
Subscribe to england

Subscribe to england
<100 subscribers
<100 subscribers
Share Dialog
Share Dialog

Sui เป็น project Layer 1 ที่ถูกพัฒนาโดย Mysten Labs ซึ่งตอนนี้ Sui กำลังเป็นที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากเนื่องจากได้ใช้ภาษา Move ซึ่งเป็นภาษาที่เหมาะในการพัฒนา smart contract ใน Blockchain เป็นอย่างมาก
ในปัจจุบันนั้น Blockchain ส่วนใหญ่ยังไม่มีประสิทธิภาพพอและมี Pain point ในการใช้งานแบบ large scale ซึ่งทาง Sui นั้นได้เห็นถึงปัญหาในส่วนนี้และได้ทำการพัฒนา Blockchain เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ Builder และ Developer ที่ใช้งานสามารถสร้าง Blockchain ที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งสามารถตอบสนองผู้ใช้ Web3 จำนวนมากได้ในอนาคต โดย Sui นั้นจะเป็น Blockchain ที่มีความไว รองรับการใช้งานจำนวนมากและมีค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่ต่ำ

โดย Mysten Labs นั้นก่อตั้งโดย




ทั้ง 4 คนนั้นเป็น Co-founder ของ Mystenlab โดยทั้ง 4 คนนั้นเคยทำงานร่วมกันในทีม Novi Research ซึ่งจะโฟกัสใน Diem Blockchain, Move language และ high-performance consensus ในตอนที่ทั้ง 4 คนนั้นยังทำงานให้กับ Meta
ในช่วงปลายปี 2021 Evan Cheng และ Sam Blackshear ได้ตัดสินใจออกจาก Meta เพื่อที่จะมาพัฒนา Web3 infrastructure แบบเต็มรูปแบบ โดยพวกเขาได้เริ่มต้นก่อตั้ง Mysten Labs ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ซึ่งทางทีมนั้นได้มีประสบการณ์ใน Blockchain infrastructure เป็นอย่างมากทำให้ Sui นั้นมีข้อได้เปรียบในตรงนี้เพราะแต่ละคนนั้นได้มีความเชียวชาญเป็นอย่างมากเกี่ยวกับ infrastructure ของ Web3
Diem หรือชื่อเดิมคือ Facebook Libra คือ Blockchain based Stable coin payment ซึ่งถูกสร้างโดย Meta ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย เนื่องจากปัญหาด้านกฎหมาย ทำให้โปรเจกต์ต้องหยุดลงในปี 2565 และทรัพย์สินทั้งหมดได้ถูกขายให้กับ Visa, Uber, eBay, Spotify, Coinbase ซึ่งเป็น partnerของ Diem ทั้งหมด ซึ่งตัวโปรเจคนั้นสามารถตรึงเหรียญ stable coin ไว้กับสกุลเงินทั่วไป เช่น ดอลลาร์สหรัฐ โดยในส่วนของทุนสำรองจะประกอบไปด้วย เงินสดและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น แต่แม้ว่าโปรเจกต์จะหยุดลง แต่ Diem ได้ทิ้งสิ่งที่มีค่าไว้มากมาย: เช่น ทีมงาน SUI และ technical assets เช่น ภาษา MOVE
ในปี 2021 Mysten Labs ปิดรอบการระดมทุนมูลค่า 36 ล้านดอลลาร์ นำโดย a16z โดยมีส่วนร่วมจาก Coinbase Ventures, NFX, Slow Ventures, Scribble Ventures, Samsung NEXT และ Lux Capital
ในเดือนกันยายน 2022 Mysten Labs สามารถ raised fund ใน Series B มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ โดยถูกตี มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ นำโดย FTX Ventures โดยมีส่วนร่วมจาก A16z Crypto, Jump Crypto, Apollo, Binance Labs, Franklin Templeton, Coinbase Ventures, Circle Ventures, Lightspeed Venture พันธมิตร, Sino Global, Dentsu Ventures, Greenoaks Capital, O'Leary Ventures
