Share Dialog
Share Dialog

ผมเขียนบทความตัวเต็มเกี่ยวกับการใช้งาน Celsius Network ไว้ที่ link ด้านล่างครับ
บทความนี้แปลมาจากบทความภาษาอังกฤษที่นี่ และมีการเพิ่มเนื้อหาบางส่วนนะครับ
Celsius Network คือบริษัทที่เน้นให้บริการกู้ยืม cryptocurrency โดยมีจุดขายที่น่าสนใจคือ• บริษัทจะนำกำไร 80% คืนให้ผู้ใช้งาน• ผู้ใช้งานจะได้รับดอกเบี้ยทุกวันจันทร์
ใช่ครับ ได้ดอกเบี้ยทุกวันจันทร์!!! ออกบ่อยยิ่งกว่าหวยอีก!!
ในบทความนี้ ผู้เขียน (และผู้แปลด้วย) จะอธิบายว่า
• ทำไมเราถึงคิดว่า Celsius Network เป็นหนึ่งใน project ที่น่าติดตามที่สุดในวงการคริปโต
• โมเดลธุรกิจของ Celsius เป็นยังไง ทำไมถึงยั่งยืนและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ผู้เขียนบทความเป็นลูกค้าผู้ใช้งาน Celsius มากว่าสองปีแล้ว และทุกสิ่งที่เขียนในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวที่มาจากความเข้าใจ ประสบการณ์การใช้งานจริงของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่าต้องทำการศึกษาด้วยตัวเองให้มากๆ จากหลายๆแหล่ง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
(ผู้แปล เริ่มใช้งานมา Celsius มาได้ประมาณปีครึ่ง มีความเห็นตรงกับผู้เขียนหลักทุกประการ)
ถ้าคุณเป็นคนที่สนใจในคริปโตฯ ก็น่าจะรู้จักเหรียญดังๆอย่างเช่น Bitcoin และ Ethereumโดย Bitcoin นั้นนอกจากจะทำให้เราเข้าถึงสิ่งใหม่ๆหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ digital scarcity (สินทรัพย์ดิจิตอลที่มีจำนวนจำกัด) ส่วน Ethereum ก็ทำให้โลกได้รู้จักกับระบบ smart contracts รวมไปถึงโอกาสที่จะเข้าถึง cryptocurrency ใหม่ๆได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่ตามมาก็คือช่วงฟองสบู่ ICO mania ในช่วงปี 2017 แต่สิ่งที่ตามมาหลังฟองสบู่แตกก็คือ หลายๆ project พากันล้มเหลวไม่เป็นท่า ซึ่งหลังช่วงฟองสบู่แตกนั้นมีเพียงแค่ไม่กี่โครงการที่รอดมาได้ ซึ่งล้วนแต่เป็น project ที่มีพื้นฐานดี และช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง และ Celsius Network ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่รอดผ่านช่วงฟองสู่แตกมาได้ครับ
นอกจากจะผ่านมรสุมในช่วงนั้นมาได้ บริษัทยังมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก แรงแซงทั้ง Bitcoin และ Ethereum แบบไม่ทิ้งฝุ่น โดยถ้าดูกราฟข้างล่างนี้จะเห็นว่า โทเคน CEL (โทเคนของ Celsius) มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6086.8% ต่อปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดอยู่แค่นี้

เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้สึกคล้ายๆกัน
เราทำงานหนัก แล้วยังต้องเจอภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่มีเงินเหลือเก็บสำรองในยามฉุกเฉิน (ลองดูช่วงโควิดระบาดก็ได้ครับ ว่าเรามีเงินสำรองฉุกเฉินพอใช้กี่เดือน)
เงินฝากอยู่ในธนาคาร ก็ได้ดอกเบี้ยนิดเดียว ซึ่งที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า
• คนส่วนมากยังไม่เข้าถึงเครื่องมือทำเงิน
• ระบบการเงิน และธนาคารออกแบบมาเพื่อหาเงินจากเรา ที่เป็นคนฝากเงิน เพราะธนาคารเอาเงินของเราไปปล่อยกู้รึหาเงินต่อ และหาเงินเข้าตัวเอง
ลองดูตารางดอกเบี้ยของตราสารหนี้ในประเทศต่างๆหลังปรับอัตราเงินเฟ้อแล้วก็ได้ครับ โดยหลายๆประเทศในตารางนี้เป็นประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเสถียรด้วยนะ

