ ก็ต้องประกอบด้วย VR device) ส่งผลให้ผู้เรียนเรียนรู้เร็วขึ้่นราว 4 เท่า และมีความมั่นใจในการนำสกิลหรือความรู้นั้นไปใช้มากกว่าเดิมเกือบ 300% ครับ และ engagement ก็ดีขึ้นด้วย ในตัวอย่างของการเรียนประวัติศาสตร์ ผู้เรียนก็เหมือนข้ามเวลาไปศึกษาได้ ทุกอย่าง detailed ขึ้นหมด เข้าถึงแวดล้อม แถมองค์ประกอบของเสียงก็เพิ่มเข้ามา, หรือการศึกษาของฝั่ง medical school ที่สามารถทำให้ผู้เรียนไปอยู่ในหลอดเลือดศึกษาโครงสร้างและการทำงานต่างๆได้เลย การผ่าตัด/สำรวจ anatomy สัตว์อย่าง ม้า ช้าง วาฬ ก็ทำได้, แม้การไปศึกษาชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ ก็ทำได้อย่างทันทีครับ แถมยังช่วยลดช่องว่างคุณภาพของการศึกษาสำหรับผู้ที่ด้อยโอกาสด้วย ซึ่งประโยชน์นี้แค่ส่วนเดียวนะครับ แอดขอยกไว้บทความหน้าแล้วกัน !</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/a286919ff91a9bb599b0ff88810d146320a775140dd5878803c52cb535ca3868.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure><p>ตรงนี้ล่ะครับ ที่จะมาช่วย leverage รวมถึงบรรเทา Buamol’s Disease ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ record หรือเป็น live จากทางผู้สอนโดยตรง (e.g. via <a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Holographic_display">hologram</a>) แม้กรณีอย่างหลังอาจทำให้ time input เท่าเดิม แต่ด้วยเหตุผลด้านบนเรื่องของประสิทธิภาพการเรียนรู้ นั่นก็คือว่า output นั้นมีมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ</p><p>มาถึงตรงนี้ ไม่แปลกครับ หลายคนคงจะคิดว่า โปรแกรมใดๆตอนนี้ที่้เป็น virtual, หรือทำเป็นแบบนั้น ก็ทำได้แล้วนะ ทำได้นานแล้วด้วย ไม่เห็นต้อง Metaverse เล้ย — ครับ จริงๆแล้วส่วนสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ ผมจะแจกแจงคร่าวๆออกมาเป็น 4 ข้อด้วยกันครับ ทำให้เห็นว่ามันจะดีกว่าในระยะยาวมาก หากมี element ความเป็น web3 ประกอบครับ</p><p>&gt;&gt; <strong>1. Personalisation</strong> ทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะอยากเรียนมากขึ้นครับ; ผ่าน avatar ที่นำมาหรือ profile ของ account พวกเขา สร้างความเป็นตัวตน เนื่องจากส่วนมากแล้ว เราก็จะเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้อื่น การเรียนรู้แบบกลุ่มทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ ซึ่งส่วนนี้เองทำให้การ personalise มีบทบาทครับ — เช่นหากนาย A มีความโดดเด่นในคลาส/วิชานี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ นาย A ก็อาจมี SBT (soul bounded token) ที่ทำให้ avatar ของนาย A มี แสงออกหัว หรือ cosmetics พิเศษ ที่ต้องปลดล็อคเท่านั้น ลอกนึกภาพเกม หรือ social media ที่ปราศจากการ personalise สิครับ, เราไม่ค่อยสนุก โอกาสกลับมาใช้น้อยลง โดยเปรียบเทียบครับ, track record ทางการเรียนต่างๆdHยังเก็บและ verify ได้ง่ายขึ้นด้วยครับ (หรือกลับกัน หากผู้เรียนต่อการ remain anonymous ด้วยเหตุผลส่วนตัวอะไรก็ตามแต่, หาก platform หรือคอร์สเรียนอนุญาติ, ก็ทำได้เช่นกันครับ ขณะที่ก่อนหน้านี้ค่อนข้างจะทำได้ยาก หรือทำไม่ได้เลย