Ethereum คือนวัตกรรมบล็อกเชนที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 2015 แรงสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาและผู้ใช้งานจำนวนมากได้ทำให้ Ethereum มีมูลค่าทางตลาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก Bitcoin มานานหลายปี ปัจจุบัน Ethereum ได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่สองของการพัฒนา หรือที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า Ethereum 2.0 ซึ่งชุมชนนักพัฒนาได้มุ่งมั่นสร้างความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ให้กับโครงสร้างของบล็อกเชนดังกล่าวให้สามารถรองรับปริมาณการทำธุรกรรมได้มากขึ้น อันส่งผลให้ค่าธรรมเนียมลดลง ทำให้เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมต่อยอดอย่าง DeFi และ NFT
อนาคตของ Ethereum

เมื่อเร็ว ๆ นี้ Ethereum ได้รับการพัฒนาขนานใหญ่ โดยมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการยืนยันธุรกรรมจาก Proof of Work (PoW) ไปเป็น Proof of Stake (PoS) ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญคือ การประหยัดพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระดับมหภาคที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และทำให้ผู้ที่เป็น validator หรือผู้ที่มีส่วนในการยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมที่เกิดขึ้น สามารถสร้างรายได้แบบ passive income ในการ stake ETH จำนวนหนึ่งไว้ในเครือข่าย Ethereum และด้วย Shanghai Upgrade ที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนนี้ ก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ stake สามารถถอน ETH พร้อมดอกผล ออกมาได้เป็นครั้งแรก
อย่างไรก็ดี ทิศทางในอนาคตของ Ethereum ยังไม่หยุดอยู่เพียงนั้น เพราะ Ethereum ได้รับการกำหนดหมุดหมายการพัฒนา (milestone) อีก 4 ระดับ ได้แก่ the Surge, Verge, Purge และ Splurge เริ่มจาก the Surge ที่ Ethereum จะได้รับการเพิ่มคุณสมบัติ Danksharding ที่จะแบ่งเครือข่าย validator ออกเป็นกลุ่มย่อย โดยแต่ละกลุ่มย่อยดังกล่าวก็จะทำหน้าที่ยืนยันธุรกรรมไปพร้อมกัน ก่อนที่จะส่งข้อมูลกลับไปที่เครือข่ายหลัก ผลที่เกิดขึ้นคือเครือข่าย Ethereum จะสามารถรองรับปริมาณธุรกรรมได้มากขึ้น จาก 15 – 40 รายการต่อวินาที เป็น 100,000 รายการต่อวินาที เลยทีเดียว แน่นอนว่าค่าธรรมเนียมก็ย่อมจะต้องถูกลงด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากเวลาที่ตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งมักมีจำนวนธุรกรรมเกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้งนี้ การอัปเกรด The Surge คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ปีนี้ ซึ่งไม่นานเกินรอเลย
ถัดจาก the Surge ก็คือ the Verge ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณลักษณะการจัดเก็บข้อมูลของ Node ให้ไม่จำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลในอดีตของเครือข่าย Ethereum ทั้งหมด นับเป็นการช่วยลดต้นทุนการดำเนินการ และเปิดโอกาสให้ validator หน้าใหม่สามารถเข้าสู่วงการได้ด้วยต้นทุนที่ไม่สูงนัก นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงจาก validator รายใหญ่ไปสู่รายย่อย ทำให้ Ethereum เป็นเครือข่ายกระจายศูนย์อย่างแท้จริง ต่อจากนี้ Ethereum จะเข้าสู่การอัปเกรด the Purge ซึ่งจะเป็นการลบข้อมูลในอดีตที่ไม่จำเป็น ช่วยลดความแออัดภายในเครือข่ายและความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลของ validator และสุดท้ายคือ the Splurge ซึ่งจะเป็นการพัฒนาอื่น ๆ ที่จะช่วยให้ Ethereum รองรับการเติบโตของเครือข่ายในระยะยาว ทั้งนี้ การพัฒนาทั้งหมดทั้งปวงเหล่านี้มีกำหนดการแล้วเสร็จภายในปี ค.ศ. 2025 ซึ่งครบรอบหนึ่งทศวรรษการกำเนิดเครือข่าย Ethereum พอดี
