
Subscribe to Kryth

Subscribe to Kryth
Share Dialog
Share Dialog
<100 subscribers
<100 subscribers
หลายคนคงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในชีวิต ซึ่งเป็นปกติที่มันมักจะล้มเหลว แต่มันไม่ได้หมายความว่าเขาขาดความพยายามหรือความมุมานะ หากแต่สิ่งที่เขาขาดคือ ”ความรู้ในการสร้างพฤติกรรมที่จะเปลี่ยนชีวิต”
บทความนี้เป็นบทความที่สรุปเนื้อหาจากหนังสือ Atomic Habits ที่เขียนโดย James Clear โดยมีจุดประสงค์เพื่ออ่านเองและทบทวนหลังจากการอ่านหนังสือเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวผู้เขียนเองเท่านั้น เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ก็ไปเริ่มกันเลยครับ
#1 The fundamentals : Why Tiny Changes Make a Big Difference?
เมื่อคนเราต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น สิ่งแรกที่ทุกคนคาดหวังคือ การเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ (Significant changes) เพื่อผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็คงจะคิดแบบนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามองข้ามไปคือ การเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยหากรวมกันมากพอก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ผลลัพธ์ทึี่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน (เป็นแนวคิดหลักของหนังสือเล่มนี้) แต่ทว่าคนส่วนมากกลับละทิ้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปก่อนที่มันจะสัมฤทธิ์ผลเนื่องจากเขาคาดหวังว่า กราฟระหว่างผลลัพธ์และเวลาจะเป็นเส้นตรง ทั้งๆที่จริงๆมันเป็นกราฟเอกโปเนนเทียล (ง่ายๆ ก็คือในช่วงแรกๆของความพยายามมันจะไม่มีผลลัพธ์ที่ชัดเจน แต่เมื่อผ่านไปถึงจุดที่สามารถจุดประกายได้ มันจะพุ่งให้เห็นอย่างชัดเจน)

“เมื่อไม่มีอะไรที่ดูเหมือนจะสามารถทำและแก้ไขได้ ข้าพเจ้ามักจะไปดูช่างตัดหินตีหินของเขา เขาอาจจะตีเป็นร้อยครั้ง โดยไม่เกิดรอยแตกใดๆบนหินก้อนนั้น หากแต่เมื่อเขาตีครั้งที่หนึ่งร้อยและหนึ่งครั้ง หินก้อนนั้นก็แตกและแยกเป็นสองชิ้น ซึ่งข้าพเจ้าก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่การตีครั้งสุดท้ายที่ทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น แต่ว่าเป็นเพราะการตีทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้” -Jacob Riis
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงตัวเองคือความพยายามและความรู้ เมื่อสามารถสะสมการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปจนถึงจุดหนี่งที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ คนภายนอกอาจจะมองว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงหนึ่งครั้ง แต่คนที่ทำจะรู้แน่นอนว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงชั่วข้ามคืน แต่เป็นการสะสมพฤติกรรมเล็กที่มากพอจะทำให้เราประสอบความสำเร็จ
การเปลี่ยนแปลงแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงในเชิงผลลัพธ์ (Outcome change), การเปลี่ยนแปลงในเชิงวิธีการ (Process change) และ การเปลี่ยนแปลงในเชิงตัวตน (Identity change) แต่วิธีการที่สัมฤทธิ์ผลที่สุดในการเปลี่ยนแปลงคตัวเองคือเปลี่ยนแปลงในเชิงตัวตนก่อน กล่าวคือ “ตั้งเป้าหมาว่าเราจะเป็นใคร“ ไม่ใช่อะไรที่เราอยากเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น
