<100 subscribers
<100 subscribers
Share Dialog
Share Dialog
การกำเนิดของบิตคอยน์ได้นำมาซึ่งยุคของระบบกระจายศูนย์อย่างบล็อกเชน ระบบที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างธนาคารสำหรับทำธุรกรรม อย่างไรก็ตามเมื่อบิตคอย์ได้รับความนิยมมากขึ้น จุดอ่อนของบิตคอยน์ก็เห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะในด้านด้านความสามารถในการรองรับผู้ใช้งา นได้น้อยและความยืดหยุ่นในการใช้งานที่ต่ำ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีบล็อกเชนรวมถึงเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์เกิดขึ้นมามากมายเพื่อพยายามแก้ไขจุดอ่อนของบิตคอย์ ทั้งในด้านความสามารถในการรองรับจำนวนธุรกรรมได้มากขึ้น (Scalability) และความสามารถในการรองรับคำสั่งต่างๆ บนบล็อกเชน (Programability)
ความพยายามที่จะแก้ข้อด้อยของบิตคอยน์ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นไปแบบก้าวกระโดด งานวิจัยมากมายและบล็อกเชนใหม่ๆ ได้ถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบล็อกเชนใหม่ๆ อย่าง Ethereum, Binance Smart Chain, Cosmos, Avalanche, และเชนอื่นอีกมากมาย แต่ละเชนต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น Ethereum ซึ่งเป็นบล็อกเชนตัวแรกๆ ที่สามารถเขียนคำสั่งหรือที่เราเรียกว่า Smart Contract ลงไปได้ จุดเด่นอีกอย่างของ Ethereum คือมีแอพพลิเคชั่นจำนวนมากรวมถึงฐานผู้ใช้จำนวนมหาศาลอยู่ ไม่เพียงเท่านั้นด้วยฐานผู้ใช้และนักพัฒนาจำนวนมากทำให้มีงานวิจัยและความพยายามมากมายที่หาวิธีพัฒนา Ethereum ให้ดีขึ้นไปอีก เช่นเลเยอร์ 2 ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาด้าน Scalability ของ Ethereum ต่อมาก็ได้มีเชนอย่าง Cosmos ที่ใช้วิธีการ Scaling โดยกระจายผู้ใช้ไปยังเชนต่างๆ ที่มีข้อดีเฉพาะของตน แต่ยังคงไว้ซึ่งความสามาถในการทำงานร่วมกันภายในระบบนิเวศ แต่ถึงอย่างนั้นการทำงานร่วมกับบล็อกเชนภายนอกระบบนิเวศของตนอย่างเชนภายนอกจำพวก EVM ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
ถึงแม้จะมีความพยายามในการออกแบบและสร้างบล็อกเชนเลเยอร์หนึ่งใหม่ๆ ออกมามากมาย แต่บล็อกเชนเหล่านี้ยังคงไม่สามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมหาศาลได้ เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นผู้ใช้บนเชนเดียวกันจำเป็นที่จะต้องแย่งทรัพยากรกัน ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้ยังกีดกันผู้ใช้หน้าใหม่ที่จะเข้ามาใช้งานในโลกบล็อกเชน แต่ด้วยจำนวนเลเยอร์หนึ่งที่มีอยู่จำนวนมากทำให้ผู้ใช้มีทางเลือกมากมายที่จะหันไปใช้เชนใหม่ๆ ที่มีความเร็วที่มากกว่าและค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า แต่ในหลายๆ ครั้งผู้ใช้เหล่านี้มีความต้องการที่จะใช้งานระบบนิเวศอื่นเช่นกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่อยากจะลองทดสอบเชนใหม่, มีแอพพลิเคชันใหม่เกิดขึ้นที่ตัวเองสนใจ, NFT คอลเลคชั่นใหม่และอื่นๆ