โอกาสของ Ethereum

แน่นอนว่าการที่ Ethereum จะเติบโตและได้รับการยอมรับมากขึ้นย่อมต้องขึ้นอยู่กับระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องและการนำไปใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็น DeFi, NFT และ Web 3.0 ซึ่งล้วนแต่เป็นนวัตกรรมที่มีรากฐานมาจากพัฒนาการของ Ethereum นั่นเอง
การบูมของ DeFi เมื่อช่วงปี ค.ศ. 2020 – 2021 นับเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ชองเทคโนโลยีบล็อกเชนและอำนาจของเทคโนโลยีกระจายศูนย์ จากแต่เดิมที่การให้บริการทางการเงินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การกู้ยืม และการซื้อขาย อยู่ในกำมือของผู้ให้บริการเพียงไม่กี่ราย (ซึ่งแต่ละรายก็จะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานกลางเพียงไม่กี่แห่ง) ไปอยู่บนผู้ให้บริการทางการเงินอิสระบนโลกออนไลน์ที่ไร้พรมแดน ผู้ใช้บริการต่างมีอิสระที่จะใช้บริการใดก็ตามที่สอดคล้องกับความต้องการของตัวเอง หรือสามารถเปลี่ยนไปใช้บริการอื่นได้ทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการทางธุรการให้วุ่นวาย ที่สำคัญ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่เคยสงวนไว้เฉพาะลูกค้ารายใหญ่ เช่น การบริหารความมั่งคั่ง (wealth management) หรือการเข้าถึงสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงอื่นที่ถูกย่อยลงให้เหลือเพียงการถือโทเคนดิจิทัล เช่น อสังหาริมทรัพย์
การบูมของ DeFi ถูกตามมาติด ๆ ด้วยการบูมของ NFT หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเพียงชิ้นเดียว เปรียบได้กับงานศิลปะหรือของสะสมต่าง ๆ ที่มักมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เช่นเดียวกับที่ DeFi ได้สร้างความเป็นประชาธิปไตยให้กับโลกการเงินและการลงทุน NFT ได้สร้างความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นกับโลกศิลปะ จากเดิมที่ศิลปินมีทางเลือกน้อยมากในการเผยแพร่และสร้างรายได้จากผลงานของตัวเอง แต่ด้วยเทคโนโลยี NFT และตลาดออนไลน์ที่เปิดกว้างอย่าง OpenSea ได้ทำให้ศิลปินมีโอกาสในการเผยแพร่และสร้างรายได้ได้มากขึ้น อีกทั้ง ยังสามารถต่อยอดผลงานของตัวเองไปได้หลายแขนงโดยการบริหารจัดการจากชุมชน เช่น ApeCoin DAO ที่บริหารจัดการชุดงานศิลปะ Bored Ape Yacht Club และ Meebits เป็นต้น
ส่วน Web 3.0 ที่เน้นการบริหารจัดการโดยชุมชนหรือ DAO นั้น ก็ถือเป็นนวัตกรรมที่มีจุดเริ่มต้นมาจาก Ethereum ด้วยเช่นกัน จากเดิมที่ Web 2.0 ถูกบริหารจัดการโดยบริษัทผู้ให้บริการ เช่น Facebook และ Twitter โดยผู้ใช้บริการไม่มีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจต่าง ๆ ได้เลยนั้น Web 3.0 เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้าไปบริการจัดการทิศทางในอนาคตของสินค้าหรือบริการที่ชุมชนเป็นผู้พัฒนาได้อย่างเต็มที่ โดยดำเนินการผ่านการยื่นข้อเสนอและลงคะแนนเสียง และที่น่าตื่นเต้นคือ เราสามารถเข้าไปเป็นสมาชิกของชุมชนใดก็ได้แบบไร้พรมแดน เสนอตัวเข้าเป็นสมาชิกเพื่อทำงานในด้านที่ตัวเองถนัด และรับค่าตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ชุมชนกำหนด