ถ้าลงทุนกับธนาคารมันแย่ขนาดนั้น ไม่ลองเอาเงินที่จะไปฝากธนาคารมาเปลี่ยนเป็น crypto แล้วฝากกับ wallet ของ Celsius ดูล่ะ? ไม่ว่าจะเป็น stablecoin (USDC, USDT, GUST, ฯลฯ) เพราะเราจะได้ดอกเบี้ยจาก crypto ที่เราฝากได้ถึง 10% ต่อปี (รึมากกว่านั้น) โดยผู้ที่ฝาก crypto กับ Celsius จะไม่มีช่วง lock-up ที่เหรียญของเราโดนล็อคไว้ในระบบ สามารถถอนออกได้ทันทีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการถอนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ?
มีจริงครับ
ส่วนหลังของบทความนี้จะอธิบายต่อว่าทำไม model ธุรกิจของ Celsius ถึงยั่งยืนและทำได้ตามที่กล่าวจริง โดยจะเริ่มอธิบายจากดอกเบี้ยที่ Celsius จ่ายคืนให้กับผู้ใช้งานดอกเบี้ยของ Celsius Network มาจากไหน?
ตามที่บอกไปข้างต้น Celsius Network จะนำกำไร 80% ของบริษัทมาจ่ายดอกเบี้ยคืนให้กับผู้ใช้ที่ฝาก crypto เข้าระบบทุกสัปดาห์
อ่านไม่ผิดครับ 80%!
ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ Celsius Network แตกต่างจาก project เพราะว่าหนึ่งในพันธกิจของบริษัทคือจะใช้กำไรแค่ 20% ในการบริหารธุรกิจ ซึ่งขนาดทำแบบนี้แล้วบริษัทก็ยังทำกำไรต่อเนื่องครับเจ๋งใช่มั้ยล่ะ
ที่เป็นแบบนี้ได้ เราต้องเข้าใจว่า Celsius Networks เป็นบริษัทที่เน้นการปล่อยกู้ crypto ครับ และกำไรส่วนมากก็มาจากตรงนั้น เวลาเราฝากเหรียญ crypto ของเราไปที่ Celsius เหรียญของเราจะถูกนำไปรวมกันเป็น pool ของเหรียญชนิดเดียวกัน จากนั้นบริษัทก็จะเอาเหรียญนั้นไปให้สถาบันการเงินกู้ยืม และคิดดอกเบี้ยการกู้ยืมจากสถาบันการเงินนั้น และดอกเบี้ยตรงส่วนนี้คือรายได้หลักของ Celsius เมื่อ Celsius ได้เงินมาจากนักลงทุนสถาบัน บริษัทก็จะเอา 80% ของรายได้มาซื้อ crypto เพื่อมาจ่ายดอกเบี้ยให้กับเราที่เป็นผู้ใช้งาน
ความเสี่ยงหลักของเจ้าหนี้รึผู้ให้ยืมเงินคือลูกหนี้รึผู้ยืมเงินไม่ยอมจ่ายหนี้คืนครับ ซึ่งทาง Celsius Network ก็มีการรับมือความเสี่ยงนี้แล้วด้วยวิธีที่เรียกว่า over-collateralized loans (หลักประกันแบบเกิน)โดยมีรายละเอียดคือ ผู้ขอยืมเงินจาก Celsius จะต้องนำหลักประกันมาค้ำไว้ ตามตัวอย่างข้างล่างนี้
สมมติว่า มีบริษัท A ต้องการยืม 100 Bitcoin จาก Celsius และในตอนนั้น ราคาของ 1 Bitcoin คือ $10,000 แสดงว่าจำนวนหนี้ที่ทางบริษัทยืมไปคือ $1,000,000 (100 BTC x 10,000)การที่บริษัท A จะยืมเงินจาก Celsius ได้ บริษัทต้องนำหลักประกันที่มีมูลค่ามากกว่า $2.000.000 มาค้ำประกันไว้ โดยตรงนี้จะมีอัตรา Loan-To-Value (LTV) อยู่ที่ 50%ทีนี้ ถ้าราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นจาก $10.000 ไปที่ $11.000 ค่า LTV จะเปลี่ยนเป็น 55% และทาง Celsius Network จะแจ้ง margin call ไปยังบริษัท A เพื่อให้นำหลักประกันมาค้ำเพิ่มเพื่อให้กลับไปยัง 50% LTV ถ้าบริษัท A ไม่สามารถลดค่า LTV ลงได้ และค่าของ Bitcoin ยังงพุ่งสูงขึ้น (สมมติว่าพุ่งไปถึง) $15.000 ค่า LTV จะเป็น 75%
ถึงตอนนั้น Celsius Network จะทำการยึดทรัพย์ที่บริษัท A นำมาค้ำไว้ ($2.000.000) เพื่อนำ 100 BTC ที่ให้ยืมไปกลับคืนมา และมูลค่าของ BTC ตอนที่ยึดกลับมาก็จะเพิ่มจาก $1.000.000 เป็น $1.500.000 ตามราคาตลาด