ซึ่ง VC ชั้นนำได้ทำให้ SUI เป็นดาวเด่นในตลาดหมีนี้ และยังบอกอีกว่าโครงสร้างของ Sui นั้นเป็นที่น่าคาดหวังอย่างมากในอนาคต ซึ่งการ raise fund ในตลาดหมีนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากแต่ Sui กลับ raise fund ไปได้เยอะมาก
SUI นั้นมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงมาก ซึ่งจากข้อมูลบนโหนดของ SUI ที่ทำงานบน MacBook Pro แสดงให้เห็นว่าสามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากกว่า 120,000 transaction per second ซึ่งถ้าจะให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้นนั้น หากลองเปรียบเทียบกับ Solana ที่มีความเร็วสูงแต่ยังทำได้แค่ 65,000 transaction per second เท่านั้น โดย Sui นั้นมีความเร็วเกือบจะ 2 เท่าของ Solana เลยทีเดียว โดย SUI ใช้วิธีการแบบ "multi-lane" ในการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าขั้นตอนการทำธุรกรรมสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีอุปสรรคจากผู้อื่น SUI สามารถเพิ่มปริมาณ Workload ได้โดยการเพิ่ม equiment ของแต่ละ verification โหนด หลักการคือแต่ละ independent transaction สามารถตรวจสอบได้พร้อมกัน ดังนั้นจึงมีความสามารถในการประมวลผลธุรกรรมที่มีขนาดใหญ่
ซึ่ง Dapps ในอนาคตของ SUI ไม่ว่าจะเป็นทั้ง gamefi หรือ Defi ต่างก็ต้องการการใช้งานที่มีความเร็วและประสิทธิภาพสูง คุณสมบัติของ SUI นั้นจะสามารถตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้
โดย Byzantine broadcast และ BFT ที่ใช้โดย SUI นั้นใช้เวลาที่ต่ำมาก โดยธุรกรรมที่ง่าย ๆ จะสามารถตรวจสอบได้ทันที แต่ธุรกรรมที่ซับซ้อนใช้เวลาเพียง 2-3 วินาที
SUI ใช้ภาษา MOVE language ในการพัฒนาและเพื่อใช้ Smart contact โดย MOVE นั้นจะมีความชัดเจนมากกว่าเมื่อเทียบกับภาษาที่พัฒนา Smart contact อื่นๆ

จำนวน total supply ของ Sui คือ 10B tokens
โทเค็นจำนวนหนึ่งจะถูกปล่อยตอน mainnet และส่วนที่เหลือจะทยอยปลดเรื่อยๆ ซึ่งโทเค็นเหล่านี้สามารถใช้เป็น Proof of Stake (PoS), ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมและ การ votes
SUI นั้นไม่มีกลไก Deflationary แต่ total supply ทั้งหมดนั้นจะมีจำนวนจำกัด โดย on-chain activity และการ staking จะลด circulation ของโทเค็น เนื่องจากถ้ามีความต้องการของ SUI โทเค็นเพิ่มขึ้น ราคาก็จะเพิ่มขึ้นตาม

ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่า Sui นั้นไม่เหมือนกับ Aptos และโปรเจกส์อื่นๆที่ใช้ ภาษา Move ที่ใช้ภาษา Move แบบดั้งเดิมของ Meta Libra โดยตรง แต่ Sui นั้นได้ใช้แนวคิดที่ใหม่และนอกกรอบโดย Sui นั้นได้ใช้ภาษา Move เวอร์ชั่นที่สามารถ Custom เองได้ นั่นคือ Sui Move เพื่อเขียน Smart Contract และผู้สร้างภาษา Move นั้นคือ Sam Blackshear ซึ่งตอนนี้ได้เป็น CTO ของ Sui
Sui Move เป็นภาษาสำหรับ Smart Contract ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะกับการใช้งานแบบ parallel execution แต่ในขณะที่ภาษา Diem-Move (ภาษา Move แบบดั้งเดิม) ซึ่งได้รับการพัฒนาด้วย "permissioned system" และเมื่อพิจารณาถึงการควบคุมการเข้าถึงอย่างที่ค่อนข้างจะเข้มงวด แนวคิดของ Sui เกี่ยวกับการเข้าถึงการใช้งานจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีระบบที่เปิดกว้างมากขึ้นเพื่อการเริ่มใช้งาน ด้วยเหตุนี้ Sui Move จึงสร้างฟังก์ชันพื้นฐานเพิ่มเติม เช่น ฟังก์ชัน transfer ที่ช่วยให้ "การสร้าง asset จำนวนมากโดยไม่สะดุด" และด้วยการปรับเปลี่ยนอื่น ๆ ของ Sui ในภาษา Move ยังทำให้สามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้นสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการจะ build on sui และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่จำเป็นต้องใช้ "wrapper patterns" เหมือนในภาษา Move แบบดั้งเดิม การเพิ่มประสิทธิภาพใน "Typing” ของ Sui Move ยังช่วยให้สามารถรวม asset ประเภทต่างๆ เข้าด้วยกันเป็น container ของ asset ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะเป็นการขยายการทำงานของประเภทที่ custom ขึ้นมาเองและช่วยให้โครงสร้างที่หลากหลายเป็นระเบียบขึ้นอีกด้วย
ทั้ง Sui และ Aptos นั้นได้ใช้ภาษาเดียวกันในการสร้างนัันคือ Move language แต่อย่างที่ผมได้กล่าวไปว่า Aptos นั้นได้ใช้ภาษา Move แบบดั้งเดิมแต่ Sui นั้นได้พัฒนาให้เข้ากับในแบบของ Sui จึงได้ใช้ Sui Move โดยทีมของ Sui และ Aptos นั้นเคยได้ร่วมทีมกันตอนอยู่ที่ Diem แต่คนที่เป็นคนคิดค้นภาษา Move นั้นคือ CTO ของ Sui Sam Blackshear
ทั้ง Sui และ Aptos นั้นเลือกใช้ proof of stake สำหรับ consensus mechanism แต่ consensus ที่ใช้นั้นอาจจะแตกต่างกัน
Aptos ใช้การ parallelization กันโดยการตรวจจับแบบไดนามิกและกำหนดงานการดำเนินการโดยใช้ BlockSTM ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของโปรโตคอลที่สอดคล้องกันของ HotStuff
แต่ Sui ใช้ Narwhal และ Tusk เป็นอัลกอริทึมที่สอดคล้องกัน ซึ่งเป็น mempool ที่ใช้ DAG (กำกับกราฟ acyclic) ที่ใช้สำหรับการ parallelization สำหรับ execution layer โปรโตคอลเป็นแบบ asynchronous ซึ่งหมายความว่าสามารถทนต่อการโจมตีแบบ DoS ได้
แทนที่จะใช้ home validator หรือการ decentralization ขนาดใหญ่ ทั้ง Aptos และ Sui มีเป้าหมายที่จะ scale ขนาดให้เหมาะสมที่สุดโดยเพิ่มความจุของเครือข่ายให้สูงสุด คล้ายกับ Solana อย่างไรก็ตาม ปัญหาคอขวดน่าจะเป็นการเติบโตของระบบนิเวศ เพื่อแก้ปัญหาคอขวดในการเติบโตของ Aptos ได้จัดลำดับความสำคัญของ heterogeneous validators (CPU และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มีข้อจำกัด) ในขณะที่ Sui วางแผนที่จะแบ่งส่วนจัดเก็บข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และปรับขนาดของ resouce แบบ horizontal
Aptos Labs ระดมทุนได้ทั้งหมด 350 ล้านดอลลาร์จาก FTX Ventures, Jump Crypto, a16z, Tiger Global, Multicoin Capital และอื่น ๆ อีกมากมาย ปัจจุบัน Aptos Labs มีนักลงทุน 28 ราย
ส่วน Sui นั้นได้ตามทันอย่างรวดเร็วหลังจากการระดมทุนรอบ Series B ล่าสุดในเดือนกันยายน 2022 Mysten Labs บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง Sui ปิดการระดมทุน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบนี้ สิ่งนี้ทำให้ Sui มีรายได้รวม 36 ล้านเหรียญสหรัฐจนถึงตอนนี้ หลังจากเพิ่มจาก Series A แล้ว 36 ล้านเหรียญ Sui ยังระบุด้วยว่าปัจจุบันพวกเขามีมูลค่ามากกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
สรุป