แต่เมื่อกลุ่มผู้ใช้และนักพัฒนากระจายไปอยู่คนละบล็อกเชนและระบบนิเวศ สิ่งนี้ก่อให้เกิดการกระจายตัวของผู้ใช้งานและสภาพคล่อง เนื่องจากบล็อกเชนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกันได้ จึงทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถที่จะเอาสภาพคล่องจากเชนที่ตัวเองใช้อยู่ย้ายไปหรือโต้ตอบกับระบบนิเวศใหม่ๆ ด้วยความพยายามที่จะทำให้บล็อกเชนทำงานร่วมกันจึงผลักดันให้มีงานวิจัยและโปรเจคมากมายที่พยายามศึกษาและสร้างโปรโตคอลที่ทำให้เกิดการทำงานระหว่างเชนขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่าบริดจ์
ในช่วงแรกๆ นั้นบริดจ์ทำได้เพียงแค่สร้างเหรียญใหม่บนบล็อกเชนปลายทางโดยการล็อคเหรียญที่ต้องการจะบริดจ์ไว้บนเชนต้นทาง ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการจะบริดจ์เหรียญ BNB ของเชน Binance จำนวน x ไปยัง Ethereum สิ่งที่บริดจ์ทำก็คือ ทำการล็อคเหรียญ BNB ไว้บนเชน Binance x เหรียญ จากนั้นจะทำการสร้างเหรียญ wBNB หรือ Wrapped BNB บนเชน Ethereum จำนวน x เหรียญ โดยผู้ใช้จะสามารถใช้งานเหรียญ wBNB บนเชน Ethereum ได้อย่างอิสระ แต่จะไม่สามารถใช้งานเหรียญที่ถูกล็อคไว้บนเชน Binance ได้
เนื่องด้วยความต้องการและจำนวนแอพพลิเคชั่นที่มากขึ้น รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นเดียวกันสามารถอยู่ได้บนหลายเชนส่งผลให้การบริดจ์เหรียญจึงยังไม่เพียงพอ อีกทั้งการบริดจ์เหรียญเพื่อนำไปใช้งานบนอีกเชนหนึ่งเสมือนเป็นการแก้ปัญหาทางอ้อม มันจะดีกว่าไหมถ้าหากเราสามารถใช้งานแอพพลิเคชันที่อยู่บนอีกเชนปลายทางได้ ถึงแม้ว่าสภาพคล่องของเรายังอยู่บนเชนต้นทาง ถ้ามองจากมุมผู้ใช้งานแล้ว การบริดจ์เหรียญเพื่อไปใช้งานบนเชนอื่นก็เป็นเพียงแค่การโยกย้ายสภาพคล่อง แต่จริงๆ แล้วแต่ละเชนยังแยกกันอยู่อย่างชัดเจน ผู้ใช้ยังต้องสร้างกระเป๋าและเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ บนเชนปลายทางเพื่อที่จะสามารถใช้งานเชนปลายทางได้ ดังนั้นเพื่อใช้การทำงานข้ามเชนเป็นไปได้อย่างราบรื่นและเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากที่สุด การบริดจ์เหรียญจึงไม่เพียงพอ การส่งข้อมูลข้ามเชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำให้แอพพลิเคชั่นและผู้ใช้ที่อยู่บนบล็อกเชนที่แตกต่างกันสามารถโต้ตอบและทำงานร่วมกันได้
ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่ามีโปรเจค Cross-chain อยู่มากมายให้เราเลือกใช้งาน แต่ไม่ใช่ว่าทุกตัวจะดีเสมอไป หลายๆ โปรเจคใช้วิธีชักชวนผู้ใช้ด้วยค่าธรรมเนียมการบริดจ์ที่ถูกและการดำเนินการที่รวดเร็ว แต่ส่วนใหญ่แล้วโปรเจคเหล่านั้นมักจะใช้รูปแบบของ Multisignature เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ส่งข้ามเชน ซึ่งมีจำนวนโหนดที่น้อย ส่งผลให้การโจมตีบริดจ์เหล่านี้เป็นไปได้ง่าย อย่างที่เราได้เห็นในข่าวเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่มีการโจมตีบริดจ์และสามารถขโมยเงินออกไปได้มากมาย (เช่น Ronin Bridge เป็นต้น) รวมถึงการที่โค้ดไม่ได้ถูกตรวจสอบอย่างละเอียดก็สามารถตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีได้เช่นกัน (เช่นในกรณีของ Binance Bridge และ Nomad)