และเพื่อเพิ่มรายได้กว่าเดิม Celsius ยังมีอีกวิธีที่จะเพิ่มการหารายได้ นั่นคือ rehypothecation ครับ
คำว่า rehypothecation เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อตอนที่ Lehman Brothers ล้มละลายและทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปี 2007(ผู้แปลพยายามหาคำไทยแล้ว เหมือนจะแปลว่า หลักประกันที่ได้จากการให้กู้ยืมเงินไไปใช้ต่อแต่ดูไม่ค่อยสื่อเท่าไหร่)
*rehypethecation ไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไป เป็นเหมือนกับเครื่องมือการทำเงินชนิดหนึ่ง ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเสียเงินมากกว่าหลักของ rehypothecation คือ• เราจะเพิ่มสภาพคล่องจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่ได้ไวแค่ไหน (How fast can I get liquidity from the assets I hold?)• ผู้ขอกู้ยืมเงินมีลักษณะเป็นยังไง? (What is the quality of the borrower?)• หนี้ที่ยืมไปถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์การการเงินอื่นๆอีกหรือเปล่า? (Are the loans used in other financial products?)
โดยลูกหนี้ที่มีลักษณะแย่คือ• ลูกหนี้ที่ใช้เวลาในกู้ทุนคืนนาน• หนี้ถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์การการเงินอื่นๆที่เป็นแบบนี้ เพราะว่ามันมีโอกาสสูงที่ผู้ปล่อยกู้จะหมุนเงินไม่ทันครับ และนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติ subprimeในปี 2007 ในช่วงนั้น การที่ธนาคารจะผลิดสภาพคล่องได้ ธนาคารต้องขายบ้านที่ถูกนำมาค้ำประกันเพื่อกู้ยืมเงิน ซึ่งบ่านรึอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่ใช่สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงแต่แรกอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารยังปล่อยกู้มากเกินไป และมีลูกหน้จำนวนมากที่ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ เลยเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ในช่วงนั้นส่วนในกรณีของ Celsius Network สินทรัพย์ที่บริษัทดูแลจะมีสภาพคล่องสูงมาก เพราะว่าผู้ยืมหลักคือนักลงทุนสถาบัน และใช้วิธี over-collateralized เลยทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเสี่ยงลดลง
ทีนี้เรามาดูกันต่อว่า rehypothecation ทำงานยังไง
สมมติว่า Celsius Network มี 1000 Bitcoin จากผู้ใช้งานเหรียญจำนวน 20% จะถูกเก็บไว้ใน cold storage เผื่อว่าผู้ใช้งานต้องการถอนเหรียญออกที่เหลือ 80% จะนำไปปล่อยกู้ต่อ (800 Bitcoin)
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราจะสมมติว่าราคา Bitcoin นั้นถูกตรึงไว้ที่ $10.000(ในความเป็นจริง ราคาจะมีความผันผวนตลอดครับ ซึ่งบริษัทจะใช้วิธีการคำนวณ LTV เพื่อปรับสมดุลอยู่แล้ว)
ขั้นตอนที่ 1
สถาบัน A ต้องการกู้ 200 Bitcoin ด้วยราคา $10.000 ต่อ Bitcoin มูลค่าของเหรียญที่จะยืมโดยรวมจะเท่ากับ $2.000.000 ดังนั้น สถาบัน A ต้องนำสินทรัพย์จำนวน $4.000.000 มาค้ำ เพื่อให้ได้ 50% LTV.จบขั้นตอนนี้ Celsius Network จะมี 600 Bitcoin เหลือให้สถาบันการเงินอื่นกู้ยืมต่อ และมีสินทรัพย์ที่สภาบัน A นำมาค้ำไว้อีก $4.000.000