ความท้าทายของ Ethereum

แน่นอนว่าเมื่อมีโอกาสก็ย่อมต้องมีความท้าทาย โดยทั่วไปแล้ว Ethereum เป็นเพียงระบบบล็อกเชนที่มักเผชิญกับความท้าทายด้านข้อจำกัดของตัวมันเอง ซึ่งก็จะได้รับการแก้ปัญหาตามทิศทางพัฒนาที่ผมได้กล่าวถึงไปแล้ว และจากคู่แข่งที่ต่างอ้างว่ามีคุณสมบัติบางประการที่เหนือกว่า แต่ Ethereum ก็มีจุดแข็งตรงที่มีชุมชนนักพัฒนาที่ทำงานอย่างแข็งขันและเหนียวแน่น แล้วความท้าทายของ Ethereum อยู่ที่ไหน คำตอบคือการนำไปประยุกต์ใช้ในมิติต่าง ๆ นั่นเอง
ปัจจุบัน DeFi กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐที่ยังมีความไม่แน่นอน เริ่มจากการตีความโทเคนดิจิทัลต่าง ๆ ว่าเป็นหลักทรัพย์หรือไม่ ไปจนถึงการที่กฎระเบียบจะต้องก้าวตามให้ทันพัฒนาการของโทเคนดิจิทัลซึ่งนับวันจะมีลูกเล่นที่แปลกพิสดารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทเคนดิจิทัลที่ทำงานคล้ายกับ ETF การฝากเงินไว้กับธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย ไปจนถึงโทเคนดิจิทัลที่มีองค์ประกอบภายในเป็น NFT ต่าง ๆ เป็นต้น
ในส่วนของ NFT เองนั้นก็กำลังเผชิญความท้าทายด้านกฎระเบียบในลักษณะคล้ายกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎระเบียบที่แน่ชัดในเรื่องนี้ นอกจากนี้ กระบวนการ mint การซื้อ และการขาย NFT ยังต้องการองค์ความรู้ทางเทคนิคในระดับหนึ่ง จึงทำให้บุคคลทั่วไปที่ไม่สันทัดกรณีมากนักไม่สามารถเข้าถึงได้ ตลอดจนบุคคลทั่วไปเองก็อาจไม่ได้สนใจหรือเห็นคุณค่าใน NFT มากเท่าที่ควร ซึ่งการให้การศึกษาและเพิ่มพูนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องก็อาจช่วยสร้างการตระหนักรู้และรับประกันความสำเร็จในระยะยาวของวงการ NFT ได้ดีกว่าที่ไม่ทำอะไรเลย
เช่นเดียวกับ DeFi และ NFT Web 3.0 ที่ขับเคลื่อนด้วย DAO ก็ประสบความท้าทายด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกลวง (scam) หรือการฉ้อโกง (fraud) ซึ่งมักตกเป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาทางหนึ่งคือ การออกกฎระเบียบมาเพื่อสร้างมาตรฐานและรองรับสถานะองค์กรอัตโนมัติเหล่านี้ ส่วนอีกทางหนึ่งคือการให้ความรู้แก่สาธารณชนถึงความเสี่ยงในการเข้าร่วมชุมชนออนไลน์ และสร้างช่องทางการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐเมื่อเกิดปัญหา
สรุป
Ethereum ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทิศทางในอนาคตของบล็อกเชนดังกล่าวดูสดใส เพราะโร้ดแมปที่ปรากฎออกมานั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะกำจัดจุดอ่อนของเครือข่าย โอกาสและความท้าทายที่แท้จริงจึงอยู่ที่การนำไปประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ DeFi, NFT และ Web 3.0 ที่กำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่ และยังมีหนทางพัฒนาอีกยาวไกล
สำหรับบทความหน้าผมจะพูดถึงพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่มีความสำคัญไม่แพ้นวัตกรรมบล็อกเชน นั่นคือ AI หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยผมจะพูดถึงพัฒนาการของ AI ที่อยู่บนรถยนต์ว่าได้มีการพัฒนาไปถึงระดับไหนกันแล้วครับ

