
Subscribe to england

Subscribe to england
Share Dialog
Share Dialog
<100 subscribers
<100 subscribers


Arjun นั้นได้เริ่มเข้ามาใน Ecosystem ของ Etheruem มาตั้งนานแล้ว ซึ่งได้เริ่มสร้าง Connext มาตั้งแต่ ปี 2016 กับ Co-founder ที่ชื่อว่า Rahul ซึ่งสมัยปี 2016 นั้นเป็นช่วงที่ Cryptocurrency ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักกันมากนักทำให้ในสมัยนั้นมีจำนวนของ developer ที่ไม่เยอะมาก ทำให้รู้จักกันเป็นอย่างดีกับ developer คนอื่นๆ เช่น Plasma ที่ตอนนี้มาทำ Polygon ทำให้ Arjun นั้นมี connection ที่ค่อนข้างดีในวงการนี้
อย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันได้เกิด Layer 2 War ที่เราจะเห็นได้อย่างทั่วไป เช่น Optimism, Polygon and Arbitrum หรือไม่ว่าจะเป็น Chain ที่แยกออกมาทำเองอย่างเช่น Fantom แต่ในปัจจุบันเราไม่สามารถที่จะ Scale Blockchain เดียวให้ขึ้นไปได้เรื่อยๆ แต่ต้องทำให้ Excecution นั้น Parallel กัน ด้วยการ Spin Chain หรือการ Spin Layer 2 แต่ก็ยังมีปัญหาว่าควรเป็นในลักษณะ Roll-up หรือจะเป็นในลักษณะอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องมาดูก่อนว่าคนส่วนใหญ่นั้นเชื่อในแบบไหนหรือชอบใน Usecase แบบไหน ดังนั้นในเมื่อมี Chain เกิดขึ้นมากมายการที่เราจะย้ายทรัพย์สิน จาก Chain นึงไปที่ Chain อื่นนั้นเราจะทำได้ยังไง การที่เกิด Chain ขึ้นมากมายนั้นไม่ได้เป็น Idea ที่ดีเท่าไหร่เพราะนอกจากจะเพิ่มภาระให้กับ User แล้วยังเพิ่มภาระให้กับทาง Developer อีกด้วยในการพัฒนา Dapps ให้ Interact ระหว่าง Chain ซึ่งทาง Connext ได้เห็นถึงปัญหาในส่วนนี้ สิ่งที่ Connext ได้ทำนั้นจะเป็นเหมือน Complication Network เป็นเหมือนกับ Layer ที่คอยเชื่อม Blockchain ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็อาจจะเหมือนกับ Bridge อย่าง Axelar หรือ Layer Zero ซึ่งในเชิงของการแก้ปัญหาอาจจะเหมือนกัน แต่ในเรื่องของวธีการจะไม่เหมือนกัน ซึ่งในปัจจุบัน การ Interoperability นั้นมีหลายแบบแต่สิ่งที่ทำให้ connext นั้นเด่นของมาก็จะเป็นเรื่องของ Infrastructure ซึ่งจะแตกต่างจาก Axelar หรือ Layer Zero ตรงที่ว่าเราจะต้องมี Trust Assumption กับทางตัว Network เอง เราต้องเชื่อใน Validator แต่สิ่งที่ทำให้ Connext โดดเด่นกว่าตรงที่ไม่ต้องใช้ Trust Assumption เลย
การทำ Optimisitc นั้นเวลาที่ submitted transaction จะได้รับ transaction นี้ว่าถูกต้องทันทีจนกว่าจะมีคนบอกว่าผิด แต่ถ้าเกิดมีคนบอกว่าผิด transaction นี้จะผิดทันที นี้คือ Fraud Proof ซึ่ง Fraud Proof นั้นเป็นของ Nomad ที่เป็น Partner กับทาง Connext และในขณะเดียวกันสิ่งที่ Connext ทำนั้นคือการ Bridge การที่ Connext สามารถส่งข้อมูลไปมาระหว่าง Chain นั้นมาจาก Amarok Upgrade ทาง Connext ได้นำตัว Communication Layer ของ Nomad ที่เป็น Fraud Proof มารวมเข้ากับ Liquidity Network ของทาง Connext มาต่อรวมกันเป็นเหมือนกับ Lego พอมารวมกันแบบนี้แล้วพอมีสอง Layer ที่มาทำงานร่วมกัน จากตอนแรกที่ Nomad ต้องใช้เวลา 