
เรามารู้จักจุดประสงค์ของ Blockchain กันก่อน
มี crypto และ blockchain ไปทำไม ?
ภาพใหญ่จะทำให้ทุกคนเข้าใจภาพที่เล็กลงได้ดีขึ้นครับ
blockchain เป็นมายังไง บทความนี้จะเล่าให้ฟังครับ
เราต้องมีปัญหาเกิดขึ้นก่อน ถึงจะมี technology ใหม่ เพื่อแก้ปัญหา
ปัญหา คือ การมีอำนาจรวมศูนย์ นั้นเอง
เราฝากเงินไว้ในธนาคารเราต้องเชื่อตัวเลขในคอมของธนาคาร
เราโหวตเลือก สส. เราต้องเชื่อใจว่า สส. จะไม่งู่เห่า
ในโลกเดิม
เรามอบอำนาจไว้กับใครบางคนหรือบางกลุ่มเสมอ
Blockchain + Decentralized
มาเพื่อแก้ปัญหาการวมศูนย์อำนาจ ผ่านความสามารถที่ไม่มีใคมีอำนาจเหนือระบบ
และแก้ไขย้อนหลังข้อมูลได้
** ไม่ใช่ทุก Blockchain เป็น Decentralized **
ผู้สร้าง Bitcoin ก็มองเห็นปัญหาของเงินแบบเดิม
เงินที่จับต้องได้มีตัวตน ต้องเก็บและรักษายาก
การเก็บและใช้จ่ายในทั้งoffline/online
ยังต้องดำเนินการผ่านตัวกลาง เช่น ธนาคารกลาง สถาบันทางการเงิน
Visa/Master Card Payment Gateway และอื่นๆ
เป็นที่มาของความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือของ ผู้ให้บริการที่รวมศูนย์
มีอำนาจเด็ดขาดในตัวเงิน ค่าธรรมเนียม ค่าบริการต่างๆ ที่ผู้ใช้ถูกเรียกเก็บ
และที่สำคัญเลยคือ นโยบายทางการเงิน และเงินที่มีเจ้าของ คือธนาคารกลาง
ถ้าเราใช้ เงินบาท แล้วไปกู้เงินมา 100 ล้าน ดอก 5% = 5 ล้าน
แบงค์ชาติ ประกาศขึ้นอีก 5 เป็น 10 ดอกเพิ่มมาทันที 5 ล้าน
ค่างวดก็เพิ่มอีก
จะโอนเงินไป ตปท เสีย 1200 บาท/ธุรกรรม
เราก็ต้องเสีย เราทำอะไรไม่ได้เลย
แต่มีกลุ่มคนที่สามารถคุมนโยบายตรงนี้ได้
จึงเกิดเชนแบบ application-specific blockchain(สั้นๆว่า appChain)
คือ เชนที่มีออกแบบเฉพาะเพื่อทำงานบางอย่าง
ในตัวอย่างนี้คือ Bitcoin ซึ่ง application เดียวที่ผู้สร้างตั้งใจ
ตาม paper คือ A peer to peer electronic cash system
แปลเป็นไทยขยายความว่า เป็นเงิน(Hard Money)ที่อยู่บนโลก internet
เงินที่ส่งระหว่างคนต่อคนโดยตรง ไร้ศูนย์กลาง ไร้คนควบคุม
ไม่ต้องการความเชื่อใจในการใช้งานและถือครอง
มีนโยบายทางการเงินที่คงที่ ไม่ปลี่ยนไปให้ประโชนย์หรือให้โทษกับใครได้
ช่วงหลังๆคนได้เห็นตรงกันว่า BTC สร้างขึ้นเพื่อเป็นเงิน
และ BTC ก็ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานรูปแบบอื่นได้เช่นกัน
เราอาจเรียกจุดเริ่มต้นนี้ว่า ยุคที่ 1 ของ crypto
เพราะโลกได้เห็น use case แรกที่ประสบความสำเร็จของ blockchain
ต่อมา Ethereum สร้างขึ้นมาใหม่บนจุดประสงค์ที่เป็น compute public blockchain
เชนที่สามารถประมวลผล assets ที่อยู่บนเชนได้
การที่เราสามารถสร้างเงื่อนไขและคำนวนได้
ทำให้เกิด dApps อีกมากมาย ซึ่ง DeFI ก็เป็น dApp กลุ่มแรกๆที่เกิดขึ้น
จึงเกิดเป็นยุคที่ 2 ของ Crypto
แต่ทุกคนก็รู้ว่า มันจะไม่หยุดอยู่แค่ DeFI เพราะทุกอย่างบนโลก offline
ก็สามารถมาอยู่บน Blockchain ได้
เหมือนกับที่เราเริ่มเห็นทุกอย่างย้ายมาอยู่บน internet
เริ่มต้น internet รองรับแค่ ตัวหนังสือ
ต่อมา ภาพ > video
ปัจจุปัน digital asset
อนาคต … ก็จะรองรับมากขึ้นไปอีก
ในยุคที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง
Web 3.0 ยังไม่เกิดขึ้น แต่จากพื้นฐานที่สร้างมาก่อนหน้า
มันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะ ผู้ใช้งานจะเลือกใช้ สิ่งที่สะดวกกว่า
ถูกกว่า เร็วกว่าและดีกว่าอยู่เสมอ
ถ้าเราคิดค้น email line ได้แล้ว
สุดท้ายคนก็จะเลิกส่งจดหมายหากัน
ไม่ช้าก็เร็วโลกจะเข้าสู่ยุค Web 3.0 ที่มี blockchain เป็นจิ๊กซอสำคัญ
ในการส่งมอบและแลกเปลี่ยน digital asset อย่างแน่นอน
และการใช้งาน web 3.0 ก็จะเปลี่ยนโลกอีกครั้ง
web 3.0 คือ web 2.0 + blockchain(appChain)
และ blockchain ที่มาตอบโจทย์นี้คงหนีไม่พ้น Polkadot, Cosmos และ Octopus
ตอนหน้าเราจะมาดูกันว่า
web 3.0 จะเป็น web 2.0+Ethereum
หรือจะยังมีช่องว่างให้ เชน อื่นๆ ได้เกิดขึ้น ?
โลกจะเป็น MultiChain หรือไม่ ?
ติดตามได้อาทิตย์หน้าครับ จบตอนพิเศษ ก่อนจะไป Octopus บทความหน้า
ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์อยากให้ทำต่อไป ขอ like retweet หน่อยนะครับ หรือ comment มาได้เลยว่าอยากให้ทำเรื่องอะไร
จบ ขอบคุณครับ
ติดตามและพูดคุยกับผมได้ที่ https://twitter.com/fridayme1