ในกรณีของการไปเรียนที่สถานที่จริง)</p><p>&gt;&gt; <strong>2. Interoperability</strong> ของ Metaverse จะมาซึ่ง NFT ประเภท Pass (so-called) เช่น กรณีของคอร์สสั้นๆ ผู้ซื้อคอร์สพอเรียนจบ หรือคิดว่าได้ความรู้เพียงพอแล้ว ก็สามารถขายต่อได้ ได้ความรู้และเงินคืน ขณะที่รูปแบบเดิมใน web2 ส่วนมากเป็นการขายขาด ผู้ซื้อแทบไม่สามารถ refund ได้เลย แถมตลาดจะเป็นตัวกำหนดราคาจากคุณภาพของ Pass นั้นเองด้วยครับ แอดแนะนำให้ดูต่อจากบทความนี้นะ แอดเขียนเอง จะประโยชน์ชัดมากเลย (<a target="_blank" rel="noopener noreferrer nofollow ugc" class="dont-break-out" href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fmedium.com%2F%40THJPEGHOLDER%2Fhow-nft-will-improve-online-courses-690fc29f15b8%3Ffbclid%3DIwAR0mY4qMSxhpu5QnSY_jRnKuguZjzDtmtEm6hnpGEi6ipzfAfpP_VklI3r8&amp;h=AT2vMUClLgNkkDpJbzNP9v8Dz0sEOmnUs1vVNAW75ljblu_rEjdbNTiVrhbsEObGr78WdUDSIbeKMu_3gpI8QWC8Q8Fmq16kWgIArM3a40bCTaPKN2iaY7C2t7HU24sQ-g&amp;__tn__=-UK-R&amp;c%5B0%5D=AT3rPe2H4UcGt2rr4-Isr4VAOFV9q7_fx7BLQCcTV8h0z8XhPJ_nCwHKYdTG_P-98HRtKcbMyg5r9YUXYUQv-wRlhtJLUJWA5ohth8AG7tCaJcnbCeI3Aj56rLF5gDCXwVJVywEqKbjexgyN2vbAX9_nrSWMtjVWR-aWT3UloNgHhG81iPtrh7wlaneF1VAQC0jI">https://medium.com/.../how-nft-will-improve-online...</a>)</p><p>&gt;&gt; <strong>3. Incentivisation for Builders</strong>: นอกจากความต้องการสินค้าแล้ว ศิลปินจะมีแรงจูงใจมากขึ้นครับ เนื่องจากelement ของweb3 จะช่วยเรื่องawareness ของผลงาน และ royalties ทุกครั้งที่มาการซื้อขายครับ — อย่างกรณีหัวข้อเรา, การศึกษา, อิงจากตัวอย่างการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปช่วงเวลาต่างๆ เช่นช่วงเวลาของยุคไดโนเสาร์ หรือสงครามโลก ที่ต้องอาศัยเสียงประกอบ (ambient) ที่มีลักษณะเฉพาะ ณ ช่วงเวลานั้นๆเอง ซึ่งส่วนนี้เองครับ ที่ศิลปินที่ทำอยู่ในฟีลด์ของเสียง ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีหรือ sound engineer ก็จะมีบทบาทในส่วนนี้มากขึ้นกว่าที่เคย (นักออกแบบต่างๆก็ได้ประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน); การแข่งขันมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ตกอยู่กับผู้เรียนก็มากขึ้น.. Metaverse เองทำให้มีการจ้างงานขึ้นมากมายในหลาย industry ทั้งอาชีพใหม่ๆและที่มีอยู่เดิมครับ</p><p>การเกิดขึ้นในวงกว้างอาจยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ ด้วยเหตุผลของทาง hardware/software เอง แต่มันจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราคิดครับ.. ตอนต่อไป เราจะมาพูดถึงฝั่ง Sports บ้างครับ ที่มี market size ถึง $500B ครับ ว่า Metaverse จะเข้ามามีบทบาทอย่างไร</p><h3 id="h-" class="text-2xl font-header !mt-6 !mb-4 first:!mt-0 first:!mb-0"></h3>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/d636150f7c31672eea1021d1b25cc8a9d078c4c36299c4731bcb3900056e13c5.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[Being Early ?]]></title>
            <link>https://paragraph.com/@thailand-jpeg-holder/being-early</link>