Sui นั้นได้ใช้ technology ที่มีส่วนสำคัญสำหรับ blockchain ในทุกๆส่วนและมีความที่ไม่เหมือนกับ Blockchain L1 ใหม่อื่นๆ เช่น Aptos โดยนวัตกรรมทั้งหมดเหล่านี้รวมกันเป็น technology ที่มีความเหนียวแน่นและแข็งแกร่ง ซึ่งจะมีส่วนช่วยสำคัญสำหรับการเกิด mass adoption ของบล็อกเชน จากนวัตกรรมทั้งหมดนี้ จุดเด่นทางเทคนิคที่ใหญ่ที่สุดของ Sui ยังคงเป็นขอบเขตที่ "unlimited" สำหรับ single-write transactions (เนื่องจาก Byzantine Consistent Broadcast algorithm) ดังนั้น single-write transactions จำนวนมากจะได้รับประโยชน์จากความสามารถในการ scale ของ Sui อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการออกแบบของ Sui ยังช่วยให้ NFT นั้นได้มีศักยภาพสูงสุด โดย Sui นั้นได้เปิดประตูสำหรับ NFT ที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงและด้วยการทำให้การ mass-minting นั้นมีราคาที่เอื้อมถึงและ scale ได้ ตั้งแต่การใช้ on-chain คูปองไปจนถึง decentralized IDs และไปจนถึงบัตรเครดิตและบอร์ดดิ้งพาส ทุกสิ่งที่ Apple Wallet ทำได้หรือกระเป๋าเงินอื่น ๆทำได้ โดยสามารถทำให้เชื่อมต่อ on-chain เป็น NFT ได้ด้วยความสามารถในการ scale ของ Sui
ผมเชื่อว่าการมีส่วนร่วมที่ใหญ่ที่สุดของ Sui ใน Blockchain นั้นคือการสร้าง blueprint สำหรับ L1 blockchain ผมเชื่อว่าการพัฒนาของ Sui เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตเป็นของ Web 3 และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ว่าในระยะยาวจะมีผู้ใช้หลายพันล้านคน โดยไม่ว่า ecosystem ของ Sui จะสามารถเติบโตได้ในระยะยาวหรือไม่ ผมเชื่อว่าด้วยตัวโครงการเองของโปรเจคเองตลอดจนไปถึงการเปลี่ยนมุมมองใหม่ที่มีต่อบล็อกเชนนั้นได้แสดงถึงความสำเร็จอย่างล้นหลามแล้ว

Sui เป็น project Layer 1 ที่ถูกพัฒนาโดย Mysten Labs ซึ่งตอนนี้ Sui กำลังเป็นที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากเนื่องจากได้ใช้ภาษา Move ซึ่งเป็นภาษาที่เหมาะในการพัฒนา smart contract ใน Blockchain เป็นอย่างมาก
ในปัจจุบันนั้น Blockchain ส่วนใหญ่ยังไม่มีประสิทธิภาพพอและมี Pain point ในการใช้งานแบบ large scale ซึ่งทาง Sui นั้นได้เห็นถึงปัญหาในส่วนนี้และได้ทำการพัฒนา Blockchain เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ Builder และ Developer ที่ใช้งานสามารถสร้าง Blockchain ที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งสามารถตอบสนองผู้ใช้ Web3 จำนวนมากได้ในอนาคต โดย Sui นั้นจะเป็น Blockchain ที่มีความไว รองรับการใช้งานจำนวนมากและมีค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่ต่ำ

โดย Mysten Labs นั้นก่อตั้งโดย




ทั้ง 4 คนนั้นเป็น Co-founder ของ Mystenlab โดยทั้ง 4 คนนั้นเคยทำงานร่วมกันในทีม Novi Research ซึ่งจะโฟกัสใน Diem Blockchain, Move language และ high-performance consensus ในตอนที่ทั้ง 4 คนนั้นยังทำงานให้กับ Meta
ในช่วงปลายปี 2021 Evan Cheng และ Sam Blackshear ได้ตัดสินใจออกจาก Meta เพื่อที่จะมาพัฒนา Web3 infrastructure แบบเต็มรูปแบบ โดยพวกเขาได้เริ่มต้นก่อตั้ง Mysten Labs ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ซึ่งทางทีมนั้นได้มีประสบการณ์ใน Blockchain infrastructure เป็นอย่างมากทำให้ Sui นั้นมีข้อได้เปรียบในตรงนี้เพราะแต่ละคนนั้นได้มีความเชียวชาญเป็นอย่างมากเกี่ยวกับ infrastructure ของ Web3