ขั้นตอนที่ 2
Celsius Network ตัดสินใจที่จะทำ rehypothecate กับสินทรัพย์ที่ Institution A นำมาค้ำประกันทีนี้ สถาบัน B ต้องการกู้ยืมเงินจำนวน $2.000.000 และใช้ 400 Bitcoin เพื่อค้ำประกันCelsius Network ปล่อยกู้ให้สถาบัน B เป็นจำนวน $2.000.000 โดยใช้เงินค้ำประกันที่ได้จาก สถาบัน A และได้รับ 400 Bitcoin จากสถาบัน B ที่มี 50% LTV.ตอนนี้ Celsius Network จะมี 1000 Bitcoin (600 จากผู้ใช้งาน และ 400 จากB) และเงินค้ำประกันอีก $2.000.000 จาก A.

ชั้นตอนที่ 3
สถาบัน C ต้องการกู้ยืม 300 Bitcoin โดยใช้เงิน $6.000.000 เพื่อค้ำประกัน และจะมี 50% LTV.ตอนนี้ Celsius จะมี 700 Bitcoin และ $8.000.000.

จะเห็นได้ว่า การที่บริษัทใช้หลัก over-collateralized จะทำให้บริษัทมีสินทรัพย์ไปหมุนต่อเยอะมากครับ
ขั้นตอนที่ 4
สมมติว่าผู้ใช้งานพร้อมใจกันถอนเหรียญออกในรวดเดียว คิดเป็น 800 Bitcoin Celsius Network ก็ยังสามารถจ่ายเหรียญคืนให้ผู้ใช้งานได้เพราะบริษัทยังมีสินทรัพย์ที่คิดเป็น 1,500 Bitcoin

ขั้นตอนที่ 5
ทีนี้ ถ้าสถาบันฯ ต้องการพร้อมใจกันชำระหนี้ในช่วงเดียวกัน Celsius Network ก็ต้องจ่าย 800 Bitcoin คืนไป และจะมีเงินเหลือ $7.000.000 ซึ่งเทียบเท่ากับ 700 Bitcoin.
สถาบัน A ชำระ 200 Bitcoin ที่ยืมไป และได้รับ $4.000.000 ที่นำมาค้ำไว้คืน Celsius Network จะมี 200 Bitcoin และสินทรัพย์ $3.000.000

ขั้นตอนที่ 6
สถาบัน B ชำระหนี้ $2.000.000 คืน และได้รับ 400 Bitcoin กลับคืนไป Celsius Network จะมีสินทรัพย์เหลือ $3.000.000.

ขั้นตอนที่ 7
สถาบัน C ชำระ 300 Bitcoin คืนและได้รับ $6.000.000 กลับคืนไป Celsius Network จะมี 300 Bitcoin และ $3.000.000 Celsius Network ก็จะ liquidating 300 Bitcoin ที่เพิ่งได้รับคืนมาเพื่อชำระ $6.000.000 คืนให้กับสถาบัน C

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าต่อให้ผู้ใช้งานพร้อมใจกันแห่มาถอนเหรียญออกจนหมด และสถาบันฯพร้อมใจกันชำระเงินคืนในรวดเดียว Celsius ก็ยังสามารถหมุนเงินและเหรียญเพื่อไปจ่ายคืนให้กัยทุกคนได้ครับ
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ ถ้าใครสนใจใช้งาน Celsius Network. แนะนำว่าให้โหลดแอปจาก link ของผมด้านล่าง
ใส่โค้ด 149421c6fd แล้วฝากเงินเข้า wallet ด้วย crypto ตัวไหนก็ได้ให้มีมูลค่าอย่างน้อย$400 โดยไม่ถอนออก พอครบ 30 วัน จะได้เงินเพิ่ม $50 เป็น BTC ครับ
[Link ลงทะเบียนกับ Celsius Network](https://หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ ถ้าใครสนใจใช้งาน Celsius Network. แนะนำว่าให้โหลดแอปจาก link ของผมด้านล่าง ใส่โค้ด 149421c6fd แล้วฝากเงินเข้า wallet ด้วย crypto ตัวไหนก็ได้ให้มีมูลค่าอย่างน้อย$400 โดยไม่ถอนออก พอครบ 30 วัน จะได้เงินเพิ่ม $50 เป็น BTC ครับ Link เพื่อลงทะเบียนกับ Celsius Network)

