Cover photo

มันคือฝุ่น PM2.5 ที่คนทั้งประเทศกลัวกันจริง ๆ หรือ?

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 16 ม.ค. 2564, บน realman.guru

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ค่า PM2.5 (Particulate Matter 2.5) ขึ้นสูงทั่วกรุงเทพตั้งแต่เช้า คนที่ไม่มีเครื่องวัด PM2.5 อยู่กับตัว ก็คงจะได้รับทราบผ่านคนรอบตัว จากกรุ๊ปแชท หรือจากฟีดของเพื่อน

ด้วยความสงสัยในเรื่องที่คนเขาตื่นเต้นกัน ก็เลยเริ่มมาคิดว่า เอ๊ะ วงจรชีวิตของฝุ่น PM2.5 ที่เขาฮือฮากันดังค่า AQI (Air Quality Index) ที่ปรากฎนี่มันเป็นยังไงนะ ถ้ามันเป็นฝุ่นจริงที่อยู่ในอากาศ มันก็ควรจะอยู่แบบนั้นไปตลอดจนกว่า(พวก)เราจะทำอะไรบางอย่างเพื่อกำจัดมันออกไปสิ แล้วทำไมจากที่เราเห็นกัน บทมันจะมาก็มา บทมันจะไปก็ไป? ทำไมค่ามักจะสูงในตอนเช้า และเบาลงในตอนบ่ายหรือบางทีก็หายไปเลย?

เวลาฝุ่น PM2.5 มีค่าสูงเราอธิบายว่ามันมาจากท่อไอเสีย งานก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม (ซึ่งกรุงเทพฯไม่ค่อยมี) ถ้าเป็นอย่างนั้นเวลาตัวเลขมันไม่ขึ้นสูงปรี๊ดแบบนี้เจ้าฝุ่นมันหายไปไหน? อย่าหาว่ายียวนกวนประสาท ช่วงนี้คน WFH กันเยอะ รถน้อยถนนโล่งแม้กระทั่งวันเสาร์ บวกกับเศรษฐกิจชลอตัว งานก่อสร้างชลอตาม ฝุ่นจากที่ไหนจะที่มาทำให้ค่า PM2.5 พุ่งสูงขนาดนี้?

ค่า AQI ในกรุงเทพฯ วันที่ 16 มค. 64 เวลา 08:00 น
ค่า AQI ในกรุงเทพฯ วันที่ 16 มค. 64 เวลา 08:00 น

แบบนี้มันคือฝุ่นร้ายที่เรากลัวขยาดแขยงกันจริง ๆ หรือ?

สิ่งที่จะนำเสนอในบทความนี้อาจจะขัดกับสิ่งที่คุณเชื่อหรืออยากเชื่อ

แต่ (Re)think อยากขอชวนให้คุณลองคิดกันดูอีกทีครับ

__________

เครื่องวัดค่า PM2.5 ทำงานอย่างไร?

เครื่องวัดค่า PM2.5 หลาย ๆ รุ่นอาจจะมีการทำงานแตกต่างกันไปในละเอียด แต่หลักการทำงานของมันจะยังคงอยู่ในรูปแบบเดียวกันนี้ คือ

หลักการทำงานของเครื่องตรวจจับ PM2.5
หลักการทำงานของเครื่องตรวจจับ PM2.5
  • มีพัดลมตัวน้อย*ดูดตัวอย่างอากาศรอบ ๆ เข้ามาสู่ท่อในตัวเครื่อง

  • มีเลเซอร์ฉายขวางท่อนั้นอยู่ และมีตัวรับเลเซอร์อยู่อีกฝั่งหนึ่ง

  • จากนั้นเครื่องจะนำค่าที่ตัวรับเลเซอร์รับได้ไปคำนวณ เพื่อหาว่ามีอนุภาคขนาด 2.5 ไมครอน (2.5μm) หรือที่เราเรียกว่า PM2.5 อยู่ในตัวอย่างอากาศนั้นมากน้อยแค่ไหน

    • หากตัวอย่างอากาศที่เข้ามาในท่อมีฝุ่นอยู่น้อย ตัวรับเลเซอร์อีกฝั่งหนึ่งจะตรวจจับความเข้มของเลเซอร์ได้ดี เพราะมีการกระเจิงของแสงน้อย