30 นาทีในการส่งต่อข้อมูล ( ซึ่งตอนแรก 30 นาทีนี้มีเพื่อเช็คว่ามีใครไม่เห็นด้วยกับข้อมูลนั้นหรือไม่ ) แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อนำ Nomad มา Integrate เข้ากับ ตัว Router Base ของ Connext ซึ่งข้อมูลจากตัว Router ที่อยู่ Off Chain สามารถยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องจาก transaction ใน Nomad ทำให้จากต้องใช้เวลา 30 นาที ลดลงมาเหลือประมาณ 2 นาที ทำให้การ Communicate ของ Cross Chain นั้นทำให้ดีขึ้น Nomad กับ Connext ไม่ใช่บริษัทเดียวกันแต่ Nomad นั้นเป็น Close parther กับทาง Connext
Validator นั้นเป็นเหมือนสิ่งที่บ่งบอกว่า Network นั้นแข่งแกร่งแค่ไหน ถ้าสมมุติมี 100% ของ Validator ถ้าเกิด 50% โกง Network ก็จะพังได้ แต่ในขณะเดียวกันต่อให้ 100% ของ Router ต้องการที่จะโกง ก็จะไม่สามารถทำให้เงินสูญหายไปได้ และนี้ก็เป็นจุดเด่นของ Connext เพราะเราแทบจะไม่ต้อง rely ใน Trust Assumption เลยถ้า Router ทำการร่วมมือกันโกง ก็ไม่สามารถโกงเงินเราได้อยู่ดี เพราะได้ถูกออกแบบมาให้ไม่สามารถโกงได้ แต่ก็จะมีปัญหาในส่วนของ Scalability เพราะปัจจุบันนั้นยังเป็นแบบ 1:1 เมื่อไหร่ก็ตามที่ Router ได้ Off ไปก็จะเกิดปัญหาได้ แต่ตอนนี้ทางทีมกำลังพัฒนาให้เป็น 1:N และตอนนี้ได้มี Router จำนวนมากกำลังอยู่ใน waitlist เตรียมที่จะมาทำหลังจากการ Upgrade Network สำเร็จ แต่ Router ก็จะมีข้อเสียคือ ถ้าอยากจะมี Router ที่ใครจะมา Actigate liquidity ได้ก็จะต้องอาศัย Smart Contact แต่ปัญหานี้ก็สามารถแก้ด้วยการไป Spin Cross Chain Smart Contact มาอันนึงที่คอยรวบรวมเงินเพื่อเอามาเปิดเป็น Router
Connext สามารถที่จะเชื่อมต่อไปทาง chain ไหนก็ได้ โดยจะต้องมีนักพัฒนาใน chain นั้นๆมาเขียนโค้ดเพื่อเชื่อมต่อ โดยทาง Chain ปลายทางจะต่อ Support กัน เช่น Cryptography และการเข้ารหัสต่างๆ ซึ่งถ้าปลาย Chain สามารถทำได้ Connext ก็สามารถเชื่อมต่อได้หมด แต่จะมีข้อเสียตรงที่ ทาง EVM เราจะไม่ต้องทำอะไรเยอะโดยเวลาเราเขียนโค้ดใน EVM chain เราสามารถที่จะก็อปโค้ดของเราเพื่อไปใช้ใน EVM chain อีก chain นึงโดยที่ไม่มีปัญหาอะไรซึ่งจะง่ายสำหรับการพัฒนา แต่ สำหรับ NON-EVM chain จะต้องมาไล่ logit ของ solidity ที่อยู่บน EVM แล้วมาเปลี่ยนให้มาลงใน NON-EVM chain ได้ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องใช้เวลา โดยทางทีม Connext นั้นไม่ได้มีความเชี่ยวชาญไปในทางส่วนของ NON-EVM ดังนั้นจึงไปโฟกัสในส่วนของ EVM chain มากกว่า
ทางทีมต้องการที่จะมีแรงจูงใจให้กับ Community โดยจะให้ reward กับคนที่ทำประโยชน์ให้กับทาง Ecosystem ของทาง Connext
โดยจะแบ่งออกเป็น 5 tracks ดังนี้
1.Ambassador 2.Moderator 3.Content Creator & Education 4.Router 5.Builder
สามารถเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องเป็น developer โดยสามารถเข้าร่วมในการสร้าง content ต่างๆ หรือช่วยตอบคำถามช่วยเหลือคนใน community ปัจจุบันได้มีคน KYC ผ่านแล้วประมาณ 5000 คน ซึ่งรอบแรกจะรับ 500 คน และในรอบอื่นๆจะรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