ผมเขียนบทความตัวเต็มเกี่ยวกับการใช้งาน Celsius Network ไว้ที่ link ด้านล่างครับ
บทความนี้แปลมาจากบทความภาษาอังกฤษที่นี่ และมีการเพิ่มเนื้อหาบางส่วนนะครับ
Celsius Network คือบริษัทที่เน้นให้บริการกู้ยืม cryptocurrency โดยมีจุดขายที่น่าสนใจคือ• บริษัทจะนำกำไร 80% คืนให้ผู้ใช้งาน• ผู้ใช้งานจะได้รับดอกเบี้ยทุกวันจันทร์
ใช่ครับ ได้ดอกเบี้ยทุกวันจันทร์!!! ออกบ่อยยิ่งกว่าหวยอีก!!
ในบทความนี้ ผู้เขียน (และผู้แปลด้วย) จะอธิบายว่า
• ทำไมเราถึงคิดว่า Celsius Network เป็นหนึ่งใน project ที่น่าติดตามที่สุดในวงการคริปโต
• โมเดลธุรกิจของ Celsius เป็นยังไง ทำไมถึงยั่งยืนและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ผู้เขียนบทความเป็นลูกค้าผู้ใช้งาน Celsius มากว่าสองปีแล้ว และทุกสิ่งที่เขียนในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวที่มาจากความเข้าใจ ประสบการณ์การใช้งานจริงของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่าต้องทำการศึกษาด้วยตัวเองให้มากๆ จากหลายๆแหล่ง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
(ผู้แปล เริ่มใช้งานมา Celsius มาได้ประมาณปีครึ่ง มีความเห็นตรงกับผู้เขียนหลักทุกประการ)
ถ้าคุณเป็นคนที่สนใจในคริปโตฯ ก็น่าจะรู้จักเหรียญดังๆอย่างเช่น Bitcoin และ Ethereumโดย Bitcoin นั้นนอกจากจะทำให้เราเข้าถึงสิ่งใหม่ๆหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ digital scarcity (สินทรัพย์ดิจิตอลที่มีจำนวนจำกัด) ส่วน Ethereum ก็ทำให้โลกได้รู้จักกับระบบ smart contracts รวมไปถึงโอกาสที่จะเข้าถึง cryptocurrency ใหม่ๆได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่ตามมาก็คือช่วงฟองสบู่ ICO mania ในช่วงปี 2017 แต่สิ่งที่ตามมาหลังฟองสบู่แตกก็คือ หลายๆ project พากันล้มเหลวไม่เป็นท่า ซึ่งหลังช่วงฟองสบู่แตกนั้นมีเพียงแค่ไม่กี่โครงการที่รอดมาได้ ซึ่งล้วนแต่เป็น project ที่มีพื้นฐานดี และช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง และ Celsius Network ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่รอดผ่านช่วงฟองสู่แตกมาได้ครับ
นอกจากจะผ่านมรสุมในช่วงนั้นมาได้ บริษัทยังมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก แรงแซงทั้ง Bitcoin และ Ethereum แบบไม่ทิ้งฝุ่น โดยถ้าดูกราฟข้างล่างนี้จะเห็นว่า โทเคน CEL (โทเคนของ Celsius) มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6086.8% ต่อปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดอยู่แค่นี้

เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้สึกคล้ายๆกัน
เราทำงานหนัก แล้วยังต้องเจอภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่มีเงินเหลือเก็บสำรองในยามฉุกเฉิน (ลองดูช่วงโควิดระบาดก็ได้ครับ ว่าเรามีเงินสำรองฉุกเฉินพอใช้กี่เดือน)
เงินฝากอยู่ในธนาคาร ก็ได้ดอกเบี้ยนิดเดียว ซึ่งที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า
• คนส่วนมากยังไม่เข้าถึงเครื่องมือทำเงิน
• ระบบการเงิน และธนาคารออกแบบมาเพื่อหาเงินจากเรา ที่เป็นคนฝากเงิน เพราะธนาคารเอาเงินของเราไปปล่อยกู้รึหาเงินต่อ และหาเงินเข้าตัวเอง
ลองดูตารางดอกเบี้ยของตราสารหนี้ในประเทศต่างๆหลังปรับอัตราเงินเฟ้อแล้วก็ได้ครับ โดยหลายๆประเทศในตารางนี้เป็นประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเสถียรด้วยนะ