            <guid>fHqNXHfYhN4Wh78ys8T7</guid>
            <pubDate>Sun, 18 Sep 2022 07:19:15 GMT</pubDate>
            <description><![CDATA[วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของ being early กันครับ กับการ make it ในโลก NF เราอาจเคยได้ยินกันมาว่า วิธีที่จะสำเร็จในด้านต่างๆ หลักๆแล้วมี 3 วิธีด้วยกัน: เก่งกว่าอื่น โกงคนอื่น และทำ/มาก่อนคนอื่นเก่งกว่าคนอื่น: ข้อนี้ชัดในตัวเอง การเทรด การรู้จังหวะเข้าออก การจับtrend การมองโปรเจ็คขาด การอ่านsentiment การมีสกิลใช้tool ต่างๆอย่างคล่องแคล่ว การบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าจะทั้งกรณีที่เป็นflip หรือ hold ระยะยาว มีเห็นมากมายในCT ครับ แถมความนี้เก่งนี้ยังดึงดูดเราไปในแวดล้อมที่ทำให้เราเก่งยิ่งๆไปขึ้นด้วย,...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของ being early กันครับ กับการ make it ในโลก NF</p><p>เราอาจเคยได้ยินกันมาว่า วิธีที่จะสำเร็จในด้านต่างๆ หลักๆแล้วมี 3 วิธีด้วยกัน: <em>เก่งกว่าอื่น โกงคนอื่น และทำ/มาก่อนคนอื่น</em></p><blockquote><p><strong>เก่งกว่าคนอื่น</strong>: ข้อนี้ชัดในตัวเอง การเทรด การรู้จังหวะเข้าออก การจับtrend การมองโปรเจ็คขาด การอ่านsentiment การมีสกิลใช้tool ต่างๆอย่างคล่องแคล่ว การบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าจะทั้งกรณีที่เป็นflip หรือ hold ระยะยาว มีเห็นมากมายในCT ครับ แถมความนี้เก่งนี้ยังดึงดูดเราไปในแวดล้อมที่ทำให้เราเก่งยิ่งๆไปขึ้นด้วย, เราหลายคนคงได้ยินประโยคทำนองว่า ‘build something’ มาเสมอ แต่จริงๆ ทุกคนมีความสามารถต่างกัน มีทางที่เหมาะสมของตัวเอง บางคนอาจไม่ต้อง build ก็ได้ เพียงแต่มีความชำนาญในทักษะบางอย่างกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ ก็เพียงพอสำหรับเอาชนะตลาดหรือเป็นอันดับต้นๆในอุตสาหกรรมนั้นครับ (เช่นนักกีฬา หรือ fund manager) — นี่คือในแง่ของการเทรดครับ แต่แน่นอน ก็มองเป็นมุมของคนที่ build เก่งก็ได้เช่นกัน</p><p><strong>โกงคนอื่น</strong>: เป็นอาศัยช่องโหว่บางอย่างในการสร้างข้อได้เปรียบกับตัวเอง มีความสามารถที่จะมองจุดอ่อนหรือจังหวะการแทรกแซงบางอย่างได้ (อาจจะต้องมีทักษะทางโปรแกรมมิ่งสักหน่อย) — ข่าวการเดรน wallet เราก็ได้ยินกันมาเรื่อยๆ การแฮคโน่นนั่นนี่ การใช้บอทofferหลอก — มองเป็นกรณีคล้ายๆกันกับของการแฮค dapps ของทางฝั่ง DeFi ก็ได้ครับ เรียกได้ว่าสำเร็จที ก็แทบจะ exit ตลาดได้เลย อย่างในปี 2021 ที่เป็นข่าว ก็ความเสียหายร้อย-พันล้านบาททั้งนั้นครับ</p></blockquote><p>แต่หากสังเกตุดูดีๆแล้ว สองข้อข้างบนนี้ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไป (ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้นะครับ) กล่าวคือนอกจากต้องมีความหลงใหล ความตั้งใจที่สูง และความอดทนมากพอที่จะเรียนรู้ ไม่ครึ่งๆกลางๆเลิกกลางทาง มีความเข้ากันได้ในสิ่งที่ทำ เหมาะสมกับธรรมชาติของตัวเองแล้ว อาจต้องมีข้อสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือคนๆนั้นต้องมีไหวพริบ เรียนรู้ได้ไว มีสมองที่ฉลาดกว่าคนอื่นครับ ไม่ในระดับหรือด้านใดด้านหนึ่ง ฟังดูแล้ว เหมือนมีกำแพงกั้นระดับนึงเลยใช่ไหมครับ แถมก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนหรือฝืนตัวเองกันได้ง่ายๆด้วย</p><p>แต่ยังมีอีกข้อครับ และทรงพลังไม่น้อยไปกว่าสองข้อก่อนหน้าเลย นั่นคือ <strong>มาก่อนคนอื่น</strong> มาก่อนชาวบ้านเขาครับ! ลองนึกภาพของคนที่</p><ul><li><p>ได้มิ้น Cryptopunk หรือ ArtBlocks ต่างๆในวันแรกๆ</p></li><li><p>ทันการมิ้น BAYC ที่ราคาแค่ 0.08E สัก 2–3 ตัว (จริงๆแค่ตัวเดียวก็อิ่มแล้วว) และถ้าไม่ขายไปเสียก่อน คนเหล่านั้นเรียกได้ว่านั่งรอความอู้ฟู่เลยครับ, MAYCฟรี BAKCฟรี APECOIN ฟรี ไหนจะความน่าเชื่อทาง community อีก</p></li><li><p>หรือได้ซื้อนกของ RTFKT ที่ภายหลังยังได้หลอดมิ้น Clone ถึง 3 อัน ฟรี !</p></li><li><p>คนที่มิ้น Goblintown สัก 10 ตัว (และอื่นๆอีกมากมาย)</p></li><li><p>หรือชัดที่สุด กรณีคล้ายๆกัน นึกถึงคนที่ซื้อ Ethereum ที่ราคาไม่กี่สิบเหรียญในปี 2015 สิครับ</p></li></ul><p><strong>นี่แหละครับ ความสุดยอดของการมาก่อนชาวบ้าน</strong></p><p>จะเห็นได้เลยว่าความเสี่ยงไม่สูงมาก (ในแง่ risk-reward) ค่อนข้างจะไม่ต้องทำอะไรมากมายด้วย เราได้เวลาด้วย แค่นอนรอ (แต่ก็ไม่ใช่ดีเสมอนะครับ 55) ไม่ต้องเสี่ยงโดนจับแบบข้อ 2, แล้วถ้ายิ่งประกอบกับความตั้งใจ ช่วงเวลาที่เรามาก่อนคนอื่นนั้นจะเป็นช่วงที่เราได้เจ็บตัวก่อน เรียนรู้ก่อน ศึกษาก่อน เก็บประสบการณ์ก่อน มีความพร้อมสำหรับโอกาสในอนาคตมากกว่าด้วยนะ, แถมไม่จำเป็นจะต้องมาก่อนในแง่ของ timeline ของ NFT space ด้วยครับ ทุกวันนี้ก็มีอะไรให้เรา being early มากมาย เพียงแค่เราไม่เห็นเท่านั้น อนาคตจะมี so-called ‘the next BAYC’ อย่างแน่นอนครับ แค่จะรูปแบบไหนแค่นั้นเองครับ</p><p>โอเค แล้วทีนี้คำถามคือต้องทำยังไงถึงจะ being early ล่ะ?? คำตอบคือ ความขยันครับ เป็นสิ่งที่ทำได้ทุกคน ไม่ต้องมี IQ200 — อ่าน/research/ศึกษา/show up everyday/เข้าหาคนเก่ง ฯลฯ และเมื่อทำมากพอ ความรู้นั้นจะทำให้ความไม่รู้หายไปได้ ทำให้เราเห็นโอกาส ยิ่งตลาดหมีแบบนี้ยิ่งดีเลยด้วยซ้ำ คือยอมรับว่าความโชคดีก็มีผลในส่วนนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า หลายคร้้งความโชคดีก็เกิดจากการสร้างโอกาส ที่ทำให้เราไปเจอความโชคดีนั้นครับ !</p><figure float="none" data-type="figure" class="img-center" style="max-width: null;"><img src="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/4368ded4f183e6b4155fa2502d176de7e0fc8d3530ae50ca51bc644c3df0e37b.jpg" alt="" blurdataurl="" nextheight="600" nextwidth="800" class="image-node embed"><figcaption HTMLAttributes="[object Object]" class="hide-figcaption"></figcaption></figure>]]></content:encoded>
            <author>thailand-jpeg-holder@newsletter.paragraph.com (Thailand JPEG Holder)</author>
            <enclosure url="https://storage.googleapis.com/papyrus_images/3b17a752259a4aa6d49e05237bbb5a920bbab0d1bdb850cf3ab228df37a7aba2.jpg" length="0" type="image/jpg"/>
        </item>
    </channel>
</rss>