Arjun นั้นได้เริ่มเข้ามาใน Ecosystem ของ Etheruem มาตั้งนานแล้ว ซึ่งได้เริ่มสร้าง Connext มาตั้งแต่ ปี 2016 กับ Co-founder ที่ชื่อว่า Rahul ซึ่งสมัยปี 2016 นั้นเป็นช่วงที่ Cryptocurrency ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักกันมากนักทำให้ในสมัยนั้นมีจำนวนของ developer ที่ไม่เยอะมาก ทำให้รู้จักกันเป็นอย่างดีกับ developer คนอื่นๆ เช่น Plasma ที่ตอนนี้มาทำ Polygon ทำให้ Arjun นั้นมี connection ที่ค่อนข้างดีในวงการนี้
อย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันได้เกิด Layer 2 War ที่เราจะเห็นได้อย่างทั่วไป เช่น Optimism, Polygon and Arbitrum หรือไม่ว่าจะเป็น Chain ที่แยกออกมาทำเองอย่างเช่น Fantom แต่ในปัจจุบันเราไม่สามารถที่จะ Scale Blockchain เดียวให้ขึ้นไปได้เรื่อยๆ แต่ต้องทำให้ Excecution นั้น Parallel กัน ด้วยการ Spin Chain หรือการ Spin Layer 2 แต่ก็ยังมีปัญหาว่าควรเป็นในลักษณะ Roll-up หรือจะเป็นในลักษณะอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องมาดูก่อนว่าคนส่วนใหญ่นั้นเชื่อในแบบไหนหรือชอบใน Usecase แบบไหน ดังนั้นในเมื่อมี Chain เกิดขึ้นมากมายการที่เราจะย้ายทรัพย์สิน จาก Chain นึงไปที่ Chain อื่นนั้นเราจะทำได้ยังไง การที่เกิด Chain ขึ้นมากมายนั้นไม่ได้เป็น Idea ที่ดีเท่าไหร่เพราะนอกจากจะเพิ่มภาระให้กับ User แล้วยังเพิ่มภาระให้กับทาง Developer อีกด้วยในการพัฒนา Dapps ให้ Interact ระหว่าง Chain ซึ่งทาง Connext ได้เห็นถึงปัญหาในส่วนนี้ สิ่งที่ Connext ได้ทำนั้นจะเป็นเหมือน Complication Network เป็นเหมือนกับ Layer ที่คอยเชื่อม Blockchain ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็อาจจะเหมือนกับ Bridge อย่าง Axelar หรือ Layer Zero ซึ่งในเชิงของการแก้ปัญหาอาจจะเหมือนกัน แต่ในเรื่องของวธีการจะไม่เหมือนกัน ซึ่งในปัจจุบัน การ Interoperability นั้นมีหลายแบบแต่สิ่งที่ทำให้ connext นั้นเด่นของมาก็จะเป็นเรื่องของ Infrastructure ซึ่งจะแตกต่างจาก Axelar หรือ Layer Zero ตรงที่ว่าเราจะต้องมี Trust Assumption กับทางตัว Network เอง เราต้องเชื่อใน Validator แต่สิ่งที่ทำให้ Connext โดดเด่นกว่าตรงที่ไม่ต้องใช้ Trust Assumption เลย
การทำ Optimisitc นั้นเวลาที่ submitted transaction จะได้รับ transaction นี้ว่าถูกต้องทันทีจนกว่าจะมีคนบอกว่าผิด แต่ถ้าเกิดมีคนบอกว่าผิด transaction นี้จะผิดทันที นี้คือ Fraud Proof ซึ่ง Fraud Proof นั้นเป็นของ Nomad ที่เป็น Partner กับทาง Connext และในขณะเดียวกันสิ่งที่ Connext ทำนั้นคือการ Bridge การที่ Connext สามารถส่งข้อมูลไปมาระหว่าง Chain นั้นมาจาก Amarok Upgrade ทาง Connext ได้นำตัว Communication Layer ของ Nomad ที่เป็น Fraud Proof มารวมเข้ากับ Liquidity Network ของทาง Connext มาต่อรวมกันเป็นเหมือนกับ Lego พอมารวมกันแบบนี้แล้วพอมีสอง Layer ที่มาทำงานร่วมกัน จากตอนแรกที่ Nomad ต้องใช้เวลา 30 นาทีในการส่งต่อข้อมูล ( ซึ่งตอนแรก 30 