ถ้าลงทุนกับธนาคารมันแย่ขนาดนั้น ไม่ลองเอาเงินที่จะไปฝากธนาคารมาเปลี่ยนเป็น crypto แล้วฝากกับ wallet ของ Celsius ดูล่ะ? ไม่ว่าจะเป็น stablecoin (USDC, USDT, GUST, ฯลฯ) เพราะเราจะได้ดอกเบี้ยจาก crypto ที่เราฝากได้ถึง 10% ต่อปี (รึมากกว่านั้น) โดยผู้ที่ฝาก crypto กับ Celsius จะไม่มีช่วง lock-up ที่เหรียญของเราโดนล็อคไว้ในระบบ สามารถถอนออกได้ทันทีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการถอนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ?
มีจริงครับ
ส่วนหลังของบทความนี้จะอธิบายต่อว่าทำไม model ธุรกิจของ Celsius ถึงยั่งยืนและทำได้ตามที่กล่าวจริง โดยจะเริ่มอธิบายจากดอกเบี้ยที่ Celsius จ่ายคืนให้กับผู้ใช้งานดอกเบี้ยของ Celsius Network มาจากไหน?
ตามที่บอกไปข้างต้น Celsius Network จะนำกำไร 80% ของบริษัทมาจ่ายดอกเบี้ยคืนให้กับผู้ใช้ที่ฝาก crypto เข้าระบบทุกสัปดาห์
อ่านไม่ผิดครับ 80%!
ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ Celsius Network แตกต่างจาก project เพราะว่าหนึ่งในพันธกิจของบริษัทคือจะใช้กำไรแค่ 20% ในการบริหารธุรกิจ ซึ่งขนาดทำแบบนี้แล้วบริษัทก็ยังทำกำไรต่อเนื่องครับเจ๋งใช่มั้ยล่ะ
ที่เป็นแบบนี้ได้ เราต้องเข้าใจว่า Celsius Networks เป็นบริษัทที่เน้นการปล่อยกู้ crypto ครับ และกำไรส่วนมากก็มาจากตรงนั้น เวลาเราฝากเหรียญ crypto ของเราไปที่ Celsius เหรียญของเราจะถูกนำไปรวมกันเป็น pool ของเหรียญชนิดเดียวกัน จากนั้นบริษัทก็จะเอาเหรียญนั้นไปให้สถาบันการเงินกู้ยืม และคิดดอกเบี้ยการกู้ยืมจากสถาบันการเงินนั้น และดอกเบี้ยตรงส่วนนี้คือรายได้หลักของ Celsius เมื่อ Celsius ได้เงินมาจากนักลงทุนสถาบัน บริษัทก็จะเอา 80% ของรายได้มาซื้อ crypto เพื่อมาจ่ายดอกเบี้ยให้กับเราที่เป็นผู้ใช้งาน
ความเสี่ยงหลักของเจ้าหนี้รึผู้ให้ยืมเงินคือลูกหนี้รึผู้ยืมเงินไม่ยอมจ่ายหนี้คืนครับ ซึ่งทาง Celsius Network ก็มีการรับมือความเสี่ยงนี้แล้วด้วยวิธีที่เรียกว่า over-collateralized loans (หลักประกันแบบเกิน)โดยมีรายละเอียดคือ ผู้ขอยืมเงินจาก Celsius จะต้องนำหลักประกันมาค้ำไว้ ตามตัวอย่างข้างล่างนี้
สมมติว่า มีบริษัท A ต้องการยืม 100 Bitcoin จาก Celsius และในตอนนั้น ราคาของ 1 Bitcoin คือ $10,000 แสดงว่าจำนวนหนี้ที่ทางบริษัทยืมไปคือ $1,000,000 (100 BTC x 10,000)การที่บริษัท A จะยืมเงินจาก Celsius ได้ บริษัทต้องนำหลักประกันที่มีมูลค่ามากกว่า $2.000.000 มาค้ำประกันไว้ โดยตรงนี้จะมีอัตรา Loan-To-Value (LTV) อยู่ที่ 50%ทีนี้ ถ้าราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นจาก $10.000 ไปที่ $11.000 ค่า LTV จะเปลี่ยนเป็น 55% และทาง Celsius Network จะแจ้ง margin call ไปยังบริษัท A เพื่อให้นำหลักประกันมาค้ำเพิ่มเพื่อให้กลับไปยัง 50% LTV ถ้าบริษัท A ไม่สามารถลดค่า LTV ลงได้ และค่าของ Bitcoin ยังงพุ่งสูงขึ้น (สมมติว่าพุ่งไปถึง) $15.000 ค่า LTV จะเป็น 75%
ถึงตอนนั้น Celsius Network จะทำการยึดทรัพย์ที่บริษัท A นำมาค้ำไว้ ($2.000.000) เพื่อนำ 100 BTC ที่ให้ยืมไปกลับคืนมา และมูลค่าของ BTC ตอนที่ยึดกลับมาก็จะเพิ่มจาก $1.000.000 เป็น $1.500.000 ตามราคาตลาด
และเพื่อเพิ่มรายได้กว่าเดิม Celsius ยังมีอีกวิธีที่จะเพิ่มการหารายได้ นั่นคือ rehypothecation ครับ
คำว่า rehypothecation เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อตอนที่ Lehman Brothers ล้มละลายและทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปี 2007(ผู้แปลพยายามหาคำไทยแล้ว เหมือนจะแปลว่า หลักประกันที่ได้จากการให้กู้ยืมเงินไไปใช้ต่อแต่ดูไม่ค่อยสื่อเท่าไหร่)
*rehypethecation ไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไป เป็นเหมือนกับเครื่องมือการทำเงินชนิดหนึ่ง ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเสียเงินมากกว่าหลักของ rehypothecation คือ• เราจะเพิ่มสภาพคล่องจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่ได้ไวแค่ไหน (How fast can I get liquidity from the assets I hold?)• ผู้ขอกู้ยืมเงินมีลักษณะเป็นยังไง? (What is the quality of the borrower?)• หนี้ที่ยืมไปถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์การการเงินอื่นๆอีกหรือเปล่า? (Are the loans used in other financial products?)
โดยลูกหนี้ที่มีลักษณะแย่คือ• ลูกหนี้ที่ใช้เวลาในกู้ทุนคืนนาน• หนี้ถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์การการเงินอื่นๆที่เป็นแบบนี้ เพราะว่ามันมีโอกาสสูงที่ผู้ปล่อยกู้จะหมุนเงินไม่ทันครับ และนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติ subprimeในปี 2007 ในช่วงนั้น การที่ธนาคารจะผลิดสภาพคล่องได้ ธนาคารต้องขายบ้านที่ถูกนำมาค้ำประกันเพื่อกู้ยืมเงิน ซึ่งบ่านรึอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่ใช่สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงแต่แรกอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารยังปล่อยกู้มากเกินไป และมีลูกหน้จำนวนมากที่ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ เลยเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ในช่วงนั้นส่วนในกรณีของ Celsius Network สินทรัพย์ที่บริษัทดูแลจะมีสภาพคล่องสูงมาก เพราะว่าผู้ยืมหลักคือนักลงทุนสถาบัน และใช้วิธี over-collateralized เลยทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเสี่ยงลดลง
ทีนี้เรามาดูกันต่อว่า rehypothecation ทำงานยังไง
สมมติว่า Celsius Network มี 1000 Bitcoin จากผู้ใช้งานเหรียญจำนวน 20% จะถูกเก็บไว้ใน cold storage เผื่อว่าผู้ใช้งานต้องการถอนเหรียญออกที่เหลือ 80% จะนำไปปล่อยกู้ต่อ (800 Bitcoin)
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราจะสมมติว่าราคา Bitcoin นั้นถูกตรึงไว้ที่ $10.000(ในความเป็นจริง ราคาจะมีความผันผวนตลอดครับ ซึ่งบริษัทจะใช้วิธีการคำนวณ LTV เพื่อปรับสมดุลอยู่แล้ว)
ขั้นตอนที่ 1
สถาบัน A ต้องการกู้ 200 Bitcoin ด้วยราคา $10.000 ต่อ Bitcoin มูลค่าของเหรียญที่จะยืมโดยรวมจะเท่ากับ $2.000.000 ดังนั้น สถาบัน A ต้องนำสินทรัพย์จำนวน $4.000.000 มาค้ำ เพื่อให้ได้ 50% LTV.จบขั้นตอนนี้ Celsius Network จะมี 600 Bitcoin เหลือให้สถาบันการเงินอื่นกู้ยืมต่อ และมีสินทรัพย์ที่สภาบัน A นำมาค้ำไว้อีก $4.000.000