Axelar ซึ่งเป็นบล็อกเชนแบบ Delegated Proof of Stake (dPoS) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้การสื่อสารระหว่างบล็อกเชนเป็นไปได้อย่างราบรื่น ด้วยระบบ dPoS และโค้ดที่ได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจำนวนโหนดที่มีความกระจายศูนย์กว่า 75 โหนด ส่งผลให้ Axelar สามารถมอบความปลอดภัยและความกระจารย์ศูนย์ได้มากกว่าบริดจ์ทั่วไป Axelar ยังมุ้งเน้นไปที่การเชื่อมต่อกับเชนใหม่ๆ ได้ง่าย ไม่คำนึงถึงภาษาของแต่ละเชน รวมทั้งยังมี SDK สำหรับนักพัฒนา ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอพพลิเคชันข้ามเชนได้ด้วยภาษาที่ตัวเองถนัดพร้อมกับเครื่องมืออำนวยความสะดวกอย่าง SDK ของ Axelar สิ่งเหล่านี้ทำให้ Axelar สามารถมอบประสบการณ์ข้ามเชนที่มีทั้งความปลอดภัย, ความกระจายศูนย์ และง่ายต่อการใช้งานให้แก่ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้ปลายทาง
พร้อมที่ Dev บน Axelar แล้วหรือยัง สามารถเริ่มศึกษาได้เลยที่นี่
และวิดิโอด้านล่างนี้ได้เลย
Hackathon tutorial list
การกำเนิดของบิตคอยน์ได้นำมาซึ่งยุคของระบบกระจายศูนย์อย่างบล็อกเชน ระบบที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างธนาคารสำหรับทำธุรกรรม อย่างไรก็ตามเมื่อบิตคอย์ได้รับความนิยมมากขึ้น จุดอ่อนของบิตคอยน์ก็เห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะในด้านด้านความสามารถในการรองรับผู้ใช้งา นได้น้อยและความยืดหยุ่นในการใช้งานที่ต่ำ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีบล็อกเชนรวมถึงเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์เกิดขึ้นมามากมายเพื่อพยายามแก้ไขจุดอ่อนของบิตคอย์ ทั้งในด้านความสามารถในการรองรับจำนวนธุรกรรมได้มากขึ้น (Scalability) และความสามารถในการรองรับคำสั่งต่างๆ บนบล็อกเชน (Programability)
ความพยายามที่จะแก้ข้อด้อยของบิตคอยน์ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นไปแบบก้าวกระโดด งานวิจัยมากมายและบล็อกเชนใหม่ๆ ได้ถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบล็อกเชนใหม่ๆ อย่าง Ethereum, Binance Smart Chain, Cosmos, Avalanche, และเชนอื่นอีกมากมาย แต่ละเชนต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น Ethereum ซึ่งเป็นบล็อกเชนตัวแรกๆ ที่สามารถเขียนคำสั่งหรือที่เราเรียกว่า Smart Contract ลงไปได้ จุดเด่นอีกอย่างของ Ethereum คือมีแอพพลิเคชั่นจำนวนมากรวมถึงฐานผู้ใช้จำนวนมหาศาลอยู่ ไม่เพียงเท่านั้นด้วยฐานผู้ใช้และนักพัฒนาจำนวนมากทำให้มีงานวิจัยและความพยายามมากมายที่หาวิธีพัฒนา Ethereum ให้ดีขึ้นไปอีก เช่นเลเยอร์ 2 ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาด้าน Scalability ของ Ethereum ต่อมาก็ได้มีเชนอย่าง Cosmos ที่ใช้วิธีการ Scaling โดยกระจายผู้ใช้ไปยังเชนต่างๆ ที่มีข้อดีเฉพาะของตน แต่ยังคงไว้ซึ่งความสามาถในการทำงานร่วมกันภายในระบบนิเวศ แต่ถึงอย่างนั้นการทำงานร่วมกับบล็อกเชนภายนอกระบบนิเวศของตนอย่างเชนภายนอกจำพวก EVM ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
ถึงแม้จะมีความพยายามในการออกแบบและสร้างบล็อกเชนเลเยอร์หนึ่งใหม่ๆ ออกมามากมาย แต่บล็อกเชนเหล่านี้ยังคงไม่สามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมหาศาลได้ เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นผู้ใช้บนเชนเดียวกันจำเป็นที่จะต้องแย่งทรัพยากรกัน ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้ยังกีดกันผู้ใช้หน้าใหม่ที่จะเข้ามาใช้งานในโลกบล็อกเชน แต่ด้วยจำนวนเลเยอร์หนึ่งที่มีอยู่จำนวนมากทำให้ผู้ใช้มีทางเลือกมากมายที่จะหันไปใช้เชนใหม่ๆ ที่มีความเร็วที่มากกว่าและค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า แต่ในหลายๆ ครั้งผู้ใช้เหล่านี้มีความต้องการที่จะใช้งานระบบนิเวศอื่นเช่นกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่อยากจะลองทดสอบเชนใหม่, มีแอพพลิเคชันใหม่เกิดขึ้นที่ตัวเองสนใจ, NFT คอลเลคชั่นใหม่และอื่นๆ
แต่เมื่อกลุ่มผู้ใช้และนักพัฒนากระจายไปอยู่คนละบล็อกเชนและระบบนิเวศ สิ่งนี้ก่อให้เกิดการกระจายตัวของผู้ใช้งานและสภาพคล่อง เนื่องจากบล็อกเชนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกันได้ จึงทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถที่จะเอาสภาพคล่องจากเชนที่ตัวเองใช้อยู่ย้ายไปหรือโต้ตอบกับระบบนิเวศใหม่ๆ ด้วยความพยายามที่จะทำให้บล็อกเชนทำงานร่วมกันจึงผลักดันให้มีงานวิจัยและโปรเจคมากมายที่พยายามศึกษาและสร้างโปรโตคอลที่ทำให้เกิดการทำงานระหว่างเชนขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่าบริดจ์
ในช่วงแรกๆ นั้นบริดจ์ทำได้เพียงแค่สร้างเหรียญใหม่บนบล็อกเชนปลายทางโดยการล็อคเหรียญที่ต้องการจะบริดจ์ไว้บนเชนต้นทาง ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการจะบริดจ์เหรียญ BNB ของเชน Binance จำนวน x ไปยัง Ethereum สิ่งที่บริดจ์ทำก็คือ ทำการล็อคเหรียญ BNB ไว้บนเชน Binance x เหรียญ จากนั้นจะทำการสร้างเหรียญ wBNB หรือ Wrapped BNB บนเชน Ethereum จำนวน x เหรียญ โดยผู้ใช้จะสามารถใช้งานเหรียญ wBNB บนเชน Ethereum ได้อย่างอิสระ แต่จะไม่สามารถใช้งานเหรียญที่ถูกล็อคไว้บนเชน Binance ได้