นาทีนี้มีเพื่อเช็คว่ามีใครไม่เห็นด้วยกับข้อมูลนั้นหรือไม่ ) แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อนำ Nomad มา Integrate เข้ากับ ตัว Router Base ของ Connext ซึ่งข้อมูลจากตัว Router ที่อยู่ Off Chain สามารถยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องจาก transaction ใน Nomad ทำให้จากต้องใช้เวลา 30 นาที ลดลงมาเหลือประมาณ 2 นาที ทำให้การ Communicate ของ Cross Chain นั้นทำให้ดีขึ้น Nomad กับ Connext ไม่ใช่บริษัทเดียวกันแต่ Nomad นั้นเป็น Close parther กับทาง Connext
Validator นั้นเป็นเหมือนสิ่งที่บ่งบอกว่า Network นั้นแข่งแกร่งแค่ไหน ถ้าสมมุติมี 100% ของ Validator ถ้าเกิด 50% โกง Network ก็จะพังได้ แต่ในขณะเดียวกันต่อให้ 100% ของ Router ต้องการที่จะโกง ก็จะไม่สามารถทำให้เงินสูญหายไปได้ และนี้ก็เป็นจุดเด่นของ Connext เพราะเราแทบจะไม่ต้อง rely ใน Trust Assumption เลยถ้า Router ทำการร่วมมือกันโกง ก็ไม่สามารถโกงเงินเราได้อยู่ดี เพราะได้ถูกออกแบบมาให้ไม่สามารถโกงได้ แต่ก็จะมีปัญหาในส่วนของ Scalability เพราะปัจจุบันนั้นยังเป็นแบบ 1:1 เมื่อไหร่ก็ตามที่ Router ได้ Off ไปก็จะเกิดปัญหาได้ แต่ตอนนี้ทางทีมกำลังพัฒนาให้เป็น 1:N และตอนนี้ได้มี Router จำนวนมากกำลังอยู่ใน waitlist เตรียมที่จะมาทำหลังจากการ Upgrade Network สำเร็จ แต่ Router ก็จะมีข้อเสียคือ ถ้าอยากจะมี Router ที่ใครจะมา Actigate liquidity ได้ก็จะต้องอาศัย Smart Contact แต่ปัญหานี้ก็สามารถแก้ด้วยการไป Spin Cross Chain Smart Contact มาอันนึงที่คอยรวบรวมเงินเพื่อเอามาเปิดเป็น Router
Connext สามารถที่จะเชื่อมต่อไปทาง chain ไหนก็ได้ โดยจะต้องมีนักพัฒนาใน chain นั้นๆมาเขียนโค้ดเพื่อเชื่อมต่อ โดยทาง Chain ปลายทางจะต่อ Support กัน เช่น Cryptography และการเข้ารหัสต่างๆ ซึ่งถ้าปลาย Chain สามารถทำได้ Connext ก็สามารถเชื่อมต่อได้หมด แต่จะมีข้อเสียตรงที่ ทาง EVM เราจะไม่ต้องทำอะไรเยอะโดยเวลาเราเขียนโค้ดใน EVM chain เราสามารถที่จะก็อปโค้ดของเราเพื่อไปใช้ใน EVM chain อีก chain นึงโดยที่ไม่มีปัญหาอะไรซึ่งจะง่ายสำหรับการพัฒนา แต่ สำหรับ NON-EVM chain จะต้องมาไล่ logit ของ solidity ที่อยู่บน EVM แล้วมาเปลี่ยนให้มาลงใน NON-EVM chain ได้ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องใช้เวลา โดยทางทีม Connext นั้นไม่ได้มีความเชี่ยวชาญไปในทางส่วนของ NON-EVM ดังนั้นจึงไปโฟกัสในส่วนของ EVM chain มากกว่า
ทางทีมต้องการที่จะมีแรงจูงใจให้กับ Community โดยจะให้ reward กับคนที่ทำประโยชน์ให้กับทาง Ecosystem ของทาง Connext
โดยจะแบ่งออกเป็น 5 tracks ดังนี้
1.Ambassador 2.Moderator 3.Content Creator & Education 4.Router 5.Builder
สามารถเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องเป็น developer โดยสามารถเข้าร่วมในการสร้าง content ต่างๆ หรือช่วยตอบคำถามช่วยเหลือคนใน community ปัจจุบันได้มีคน KYC ผ่านแล้วประมาณ 5000 คน ซึ่งรอบแรกจะรับ 500 คน และในรอบอื่นๆจะรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
No activity yet