หากว่ามีคนๆหนี่งอยากเลิกสูบบุหรี่ แล้วมีคนมาถามเขาว่าเอาบุหรี่ไหม เขาจึงตอบกลับไปว่า “ไม่เอาครับ ผมกำลังพยายามเลิกบุหรี่อยู่” แปลว่าเขายังคงเชื่อว่าเขาเป็นคนที่สูบบุหรี่เพียงแต่ต้องการจะเลิกสูบเท่านั้น แต่หากเขาตอบกลับไปว่า “ไม่ครับ ผมไม่สูบบุหรี่“ อาจจะดูต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ว่า สิ่งที่ต่างกันคือความเชื่อว่าเราเป็นอะไร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างยิ่ง และยังทำให้เราสามารถทำการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวจนสำเร็จได้อีกด้วย
ในการเปลี่ยนแปลงตนเองสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างสิ่งที่เราอยากเปลี่ยนแปลงให้เป็นนิสัย เพราะนิสัยคือพฤติกรรมที่เราสร้างขึ้นมาจนกลายเป็นพฤติกรรมแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้เราไม่จะเป็นต้องตัดสินใจระหว่างทำมัน และใช้พลังงานไม่มากในการคิดซึ่งนั่นจะทำให้เรามีโอกาสที่จะทำมันไปเรื่อยๆ จนเรากลายเป็นคนที่เราอยากเป็น โดยในการสร้างนิสัยนั้นสามารถแยกเป็น feedback loop ได้ 4 ขั้นตอนเริ่มที่ สิ่งกระตุ้น (Cue), ความอยาก (Craving), การตอบสนอง (Response) และ รางวัล (Reward) ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล อาทิเช่น
เสียงของเครื่อง Slot machine สำหรับคนทั่วๆไป อาจจะเป็นเพียงเสียงรบกวน หรือไม่ได้รู้สึกอะไรกับเสียงนั้น แต่สำหรับนักพนันแล้ว เสียงนั้นจะกระตุ้นทำให้เขาอยากที่จะเล่นมันเพื่อให้ได้รางวัลที่พวกเขาต้องการ
ในการสร้างนิสัย เราจำเป็นที่จะต้องตอบสนอง Feedback loop เหล่านี้ให้ครบเพื่อสร้างนิสัยที่เราสามารถทำมันได้ในทุกๆวัน ดังนั้นจึงมีการคิดกฎที่ง่ายและสามารถสร้างนิสัยได้จริงโดยแบ่งเป็น 4 ข้อได้แก่
ต้องเห็นได้ชัดเจน (Make it obvious)
ต้องน่าดึงดูด (Make it attractive)
ต้องง่าย (Make it easy)
ต้องน่าพึงพอใจ (Make it satisfying)
นี่เป็นทั้งหมดสำหรับ #1 The fundamentals ส่วนถัดไปจะแบ่งมาเขียนอีกครั้งหลังอ่าน The 1st Law: Make It Obvious จบนะครับ <3
อ้างอิงจาก: James Clear. 2018. Atomic Habits. 15th. New York: AVERY.
หลายคนคงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในชีวิต ซึ่งเป็นปกติที่มันมักจะล้มเหลว แต่มันไม่ได้หมายความว่าเขาขาดความพยายามหรือความมุมานะ หากแต่สิ่งที่เขาขาดคือ ”ความรู้ในการสร้างพฤติกรรมที่จะเปลี่ยนชีวิต”
บทความนี้เป็นบทความที่สรุปเนื้อหาจากหนังสือ Atomic Habits ที่เขียนโดย James Clear โดยมีจุดประสงค์เพื่ออ่านเองและทบทวนหลังจากการอ่านหนังสือเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวผู้เขียนเองเท่านั้น เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ก็ไปเริ่มกันเลยครับ
#1 The fundamentals : Why Tiny Changes Make a Big Difference?
เมื่อคนเราต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น สิ่งแรกที่ทุกคนคาดหวังคือ การเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ (Significant changes) เพื่อผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็คงจะคิดแบบนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามองข้ามไปคือ การเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยหากรวมกันมากพอก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ผลลัพธ์ทึี่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน (เป็นแนวคิดหลักของหนังสือเล่มนี้) แต่ทว่าคนส่วนมากกลับละทิ้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปก่อนที่มันจะสัมฤทธิ์ผลเนื่องจากเขาคาดหวังว่า กราฟระหว่างผลลัพธ์และเวลาจะเป็นเส้นตรง ทั้งๆที่จริงๆมันเป็นกราฟเอกโปเนนเทียล (ง่ายๆ ก็คือในช่วงแรกๆของความพยายามมันจะไม่มีผลลัพธ์ที่ชัดเจน แต่เมื่อผ่านไปถึงจุดที่สามารถจุดประกายได้ มันจะพุ่งให้เห็นอย่างชัดเจน)