เนื่องด้วยความต้องการและจำนวนแอพพลิเคชั่นที่มากขึ้น รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นเดียวกันสามารถอยู่ได้บนหลายเชนส่งผลให้การบริดจ์เหรียญจึงยังไม่เพียงพอ อีกทั้งการบริดจ์เหรียญเพื่อนำไปใช้งานบนอีกเชนหนึ่งเสมือนเป็นการแก้ปัญหาทางอ้อม มันจะดีกว่าไหมถ้าหากเราสามารถใช้งานแอพพลิเคชันที่อยู่บนอีกเชนปลายทางได้ ถึงแม้ว่าสภาพคล่องของเรายังอยู่บนเชนต้นทาง ถ้ามองจากมุมผู้ใช้งานแล้ว การบริดจ์เหรียญเพื่อไปใช้งานบนเชนอื่นก็เป็นเพียงแค่การโยกย้ายสภาพคล่อง แต่จริงๆ แล้วแต่ละเชนยังแยกกันอยู่อย่างชัดเจน ผู้ใช้ยังต้องสร้างกระเป๋าและเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ บนเชนปลายทางเพื่อที่จะสามารถใช้งานเชนปลายทางได้ ดังนั้นเพื่อใช้การทำงานข้ามเชนเป็นไปได้อย่างราบรื่นและเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากที่สุด การบริดจ์เหรียญจึงไม่เพียงพอ การส่งข้อมูลข้ามเชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำให้แอพพลิเคชั่นและผู้ใช้ที่อยู่บนบล็อกเชนที่แตกต่างกันสามารถโต้ตอบและทำงานร่วมกันได้
ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่ามีโปรเจค Cross-chain อยู่มากมายให้เราเลือกใช้งาน แต่ไม่ใช่ว่าทุกตัวจะดีเสมอไป หลายๆ โปรเจคใช้วิธีชักชวนผู้ใช้ด้วยค่าธรรมเนียมการบริดจ์ที่ถูกและการดำเนินการที่รวดเร็ว แต่ส่วนใหญ่แล้วโปรเจคเหล่านั้นมักจะใช้รูปแบบของ Multisignature เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ส่งข้ามเชน ซึ่งมีจำนวนโหนดที่น้อย ส่งผลให้การโจมตีบริดจ์เหล่านี้เป็นไปได้ง่าย อย่างที่เราได้เห็นในข่าวเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่มีการโจมตีบริดจ์และสามารถขโมยเงินออกไปได้มากมาย (เช่น Ronin Bridge เป็นต้น) รวมถึงการที่โค้ดไม่ได้ถูกตรวจสอบอย่างละเอียดก็สามารถตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีได้เช่นกัน (เช่นในกรณีของ Binance Bridge และ Nomad)
Axelar ซึ่งเป็นบล็อกเชนแบบ Delegated Proof of Stake (dPoS) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้การสื่อสารระหว่างบล็อกเชนเป็นไปได้อย่างราบรื่น ด้วยระบบ dPoS และโค้ดที่ได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจำนวนโหนดที่มีความกระจายศูนย์กว่า 75 โหนด ส่งผลให้ Axelar สามารถมอบความปลอดภัยและความกระจารย์ศูนย์ได้มากกว่าบริดจ์ทั่วไป Axelar ยังมุ้งเน้นไปที่การเชื่อมต่อกับเชนใหม่ๆ ได้ง่าย ไม่คำนึงถึงภาษาของแต่ละเชน รวมทั้งยังมี SDK สำหรับนักพัฒนา ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอพพลิเคชันข้ามเชนได้ด้วยภาษาที่ตัวเองถนัดพร้อมกับเครื่องมืออำนวยความสะดวกอย่าง SDK ของ Axelar สิ่งเหล่านี้ทำให้ Axelar สามารถมอบประสบการณ์ข้ามเชนที่มีทั้งความปลอดภัย, ความกระจายศูนย์ และง่ายต่อการใช้งานให้แก่ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้ปลายทาง
พร้อมที่ Dev บน Axelar แล้วหรือยัง สามารถเริ่มศึกษาได้เลยที่นี่
และวิดิโอด้านล่างนี้ได้เลย
Hackathon tutorial list


No comments yet