เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าไปทางหลังเขา ท้องนาผืนกว้างก็เริ่มเงียบเหงา แต่บรรยากาศโดยรวมยังไม่ถึงกับเศร้า เพราะท้องทุ่งยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวใหม่ๆ ชาวนาที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน เดินทางกลับบ้านพร้อมกระสอบที่เต็มไปด้วยเมล็ดข้าวสีทองเต็มหลังรถ
พอชาวนาจากไป ทุ่งนาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ท้องฟ้าซึ่งตลอดวันเคยเป็นสีครามสดใส ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม ตอซังข้าวสีทองที่หลงเหลือจากการเก็บเกี่ยวได้ทอดเงายาวไปทั่วผืนนา เกิดเป็นรูปแบบแสงและเงาที่เอียงเอนชวนให้หลงใหลและน่าล้มตัวลงนอน
เหมือนเวลาแห่งการผ่อนพักของท้องทุ่งได้เดินทางมาถึงแล้ว
พร้อมกับโมงยามสายันต์ตะวันรอน
ทุ่งนาที่ไม่นานมานี้ เคยคึกคักไปด้วยกิจกรรมหลากหลาย
ตอนนี้กลับมาสงบสงัด
การเก็บเกี่ยวอาจสิ้นสุดลง แต่ความมหัศจรรย์ของผืนนายังคงดำเนินต่อไป ดั่งสถานที่ซึ่งชีวิตและความตาย การเติบโตและการเสื่อมสลาย ความสวยงามและความราบเรียบ ล้วนอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน
จนเมื่อดวงดาวเริ่มทอประกายวิบวับบนม่านฟ้าราตรี ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดให้พบเห็นอีกต่อไป เสียงที่พอจะได้ยินแว่วๆบ้างคือเสียงจิ้งหรีดร้องและเสียงใบไม้กระทบกันในสายลมอ่อนๆ
บรรยากาศช่างแตกต่างกับอีกฟากของฝั่งเมือง
ที่ยิ่งมืดมิด ยิ่งฟังดูวุ่นวายโกลาหล
กับการเตรียมตัวออกเดินทางย้ายที่หากินของป้านวลและฝูงวัวของแก
หญ้าเขียวชะอุ่มใบนุ่มๆ ชุ่มลิ้นกลิ่นหอมๆได้หมดไปนานแล้ว แต่ที่ฝูงวัวยังคงเดินวนเลาะเล็มหญ้าแห้งๆอยู่ในเขตทุ่งหญ้าของทหารนั้น ก็เพียงเพราะว่า
ป้านวลรอเวลาให้ท้องนาอีกฟากของฝั่งเมืองเกี่ยวข้าวเสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน
จีงจะย้ายเอาฝูงวัวหลายสิบชีวิตไปเลี้ยงในทุ่งนาที่เจ้าของจะปล่อยทิ้งร้างไป จนกว่าจะใกล้ช่วงเริ่มทำนาอีกครั้ง ที่กินใหม่นั้นจะเป็นเวิ้งผืนนากว้างใหญ่หลายเจ้าของที่ป้านวลเอาฝูงวัวไปเลี้ยงเป็นประจำทุกปี หลังเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว และจะเลี้ยงอยู่แถวนั้นเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนจะย้ายกลับไปหากินตรงทุ่งเดิมที่จากมา สลับกันไป