“เมื่อไม่มีอะไรที่ดูเหมือนจะสามารถทำและแก้ไขได้ ข้าพเจ้ามักจะไปดูช่างตัดหินตีหินของเขา เขาอาจจะตีเป็นร้อยครั้ง โดยไม่เกิดรอยแตกใดๆบนหินก้อนนั้น หากแต่เมื่อเขาตีครั้งที่หนึ่งร้อยและหนึ่งครั้ง หินก้อนนั้นก็แตกและแยกเป็นสองชิ้น ซึ่งข้าพเจ้าก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่การตีครั้งสุดท้ายที่ทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น แต่ว่าเป็นเพราะการตีทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้” -Jacob Riis
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงตัวเองคือความพยายามและความรู้ เมื่อสามารถสะสมการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปจนถึงจุดหนี่งที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ คนภายนอกอาจจะมองว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงหนึ่งครั้ง แต่คนที่ทำจะรู้แน่นอนว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงชั่วข้ามคืน แต่เป็นการสะสมพฤติกรรมเล็กที่มากพอจะทำให้เราประสอบความสำเร็จ
การเปลี่ยนแปลงแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงในเชิงผลลัพธ์ (Outcome change), การเปลี่ยนแปลงในเชิงวิธีการ (Process change) และ การเปลี่ยนแปลงในเชิงตัวตน (Identity change) แต่วิธีการที่สัมฤทธิ์ผลที่สุดในการเปลี่ยนแปลงคตัวเองคือเปลี่ยนแปลงในเชิงตัวตนก่อน กล่าวคือ “ตั้งเป้าหมาว่าเราจะเป็นใคร“ ไม่ใช่อะไรที่เราอยากเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น
หากว่ามีคนๆหนี่งอยากเลิกสูบบุหรี่ แล้วมีคนมาถามเขาว่าเอาบุหรี่ไหม เขาจึงตอบกลับไปว่า “ไม่เอาครับ ผมกำลังพยายามเลิกบุหรี่อยู่” แปลว่าเขายังคงเชื่อว่าเขาเป็นคนที่สูบบุหรี่เพียงแต่ต้องการจะเลิกสูบเท่านั้น แต่หากเขาตอบกลับไปว่า “ไม่ครับ ผมไม่สูบบุหรี่“ อาจจะดูต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ว่า สิ่งที่ต่างกันคือความเชื่อว่าเราเป็นอะไร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างยิ่ง และยังทำให้เราสามารถทำการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวจนสำเร็จได้อีกด้วย
ในการเปลี่ยนแปลงตนเองสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างสิ่งที่เราอยากเปลี่ยนแปลงให้เป็นนิสัย เพราะนิสัยคือพฤติกรรมที่เราสร้างขึ้นมาจนกลายเป็นพฤติกรรมแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้เราไม่จะเป็นต้องตัดสินใจระหว่างทำมัน และใช้พลังงานไม่มากในการคิดซึ่งนั่นจะทำให้เรามีโอกาสที่จะทำมันไปเรื่อยๆ จนเรากลายเป็นคนที่เราอยากเป็น โดยในการสร้างนิสัยนั้นสามารถแยกเป็น feedback loop ได้ 4 ขั้นตอนเริ่มที่ สิ่งกระตุ้น (Cue), ความอยาก (Craving), การตอบสนอง (Response) และ รางวัล (Reward) ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล อาทิเช่น
เสียงของเครื่อง Slot machine สำหรับคนทั่วๆไป อาจจะเป็นเพียงเสียงรบกวน หรือไม่ได้รู้สึกอะไรกับเสียงนั้น แต่สำหรับนักพนันแล้ว เสียงนั้นจะกระตุ้นทำให้เขาอยากที่จะเล่นมันเพื่อให้ได้รางวัลที่พวกเขาต้องการ
ในการสร้างนิสัย เราจำเป็นที่จะต้องตอบสนอง Feedback loop เหล่านี้ให้ครบเพื่อสร้างนิสัยที่เราสามารถทำมันได้ในทุกๆวัน ดังนั้นจึงมีการคิดกฎที่ง่ายและสามารถสร้างนิสัยได้จริงโดยแบ่งเป็น 4 ข้อได้แก่
ต้องเห็นได้ชัดเจน (Make it obvious)
ต้องน่าดึงดูด (Make it attractive)
ต้องง่าย (Make it easy)
ต้องน่าพึงพอใจ (Make it satisfying)
นี่เป็นทั้งหมดสำหรับ #1 The fundamentals ส่วนถัดไปจะแบ่งมาเขียนอีกครั้งหลังอ่าน The 1st Law: Make It Obvious จบนะครับ <3
อ้างอิงจาก: James Clear. 2018. Atomic Habits. 15th. New York: AVERY.
No activity yet