    • หากตัวอย่างอากาศที่เข้ามาในท่อมีฝุ่นอยู่มาก ตัวรับเลเซอร์อีกฝั่งหนึ่งจะตรวจจับความเข้มของเลเซอร์ได้น้อย เพราะมีการกระเจิงของแสงมาก

*สำหรับท่านที่มีเครื่องตรวจวัดค่า PM2.5 ขนาดพกพาอยู่กับตัว ลองเล่นดูได้โดยนำเครื่องมาแนบที่หูแล้วกดเปิดเครื่อง ท่านจะได้ยินเสียงพัดลมหมุนติ้ว ๆ และลองกดเพื่อปิดเครื่อง เสียงนั้นจะหายไป

นอกจากนั้น เครื่องตรวจจับ PM2.5 นี้โดยมากจะตรวจวัด PM10 หรืออนุภาคขนาด 10 ไมครอน (10μm) ด้วย จากนั้นจึงนำค่าที่ได้ไปคำนวณหา AQI และแสดงผลให้เรารับทราบอีกที

ด้วยหลักการนี้ เครื่องนี้ใช้ตรวจวัดอนุภาค PM2.5 และ PM10 ในอากาศจริง แต่มันไม่ได้บอกว่าอนุภาคนั้นคืออะไร เราควรจะตกใจกลัวหรือไม่

เรื่องสนุกเพิ่งเริ่มขึ้นครับ

__________

ฝุ่น PM2.5 กับอนุภาคของหมอก มีขนาดไม่ต่างกัน

เรารู้แน่ ๆ ว่าผู้ร้ายของเรื่องนี้คือฝุ่น PM2.5 ซึ่งมาจากท่อไอเสีย งานก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม แม้กระทั่งควันไฟ ที่แม้จะอาศัยอยู่ร่วมกันกับมนุษย์มาช้านาน แต่วันนี้เรากลับบอกว่ามันเป็นอันตรายร้ายแรงมาก ๆ 🙄

ทีนี้ มันดันมีพี่อีกคนหนึ่งที่มีขนาดอนุภาคไล่เลี่ยกับพี่ผู้ร้ายข้างบนก็คือ หมอก

ใครที่ไม่แน่ใจว่าหมอกคืออะไร ลองพิจารณาคำนิยามนี้จาก wiki ครับ

หมอก (อังกฤษ: fog) คือกลุ่มละอองน้ำที่ลอยตัวอยู่ในระดับต่ำเหนือพื้นดิน ซึ่งเมฆบางครั้งก็ถูกพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งของหมอก

แล้วหมอกเกิดขึ้นมาได้อย่างไรล่ะ

โดยปกติจะเกิดเมื่อมีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับใกล้กับ 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้หมอกยังสามารถก่อตัวขึ้นจากการเกิดความชื้นขึ้นมากมายในอากาศ หรืออุณหภูมิของอากาศในบริเวณโดยรอบลดลงอย่างรวดเร็ว

แปลเป็นภาษามนุษย์ก็คือ ถ้าในบริเวณหนึ่งอากาศมีความชื้นสูงและในขณะเดียวกันอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว จะเกิดหมอกขึ้นในบริเวณนั้น

ช่วงเวลาหน้าหนาว แม้จะไม่ค่อยหนาว แต่อุณหภูมิในบ้านเราก็จะลดลงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งปี โดยเฉพาะในตอนเช้ามืดถึงรุ่งสางจะเป็นช่วงเวลาที่อุณหภูมิต่ำที่สุดของวัน

อุณหภูมิในแต่ละวันของกรุงเทพฯ วันที่ 11 - 16 มค 64
อุณหภูมิในแต่ละวันของกรุงเทพฯ วันที่ 11 - 16 มค 64

เรื่องมันสนุกขึ้นตรงที่ ขนาดของละอองน้ำฝอย ๆ ที่รวมตัวกันเป็นหมอกเนี่ย มันดันมีขนาดใกล้เคียงกับฝุ่นละเอียด และควันพิษร้ายขนาด PM10

จากเวปไซต์ Atmospheric Optics ได้ระบุว่า

Cloud, fog and mist droplets are very small. Their mean diameter is typically only 10-15 micron

แปลออกมาก็คือ

เมฆ หมอก และละอองน้ำในอากาศมีขนาดเล็กมาก โดยเฉลี่ยมีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 10-15 ไมครอน

อ่าว ถ้าขนาดของหมอกและฝุ่นตัวร้ายใกล้เคียงกันแบบนี้ แปลว่าถ้าเจ้าเครื่องตรวจจับ PM2.5 ตรวจเจอหมอก เลขที่มันคำนวณได้ก็จะต้องสูงขึ้นด้วยน่ะสินะ

ก็ในเมื่อเครื่องตรวจจับ PM2.5 มันบอกเราได้ว่า ขณะนี้บริเวณที่เครื่องนี้ทำงานอยู่ มีอนุภาคขนาด PM2.5 หรือ PM10 อยู่เยอะ แต่มันไม่ได้บอกเราว่าอนุภาคนั้นคืออะไร มันคือฝุ่นละเอียด ควันพิษ หรือมันคือหมอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ...

เรื่องที่เราสงสัยกันมาในตอนต้นมันเริ่มจะชัดขึ้นแล้ว ว่าทำไมค่า PM2.5 มันมา ๆ หาย ๆ ทำไมมันมักจะมาในเวลาเช้า ทำไมหน้าหนาวถึงมาบ่อยกว่าฤดูอื่น

ใครที่ยังไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น กลับขึ้นไปอ่านอีกทีนะครับ

__________

ทดสอบเครื่องวัด PM 2.5

ด้วยความที่อยากรู้ว่าทฤษฏีนี้ถูกต้องจริงหรือไม่ เจ้าเครื่องตรวจจับ PM2.5 มันแยกไม่ออกระหว่างฝุ่นร้ายกับหมอกจริงหรือเปล่า เราจะทดลองเอาไปตรวจจับหมอกกันดู

ว่าแต่ ที่ไหนที่เราจะสร้างหมอกได้นะ

  • ความชื้นสูง - อากาศบ้านเรามีให้อยู่แล้ว

  • ความเย็น - หาได้จากที่ไหนนะ ...คิด คิด คิด

ตู้เย็นไง!

ใครที่มีเครื่องวัด PM2.5 อยู่กับตัว ลองเล่นแบบนี้ดูครับ

  • เปิดเครื่องวัด PM2.5 ของคุณไว้ให้พร้อม

  • ถ่ายรูป ณ อุณหภูมิห้องก่อน

  • จากนั้นเปิดช่องฟรีซออกมาเอาเครื่องของคุณไปตั้งไว้ เมื่อความเย็นปะทะกับความชื้นนอกตู้เย็นคุณจะได้ไอเย็นหรือหมอกของเรานั่นเอง

  • ถ่ายรูปเครื่องวัด PM2.5 ของคุณเพื่อดูสิว่าไอเย็นจากตู้เย็นของคุณมีความเป็นพิษแค่ไหน 🤣

  • เอามาอวดกันได้ในคอมเมนท์ข้างล่างนี้เลย

ของผมได้ตามรูปข้างล่างนี้ครับ

เครื่องวัด PM2.5 วัดได้ 517 ที่หน้าช่องฟรีซ
เครื่องวัด PM2.5 วัดได้ 517 ที่หน้าช่องฟรีซ

แวะเล่นกันเสร็จแล้ว กลับไปเรียนกันต่อนะครับ

__________

ตัวเลข PM 2.5 ในแอพมือถือ ไม่เหมือนกับการที่เราถือปรอทวัดอุณหภูมิ

เมื่อเราเข้าใจหลักการทำงานของเครื่องตรวจจับ PM2.5 แล้ว ทำให้เรารู้แล้วว่ามันแยกไม่ออกระหว่างฝุ่นละเอียดกับหมอก เรายังบอกได้อีกด้วยว่ามันตรวจวัดได้เฉพาะอากาศที่อยู่รอบ ๆ ตัวเครื่องเท่านั้น - นั่นบอกอะไรเรา?