การเลี้ยงวัวไล่ทุ่ง เป็นแนวทางการเลี้ยงสัตว์ที่สามัญธรรมดาในหลายๆภูมิภาคของโลก ที่จะย้ายวัวและสัตว์เลี้ยงอื่นๆจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพื่อใช้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของการเจริญเติบโตของหญ้าอันเป็นอาหารหลักของวัวหรือสัตว์กินหญ้าอื่นๆ เช่นแพะหรือแกะ
แนวทางนี้ใช้มากันเป็นพันปีแล้วและปัจจุบันก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่
เหมือนการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปแถบภาคกลางของบ้านเรา แต่เป็ดไม่ได้กินหญ้านะ
หรือจะให้ฟังดูแบบอินเตอร์ๆหน่อย ก็เหมือนที่หมู่บ้านแถวตอนกลางของอิตาลี ที่จะมีเจ้าของแกะ 1300 ตัว ต้อนแกะ ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวของป่าเขาเพื่อขึ้นไปยอดเขาที่มีความสูง 2000 เมตร ในเดือนมิถุนายนของทุกปี
หรือเหมือนอย่างการต้อนฝูงวัวผ่าเมือง แล้วลูกชายของตัวละครเอกของเรื่องก็หายไปกับฝูงวัว ในเรื่องสั้น มาร์โค วัลโด้ของอิตาโล คัลวิโน่
การอพยพปีละสองครั้งนี้มีชื่อเรียกว่า ทรานส์ฮิวเมนซ์ (transhumance) ซึ่งหมายความรวมถึงทั้งคนและสัตว์ที่อพยพเคลื่อนย้ายแหล่งเลาะเล็มหญ้าในฤดูร้อนและฤดูหนาว
การย้ายจากพื้นที่เก่าไปยังพื้นที่ใหม่ที่มีหญ้าขึ้น อยู่หากินสักพักใหญ่่ นานเท่าที่หญ้าจะพอให้วัวกิน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในฝูงด้วยว่าเยอะเท่าไหร่
ส่วนมากมักจะเกิดขึ้นระหว่างพื้นที่สูงกว่ากับพื้นที่ต่ำกว่า และระหว่างละติจูดสูงกว่ากับต่ำกว่า
แนวทางการเลี้ยงสัตว์ที่เน้นประโยชน์เป็นที่ตั้งและขับเคลื่อนด้วยความจำเป็นนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติขององค์กรยูเนสโก้เรียบร้อย
...เหมือนกับโขน หรือเพลงเรกเก้
ข้อดีของการเลี้ยงวัวหรือสัตว์อื่นแบบนี้คือ แน่นอน ประหยัด
แถมยังได้ วัวที่มีสุขภาพดี เนื่องจากหญ้าสดใหม่นั่น มีสารอาหาร วิตามินเกลือแร่มากกว่าหญ้าแห้งๆเก่าๆ แน่นอน
แถมยังช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน บนที่ดินที่ใช้เลี้ยงวัว เพราะหากเลี้ยงบนที่เดิมๆ ตลอดๆ พื้นที่คงย่ำแย่จากการแช่ย่ำ
ส่วนความท้าทายในการเลี้ยงแบบนี้ คือ สัตว์ผู้ล่า ถ้าหากว่ามีพื้นที่ติดกับป่าเหมือนเมืองนอก แต่ในหมู่บ้านแบบในบ้านเรานี้ คงไม่มีผู้ล่า แต่จะมีก็เป็นอุบัติเหตุจากความดื้อซนและตกใจเสียมากกว่า
ช่วงแรกที่ฝูงวัวย้ายมาถึงที่ใหม่ จะยังคงสามารถกินตอซังข้าวในนาข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวใหม่ได้ด้วย นอกจากหญ้าอ่อนที่เพิ่งเริ่มโต
นอกจากหญ้าสดตามท้องทุ่งแล้ว ป้านวลยังมีกากถั่วเหลืองและเกลือเป็นอาหารเสริมเพิ่มให้อีกเป็นครั้งคราว เท่าที่โอกาสอำนวย
ป้านวลบ่นให้ฟังว่า ในช่วงที่สินค้าเกษตรต่างๆมีราคาแพงและทุ่งหญ้าสาธารณะลดน้อยลง การเลี้ยงวัวไล่ทุ่งหาของฟรีกินได้ยาก ต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการเลี้ยงจริงๆ
ยิ่งใครที่สามารถจัดการหาหญ้าหรืออาหารสัตว์ต้นทุนต่ำหรือของฟรีมาให้วัวกินได้มากเท่าไหร่ กำไรในการเลี้ยงก็จะมากขึ้นเท่านั้น อย่างกากถั่วเลืองที่แกได้มา ก็ไปขอกับร้านขายเต้าหู้ในตลาดมา ซึ่งต้องแย่งกันกับเจ้าของวัวรายอื่นด้วย
การย้ายวัวมาเลี้ยงที่ใหม่นี้ ป้านวลก็ต้องย้ายที่อยู่มาด้วย โดยมาปลูกเป็นกระต้อบเล็กๆ ใกล้กับคอกวัว เพื่อดูแลฝูงวัว ไม่เหมือนที่เก่าที่ได้ต้อนฝูงวัวกลับไปนอนบ้าน
เป็นเวลานานกว่าที่ป้านวลจะขายวัวได้เงิน ไม่เหมือนกับรายได้จากการเก็บกวาดคอกวัวยามเช้า ที่จะได้ค่ากับข้าวและค่าของใช้อื่นๆด้วย
เพราะใครๆก็มาถามซื้อ ปุ๋ยคอก ที่ต้องจองคิวกัน แถมยังต้องจ่ายค่าถุงเพิ่มอีก2 บาทด้วย
แต่เอาจริงๆ ปุ๋ยคอกวัวเนื้อที่เลี้ยงไล่ทุ่งนี้ เหมือนว่าในปุ๋ยจะมีของแถมเป็นพวกวัชพืชอยู่มาก ไม่เหมือนกับปุ๋ยคอกวัวนม ที่กินหญ้าปลูกที่ตัดมาให้ หรือไม่ก็ฟางแห้ง และอาหารถุง
ป้านวลบอกว่าแกต้องจำวัวให้ได้ทุกตัว เพราะบางทีก็มีวัวฝูงอื่นมาเลี้ยงใกล้กัน หากสับสนหรือไม่รู้วัวตัวเอง จะแย่เอา
ผมถามว่าไอ้วัวตัวนั้นทำไมใส่กระดึงอยู่ตัวเดียว

แกก็ตอบว่า มันเป็นผู้นำ แต่ไม่ใช่ผู้นำฝูง แต่เป็นผู้นำทางด้านความดื้อ กลัวมันเดินสงสัยไปไกลจะหามันไม่เจอ จะลำบาก เพราะวัวไม่ใช่ของป้านวลทั้งหมด เป็นของญาติๆด้วยที่เค้าฝากเลี้ยง
ส่วนค่าจ้างนั้น จะเป็นวัวน้อยที่คลอดออกมาในแต่ละปี โดยจะสลับกันเป็นเจ้าของกับเจ้าของวัว

เย็นวันนั้น ผมเก็บภาพแก๊งค์ลูกวัวตัวน้อย ที่มักอยู่เล่นกันเป็นกลุ่ม อยู่พักใหญ่ โดยมีแม่วัวแอบมองห่างๆ
เมื่อวัวทุกตัวเข้าคอกหมดแล้ว และแสงตะวันก็ลาลับช่องเขา ไม่มีรูปเงาให้เก็บภาพอีก ผมก็ลาป้านวลและฝูงวัว
แต่ผมกลับเห็นว่ามีวัวรุ่นอีกหนึ่งตัวที่ยังเดินกระย่องกระแย่งอยู่นอกคอก
มันคือไอ้ดื้อนั่นเอง ผมเห็นกระดึงที่คอมัน...