ขั้นตอนที่ 2
Celsius Network ตัดสินใจที่จะทำ rehypothecate กับสินทรัพย์ที่ Institution A นำมาค้ำประกันทีนี้ สถาบัน B ต้องการกู้ยืมเงินจำนวน $2.000.000 และใช้ 400 Bitcoin เพื่อค้ำประกันCelsius Network ปล่อยกู้ให้สถาบัน B เป็นจำนวน $2.000.000 โดยใช้เงินค้ำประกันที่ได้จาก สถาบัน A และได้รับ 400 Bitcoin จากสถาบัน B ที่มี 50% LTV.ตอนนี้ Celsius Network จะมี 1000 Bitcoin (600 จากผู้ใช้งาน และ 400 จากB) และเงินค้ำประกันอีก $2.000.000 จาก A.

ชั้นตอนที่ 3
สถาบัน C ต้องการกู้ยืม 300 Bitcoin โดยใช้เงิน $6.000.000 เพื่อค้ำประกัน และจะมี 50% LTV.ตอนนี้ Celsius จะมี 700 Bitcoin และ $8.000.000.

จะเห็นได้ว่า การที่บริษัทใช้หลัก over-collateralized จะทำให้บริษัทมีสินทรัพย์ไปหมุนต่อเยอะมากครับ
ขั้นตอนที่ 4
สมมติว่าผู้ใช้งานพร้อมใจกันถอนเหรียญออกในรวดเดียว คิดเป็น 800 Bitcoin Celsius Network ก็ยังสามารถจ่ายเหรียญคืนให้ผู้ใช้งานได้เพราะบริษัทยังมีสินทรัพย์ที่คิดเป็น 1,500 Bitcoin

ขั้นตอนที่ 5
ทีนี้ ถ้าสถาบันฯ ต้องการพร้อมใจกันชำระหนี้ในช่วงเดียวกัน Celsius Network ก็ต้องจ่าย 800 Bitcoin คืนไป และจะมีเงินเหลือ $7.000.000 ซึ่งเทียบเท่ากับ 700 Bitcoin.
สถาบัน A ชำระ 200 Bitcoin ที่ยืมไป และได้รับ $4.000.000 ที่นำมาค้ำไว้คืน Celsius Network จะมี 200 Bitcoin และสินทรัพย์ $3.000.000

ขั้นตอนที่ 6
สถาบัน B ชำระหนี้ $2.000.000 คืน และได้รับ 400 Bitcoin กลับคืนไป Celsius Network จะมีสินทรัพย์เหลือ $3.000.000.

ขั้นตอนที่ 7
สถาบัน C ชำระ 300 Bitcoin คืนและได้รับ $6.000.000 กลับคืนไป Celsius Network จะมี 300 Bitcoin และ $3.000.000 Celsius Network ก็จะ liquidating 300 Bitcoin ที่เพิ่งได้รับคืนมาเพื่อชำระ $6.000.000 คืนให้กับสถาบัน C

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าต่อให้ผู้ใช้งานพร้อมใจกันแห่มาถอนเหรียญออกจนหมด และสถาบันฯพร้อมใจกันชำระเงินคืนในรวดเดียว Celsius ก็ยังสามารถหมุนเงินและเหรียญเพื่อไปจ่ายคืนให้กัยทุกคนได้ครับ
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ ถ้าใครสนใจใช้งาน Celsius Network. แนะนำว่าให้โหลดแอปจาก link ของผมด้านล่าง
ใส่โค้ด 149421c6fd แล้วฝากเงินเข้า wallet ด้วย crypto ตัวไหนก็ได้ให้มีมูลค่าอย่างน้อย$400 โดยไม่ถอนออก พอครบ 30 วัน จะได้เงินเพิ่ม $50 เป็น BTC ครับ
[Link ลงทะเบียนกับ Celsius Network](https://หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ ถ้าใครสนใจใช้งาน Celsius Network. แนะนำว่าให้โหลดแอปจาก link ของผมด้านล่าง ใส่โค้ด 149421c6fd แล้วฝากเงินเข้า wallet ด้วย crypto ตัวไหนก็ได้ให้มีมูลค่าอย่างน้อย$400 โดยไม่ถอนออก พอครบ 30 วัน จะได้เงินเพิ่ม $50 เป็น BTC ครับ Link เพื่อลงทะเบียนกับ Celsius Network)
Subscribe to Sparrowhawk
Subscribe to Sparrowhawk
<100 subscribers
<100 subscribers
No activity yet