ก่อนอื่นลองแวะถามกันก่อนว่า ตัวเลข AQI ที่เราเห็นในแอพบนมือถือมาจากไหน? ในเมื่อมือถือของเราไม่ใช่เครื่องตรวจวัด PM2.5 โดยกำเนิด - มันไม่มีพัดลมดูดตัวอย่างอากาศเข้ามาตรวจ มันไม่มีเลเซอร์และตัวรับเลเซอร์ที่จะเอาการกระเจิงแสงมาคำนวณความหนาแน่นของอนุภาคในอากาศ...

ไม่ว่าคุณจะเช็คค่า AQI ผ่านแอพหรือจากบนเวป ค่าที่คุณเห็นมันมาจากเซ็นเซอร์ที่อยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ รอบกรุง เซ็นเซอร์เหล่านี้ส่งค่าไปยังเวปหรือแอพ และมือถือของคุณก็ต่ออินเตอร์เนตเข้าไปดูว่าค่า AQI ณ ตำแหน่งที่คุณสนใจคืออะไร

อาจจะฟังดูเข้าใจยาก แต่ประเด็นของเรื่องนี้คือ มือถือของคุณไม่ได้บอกค่า AQI ณ จุดที่คุณหายใจอยู่ แต่มันบอกค่าที่เซ็นเซอร์ ณ ตำแหน่งนั้น ๆ วัดได้ ทำให้เกิดความคลาดคลื่อนทางระยะทางสูงมาก มันไม่เหมือนกับการที่เราถือปรอทวัดอุณหภูมิด้วยตนเอง - ค่าที่เราเห็นจากปรอท คืออุณหภูมิ ณ จุดที่เราถือปรอทอยู่จริง ๆ

หากยังคงเข้าใจยาก ขอแนะนำให้ดูค่า AQI ที่บริเวณอโศกจากแอพในมือถือ และลองถือเครื่องวัด PM2.5 เดินไปให้ทั่วบริเวณอโศก และดูสิว่าค่ามันเท่ากันหรือไม่

__________

สรุปแล้ว เราควรจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร

แม้เครื่องตรวจจับ PM2.5 จะไม่สามารถบอกได้ว่าฝุ่นหรือหมอก แต่คุณมีสิทธิเลือกว่าอยากจะเชื่ออะไร

หลายคนเลือกไปแล้ว ว่าจะเชื่ออะไร ดังนั้น บทความนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้

แต่ผม หนึ่งในทีมงาน REAL MAN เราเลือกที่จะใช้ชีวิตด้วยความหวัง มากกว่าความหวาดกลัว เราเลือกที่จะเชื่อว่ามีเรื่องดี ๆ รอเราอยู่ในทุกวัน มากกว่ากังวลว่าจะมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นกับฉัน

วันนี้เมื่อ 10 ปีก่อน ไม่มีเรื่องนี้อยู่ในกระแสสังคม ไม่มีเครื่องตรวจจับ PM2.5 ไม่มีเวป ไม่มีแอพคอยบอก ค่า AQI - เราในวันนั้นกลัวเรื่องนี้ไหม

วันนี้ เรามีเรื่องนี้เข้ามาในกระแสสังคม มีข้อมูลทุกอย่างที่อาจจะใช่หรือไม่ใช่ข้อเท็จจริง มีค่า AQI ที่บอกได้ไม่ชัดเจนว่าเป็นฝุ่นละเอียดหรือหมอก เราจะกลัวเรื่องนี้ไหม เป็นทางเลือกของเรา

อะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่างตัวเลขที่บอกไม่ได้ว่าแปลว่าอะไรแน่ กับความวิตกกังวลในใจเราเอง?

ผมคนหนึ่งที่ขอหายใจให้เต็มปอดก่อนละครับ

Be a REAL MAN

__________

มุมเนิร์ด

สำหรับคนที่อยากรู้ว่า แล้วเมื่อไหร่เราควรจะเริ่มกังวลว่ารอบตัวเรามีฝุ่นละเอียดที่เป็นพิษอยู่จริงหรือเปล่า มันไม่ใช่หมอกแล้ว มันคือฝุ่นร้ายแน่ ๆ ลองงานวิจัยจากปักกิ่ง (ต้นกำเนิดเรื่องกังวลใจ PM2.5 ในบ้านเรา) ว่าสภาพที่อากาศเป็นพิษจริง ๆ มีลักษณะเป็นอย่างไร และเขาจัดการให้มันหายไปอย่างเป็นระบบอย่างไร

References: