
ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าบนโลกของ Blockchain นั้นได้มีเชนเกิดใหม่ขึ้นมามากมาย ทั้ง Layer 1 และ Layer 2 โดยในแต่ละเชนต่างก็มีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น DEX , Defi หรือ NFT แต่ถึงแม้ว่าแต่ละเชนจะมี use case ที่น่าสนใจ แต่ว่าระบบเหล่านี้กลับถูกจำกัดให้ใช้งานได้แค่เพียงผู้ใช้ที่ถือครอง native token ของเชนต่าง ๆ เท่านั้น
ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดข้อจำกัดในการ cross-chain communication และส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงในการย้ายไปยัง ecosystem อื่น ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการกีดกัน blockchain จากการเข้าถึงคุณสมบัติของ ecosystem ที่ราบรื่น ง่าย และเชื่อถือได้อีกด้วย
ด้วยสาเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ อาจจะไม่สามารถเข้าถึงการใช้งานต่าง ๆ ของ blockchain ได้ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องทำให้เกิดข้อจำกัดในการเติบโตของ ecosystem นอกจากนี้ เหล่าผู้พัฒนาก็อาจจะไม่สามารถสร้างสรรค์ dApps ที่สามารถเข้าถึงได้จาก cryptosystem ที่แตกต่างกัน อันเนื่องมาจากการที่พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงคุณสมบัติของ cross-chain communication ได้
เกิดข้อจำกัดของการเติบโตของ ecosystem อันเนื่องมาจากผู้ใช้มือใหม่ ไม่สามารถเข้าถึงแอพลิเคชั่นบนเชนต่าง ๆได้เนื่องจากขาดความชำนาญ
แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ไม่สามารถเข้าถึง cross-chain communication ได้ ซึ่งทำให้แอพพลิเคชั่นนั้นมี use case และผู้ใช้งานน้อยลง
นักพัฒนาไม่สามารถทำให้แอพพลิเคชั่นของตนเองนั้นใช้กับเชนต่าง ๆ ที่แตกต่างกันได้ โดยถูกจำกัดให้สามารถใช้ได้แค่ภายใน ecosystem ของแต่ละแห่งเท่านั้น
ตัวอย่างของปัญหา
มาลองดูตัวอย่างปัญหาของโลก blockchain ในปัจจุบันกัน โดยตัวอย่างนี้จะเกี่ยวข้องกับการเป็น Liquidity Provider
โดยผู้ที่เป็น Liquidity Provider จะช่วยให้ DEX เกิดสภาพคล่อง ถือเป็นการส่งเสริมการซื้อขายแลกเปลี่ยนบน DEX และจะได้รับค่าตอบแทนเป็นส่วนแบ่งจากค่าธรรมเนียมจาก DEX นั้น ๆ
สมมุติเหตุการณ์แบบนี้
นาย A มี ETH และ LINK อยู่ในกระเป๋า พอทีนี้ นาย A อยากจะทำการผูก LP คู่ ETH/USDC แล้วไป stake บน Uniswap นาย A มีขั้นตอนที่ต้องทำดังนี้
นาย A ต้องทำการแลกเปลี่ยน LINK ของตัวเองเป็น ETH และ USDC
ต้องทำการ Approve ETH และ USDC ก่อนที่จะทำการผูก LP
ทำการผูก LP คู่ ETH/USDC
ทำการ stake LP คู่ ETH/USDC ไปยัง Uniswap
แค่จะเป็น Liquidity Provider นาย A ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมไปอย่างน้อย 4 ครั้งแล้ว ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนของ uniswap
นอกจากนี้หากนาย A ไม่ต้องการที่จะเป็น Liquidity Provider แล้ว นาย A จะต้องค่าธรรมเนียมในการ unstake และ remove LP อีกด้วย
ซึ่ง dApps หรือ Defi ต่างก็มีปัญหาแบบนี้ซะส่วนใหญ่ เนื่องจากขาดความสามารถในการทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย , เชื่อถือได้ และต้นทุนต่ำ
Connext เห็นปัญหานี้ และพยายามที่จะแก้ไขมัน โดยในอนาคตสักวันหนึ่ง ถ้านาย A อยากที่จะเป็น Liquidity Provider นาย A ก็เพียงแค่ถือ LINK ของตัวเองไว้ในกระเป๋า และสามารถแลกเปลี่ยนเป็น USDC โดยที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมแม้แต่นิดเดียว
นอกจากนี้ทาง Connext ยังต้องการพัฒนาให้มีการใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้น ตั้งแต่การโอนสินทรัพย์ ไปจนถึงการทำธุรกรรมบน Defi ที่หลากหลาย ซับซ้อน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