Diem หรือชื่อเดิมคือ Facebook Libra คือ Blockchain based Stable coin payment ซึ่งถูกสร้างโดย Meta ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย เนื่องจากปัญหาด้านกฎหมาย ทำให้โปรเจกต์ต้องหยุดลงในปี 2565 และทรัพย์สินทั้งหมดได้ถูกขายให้กับ Visa, Uber, eBay, Spotify, Coinbase ซึ่งเป็น partnerของ Diem ทั้งหมด ซึ่งตัวโปรเจคนั้นสามารถตรึงเหรียญ stable coin ไว้กับสกุลเงินทั่วไป เช่น ดอลลาร์สหรัฐ โดยในส่วนของทุนสำรองจะประกอบไปด้วย เงินสดและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น แต่แม้ว่าโปรเจกต์จะหยุดลง แต่ Diem ได้ทิ้งสิ่งที่มีค่าไว้มากมาย: เช่น ทีมงาน SUI และ technical assets เช่น ภาษา MOVE
ในปี 2021 Mysten Labs ปิดรอบการระดมทุนมูลค่า 36 ล้านดอลลาร์ นำโดย a16z โดยมีส่วนร่วมจาก Coinbase Ventures, NFX, Slow Ventures, Scribble Ventures, Samsung NEXT และ Lux Capital
ในเดือนกันยายน 2022 Mysten Labs สามารถ raised fund ใน Series B มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ โดยถูกตี มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ นำโดย FTX Ventures โดยมีส่วนร่วมจาก A16z Crypto, Jump Crypto, Apollo, Binance Labs, Franklin Templeton, Coinbase Ventures, Circle Ventures, Lightspeed Venture พันธมิตร, Sino Global, Dentsu Ventures, Greenoaks Capital, O'Leary Ventures
ซึ่ง VC ชั้นนำได้ทำให้ SUI เป็นดาวเด่นในตลาดหมีนี้ และยังบอกอีกว่าโครงสร้างของ Sui นั้นเป็นที่น่าคาดหวังอย่างมากในอนาคต ซึ่งการ raise fund ในตลาดหมีนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากแต่ Sui กลับ raise fund ไปได้เยอะมาก
SUI นั้นมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงมาก ซึ่งจากข้อมูลบนโหนดของ SUI ที่ทำงานบน MacBook Pro แสดงให้เห็นว่าสามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากกว่า 120,000 transaction per second ซึ่งถ้าจะให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้นนั้น หากลองเปรียบเทียบกับ Solana ที่มีความเร็วสูงแต่ยังทำได้แค่ 65,000 transaction per second เท่านั้น โดย Sui นั้นมีความเร็วเกือบจะ 2 เท่าของ Solana เลยทีเดียว โดย SUI ใช้วิธีการแบบ "multi-lane" ในการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าขั้นตอนการทำธุรกรรมสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีอุปสรรคจากผู้อื่น SUI สามารถเพิ่มปริมาณ Workload ได้โดยการเพิ่ม equiment ของแต่ละ verification โหนด หลักการคือแต่ละ independent transaction สามารถตรวจสอบได้พร้อมกัน ดังนั้นจึงมีความสามารถในการประมวลผลธุรกรรมที่มีขนาดใหญ่
ซึ่ง Dapps ในอนาคตของ SUI ไม่ว่าจะเป็นทั้ง gamefi หรือ Defi ต่างก็ต้องการการใช้งานที่มีความเร็วและประสิทธิภาพสูง คุณสมบัติของ SUI นั้นจะสามารถตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้
โดย Byzantine broadcast และ BFT ที่ใช้โดย SUI นั้นใช้เวลาที่ต่ำมาก โดยธุรกรรมที่ง่าย ๆ จะสามารถตรวจสอบได้ทันที แต่ธุรกรรมที่ซับซ้อนใช้เวลาเพียง 2-3 วินาที
SUI ใช้ภาษา MOVE language ในการพัฒนาและเพื่อใช้ Smart contact โดย MOVE นั้นจะมีความชัดเจนมากกว่าเมื่อเทียบกับภาษาที่พัฒนา Smart contact อื่นๆ

จำนวน total supply ของ Sui คือ 10B tokens
โทเค็นจำนวนหนึ่งจะถูกปล่อยตอน mainnet และส่วนที่เหลือจะทยอยปลดเรื่อยๆ ซึ่งโทเค็นเหล่านี้สามารถใช้เป็น Proof of Stake (PoS), ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมและ การ votes
SUI นั้นไม่มีกลไก Deflationary แต่ total supply ทั้งหมดนั้นจะมีจำนวนจำกัด โดย on-chain activity และการ staking จะลด circulation ของโทเค็น เนื่องจากถ้ามีความต้องการของ SUI โทเค็นเพิ่มขึ้น ราคาก็จะเพิ่มขึ้นตาม

ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่า Sui นั้นไม่เหมือนกับ Aptos และโปรเจกส์อื่นๆที่ใช้ ภาษา Move ที่ใช้ภาษา Move แบบดั้งเดิมของ Meta Libra โดยตรง แต่ Sui นั้นได้ใช้แนวคิดที่ใหม่และนอกกรอบโดย Sui นั้นได้ใช้ภาษา Move เวอร์ชั่นที่สามารถ Custom เองได้ นั่นคือ Sui Move เพื่อเขียน Smart Contract และผู้สร้างภาษา Move นั้นคือ Sam Blackshear ซึ่งตอนนี้ได้เป็น CTO ของ Sui
Sui Move เป็นภาษาสำหรับ Smart Contract ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะกับการใช้งานแบบ parallel execution แต่ในขณะที่ภาษา Diem-Move (ภาษา Move แบบดั้งเดิม) ซึ่งได้รับการพัฒนาด้วย "permissioned system" และเมื่อพิจารณาถึงการควบคุมการเข้าถึงอย่างที่ค่อนข้างจะเข้มงวด แนวคิดของ Sui เกี่ยวกับการเข้าถึงการใช้งานจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีระบบที่เปิดกว้างมากขึ้นเพื่อการเริ่มใช้งาน ด้วยเหตุนี้ Sui Move จึงสร้างฟังก์ชันพื้นฐานเพิ่มเติม เช่น ฟังก์ชัน transfer ที่ช่วยให้ "การสร้าง asset จำนวนมากโดยไม่สะดุด" และด้วยการปรับเปลี่ยนอื่น ๆ ของ Sui ในภาษา Move ยังทำให้สามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้นสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการจะ build on sui และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่จำเป็นต้องใช้ "wrapper patterns" เหมือนในภาษา Move แบบดั้งเดิม การเพิ่มประสิทธิภาพใน "Typing” ของ Sui Move ยังช่วยให้สามารถรวม asset ประเภทต่างๆ เข้าด้วยกันเป็น container ของ asset ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะเป็นการขยายการทำงานของประเภทที่ custom ขึ้นมาเองและช่วยให้โครงสร้างที่หลากหลายเป็นระเบียบขึ้นอีกด้วย
ทั้ง Sui และ Aptos นั้นได้ใช้ภาษาเดียวกันในการสร้างนัันคือ Move language แต่อย่างที่ผมได้กล่าวไปว่า Aptos นั้นได้ใช้ภาษา Move แบบดั้งเดิมแต่ Sui นั้นได้พัฒนาให้เข้ากับในแบบของ Sui จึงได้ใช้ Sui Move โดยทีมของ Sui และ Aptos นั้นเคยได้ร่วมทีมกันตอนอยู่ที่ Diem แต่คนที่เป็นคนคิดค้นภาษา Move นั้นคือ CTO ของ Sui Sam Blackshear
ทั้ง Sui และ Aptos นั้นเลือกใช้ proof of stake สำหรับ consensus mechanism แต่ consensus ที่ใช้นั้นอาจจะแตกต่างกัน
Aptos ใช้การ parallelization กันโดยการตรวจจับแบบไดนามิกและกำหนดงานการดำเนินการโดยใช้ BlockSTM ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของโปรโตคอลที่สอดคล้องกันของ HotStuff
แต่ Sui ใช้ Narwhal และ Tusk เป็นอัลกอริทึมที่สอดคล้องกัน ซึ่งเป็น mempool ที่ใช้ DAG (กำกับกราฟ acyclic) ที่ใช้สำหรับการ parallelization สำหรับ execution layer โปรโตคอลเป็นแบบ asynchronous ซึ่งหมายความว่าสามารถทนต่อการโจมตีแบบ DoS ได้
แทนที่จะใช้ home validator หรือการ decentralization ขนาดใหญ่ ทั้ง Aptos และ Sui มีเป้าหมายที่จะ scale ขนาดให้เหมาะสมที่สุดโดยเพิ่มความจุของเครือข่ายให้สูงสุด คล้ายกับ Solana อย่างไรก็ตาม ปัญหาคอขวดน่าจะเป็นการเติบโตของระบบนิเวศ เพื่อแก้ปัญหาคอขวดในการเติบโตของ Aptos ได้จัดลำดับความสำคัญของ heterogeneous validators (CPU และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มีข้อจำกัด) ในขณะที่ Sui วางแผนที่จะแบ่งส่วนจัดเก็บข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และปรับขนาดของ resouce แบบ horizontal
Aptos Labs ระดมทุนได้ทั้งหมด 350 ล้านดอลลาร์จาก FTX Ventures, Jump Crypto, a16z, Tiger Global, Multicoin Capital และอื่น ๆ อีกมากมาย ปัจจุบัน Aptos Labs มีนักลงทุน 28 ราย
ส่วน Sui นั้นได้ตามทันอย่างรวดเร็วหลังจากการระดมทุนรอบ Series B ล่าสุดในเดือนกันยายน 2022 Mysten Labs บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง Sui ปิดการระดมทุน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบนี้ สิ่งนี้ทำให้ Sui มีรายได้รวม 36 ล้านเหรียญสหรัฐจนถึงตอนนี้ หลังจากเพิ่มจาก Series A แล้ว 36 ล้านเหรียญ Sui ยังระบุด้วยว่าปัจจุบันพวกเขามีมูลค่ามากกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
สรุป
Sui นั้นได้ใช้ technology ที่มีส่วนสำคัญสำหรับ blockchain ในทุกๆส่วนและมีความที่ไม่เหมือนกับ Blockchain L1 ใหม่อื่นๆ เช่น Aptos โดยนวัตกรรมทั้งหมดเหล่านี้รวมกันเป็น technology ที่มีความเหนียวแน่นและแข็งแกร่ง ซึ่งจะมีส่วนช่วยสำคัญสำหรับการเกิด mass adoption ของบล็อกเชน จากนวัตกรรมทั้งหมดนี้ จุดเด่นทางเทคนิคที่ใหญ่ที่สุดของ Sui ยังคงเป็นขอบเขตที่ "unlimited" สำหรับ single-write transactions (เนื่องจาก Byzantine Consistent Broadcast algorithm) ดังนั้น single-write transactions จำนวนมากจะได้รับประโยชน์จากความสามารถในการ scale ของ Sui อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการออกแบบของ Sui ยังช่วยให้ NFT นั้นได้มีศักยภาพสูงสุด โดย Sui นั้นได้เปิดประตูสำหรับ NFT ที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงและด้วยการทำให้การ mass-minting นั้นมีราคาที่เอื้อมถึงและ scale ได้ ตั้งแต่การใช้ on-chain คูปองไปจนถึง decentralized IDs และไปจนถึงบัตรเครดิตและบอร์ดดิ้งพาส ทุกสิ่งที่ Apple Wallet ทำได้หรือกระเป๋าเงินอื่น ๆทำได้ โดยสามารถทำให้เชื่อมต่อ on-chain เป็น NFT ได้ด้วยความสามารถในการ scale ของ Sui
ผมเชื่อว่าการมีส่วนร่วมที่ใหญ่ที่สุดของ Sui ใน Blockchain นั้นคือการสร้าง blueprint สำหรับ L1 blockchain ผมเชื่อว่าการพัฒนาของ Sui เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตเป็นของ Web 3 และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ว่าในระยะยาวจะมีผู้ใช้หลายพันล้านคน โดยไม่ว่า ecosystem ของ Sui จะสามารถเติบโตได้ในระยะยาวหรือไม่ ผมเชื่อว่าด้วยตัวโครงการเองของโปรเจคเองตลอดจนไปถึงการเปลี่ยนมุมมองใหม่ที่มีต่อบล็อกเชนนั้นได้แสดงถึงความสำเร็จอย่างล้นหลามแล้ว
No activity yet