NFTs & The Metaverse research partially done by AI while writing is 100% by human)

เริ่มต้นด้วยเหตุผลหลักที่สั้นและตรงที่สุด: คนเราชอบดราม่า; ณ ที่นี้หมายถึงความตื่นเต้น ความรู้สึกถึงการ 'ต่อสู้' กับอะไรบางอย่าง เพราะมันให้ sense ของการเป็นส่วนหนึ่งของ collective, มีมโนทัศน์การแบ่งข้าง ฝ่ายดี/ฝ่ายร้าย; การลุ้น การแบ่งพรรคพวก การรู้สึกถึงตัวตน เช่น ประชาชนสู้กับ gigacorp ในตีมความเป็น cyberpunk/dystopian ฯลฯ ตามๆที่เราได้รับผ่านสื่อ เกม/ภาพยนตร์ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เพราะถ้าไม่ใช่ฟีลเหล่านี้ ทุกอย่างสงบ ราบรื่น แฮปปี้ มันก็จะกลายเป็นว่าไม่มีความตื่นเต้น มันจะเบื่อ ไม่มีอะไรให้ลุ้น (ทั้งที่ dynamics ของ story telling ต่างๆดังกล่าวนั้นมันเป็นเรื่องของฝั่ง entertainment ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ tech ที่เป็น core ของ metaverse เลย; เทคฯก็คือเทคฯในตัวมันเอง เพื่อใช้งาน ไม่ใช่เพื่อ entertain, entertainment เป็น application ต่างหากครับ)
นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่ได้ยินกันบ่อยคือเรื่องของความกังวล ในแง่ที่ metaverse จะเข้ามาดึงเวลา/มอมเมา/'ล้างสมอง' ผู้คน; ภาพจำ (จนมีการไปทำกันเป็นมีม) ก็คือการใส่ headset ตลอดเวลา อยู่ในห้อง ไม่ไปไหน ตัดขาดกับโลกภายนอก หรือไปจนกระทั่งนอนอยู่บนเตียง ร่างกายติดกับอุปกรณ์ต่างๆสายระโยงระยาง กลายเป็นไปมีชีวิตใน metaverse สะมากกว่าโลกความจริง
รวมถึงการกล่าวอ้างว่า digitally immersive/realisic experience ทำให้เกิดแนวโน้มของความน่าจะเป็น ที่ทำให้ผู้คนเสพติดง่ายขึ้น ประกอบกับกลไกทางการตลาดและ scheme ต่างๆ ของผู้ให้บริการ service เหล่านี้ ที่สนับสนุนเพื่อจะเพิ่มโอกาสสร้างเงิน หรือกระทั่ง monetise ข้อมูลทางด้านพฤติกรรมและส่วนบุคคล
ส่วนนี้เป็นจินตนาการที่ค่อนข้างจะไปไกล และเป็นการสรุปที่ค่อนข้างหยาบครับ เพราะมีการ disregard ปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อการเกิด (หรือไม่เกิด) กรณีดังกล่าวได้; เช่นนโยบายของภาครัฐ, ความเป็นไปได้/ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี, การใช้งานจริงในแง่ของ massa adoption, timeframe, พฤติกรรมของปัจเจก, ฯลฯ - ซ้ำยังค่อนข้างดูขัดแย้ง, หากข้ออ้างหลักคือความกังวลในการถูก 'ดูดกลืน', กับพฤติกรรมของผู้คนส่วนมากในสังคม เพราะทุกวันนี้กลุ่มคนที่มีปัญหาการเสพติด หรือมีปัญหาในการยับยั้งชั่งใจ ก็ได้เจอกับความกับปัญหาการถูก 'ดึง' เวลาเป็นปกติอยู่แล้ว

ดังนั้น metaverse ดูเหมือนจะตกเป็นเชลยจากการเชื่อมโยงที่ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่; ไม่ว่าจะตั้งแต่การคุยโทรศัพท การแชทMSNแบบยุค2000 socialmedia gaming AR VR หรือไประดับ neural, ก็ไม่มีความต่าง หากเป็นตัว user เอง ที่เป็นตัวการหลักในการเกิดปัญหา และเลือกที่จะ 'เสีย' เวลาไปกับกิจกรรมเหล่านี้ ซ้ำเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้แล้ว ดูเหมือนว่าเราต้องพบกับโอกาสเสียโอกาสมากมายครับ แอดคิดว่าเป็นการแลกที่ได้ไม่คุ้มเสีย เมื่อมองจากภาพรวมการได้ผลประโยชน์ของทุกคน (ดูเพิ่มเติมได้ในซี่รี่ย์ 'การมาของ metaverse' จะทำให้อุตสาหกรรมต่างๆดีขึ้นอย่างไร)
เริ่มต้นไอเดียของ metaverse เกิดขึ้นเพื่อการประหยัดค่าใช้จ่าย การเชื่อมโยงผู้คน และการขยายพื้นที่ของการ exercise จินตนาการครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นทิศทางการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์อย่างชัดเจน มากกว่า narrative การยึดโครงโลก/ล้างสมอง/human battery ของจักรวรรดิ อะไรแบบนั้น
แอดไม่ได้พยายามจะให้ทุกคนต้องชอบ สนใจ/อินกับ metaverse, แอดเองก็ไม่ได้มีความคลั่งไคล้ขนาดนั้น (สิ่งที่แอดสนใจจริงๆคือ web3, และ metaverse ก็เป็นเหมือน subset ของ web3 เท่านั้น) เพียงแต่แอดเห็นประโยชน์อันมากมายจากการมาของสิ่งนี้, เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามีความสนใจที่แตกต่าง มีความเชื่อ รสนิยม และมุมมองต่อสิ่งต่างๆที่แตกต่างกัน - เพียงแต่แอดนำความเป็นไปได้และข้อเท็จจริงส่วนนึงมาอธิบาย เพื่อการมองแบบที่อิงอยู่กับความจริง และมีไบแอสให้น้อยที่สุดครับ
#Metaveser #Web3 ภาพจาก Andrej Troha

เริ่มต้นด้วยเหตุผลหลักที่สั้นและตรงที่สุด: คนเราชอบดราม่า; ณ ที่นี้หมายถึงความตื่นเต้น ความรู้สึกถึงการ 'ต่อสู้' กับอะไรบางอย่าง เพราะมันให้ sense ของการเป็นส่วนหนึ่งของ collective, มีมโนทัศน์การแบ่งข้าง ฝ่ายดี/ฝ่ายร้าย; การลุ้น การแบ่งพรรคพวก การรู้สึกถึงตัวตน เช่น ประชาชนสู้กับ gigacorp ในตีมความเป็น cyberpunk/dystopian ฯลฯ ตามๆที่เราได้รับผ่านสื่อ เกม/ภาพยนตร์ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เพราะถ้าไม่ใช่ฟีลเหล่านี้ ทุกอย่างสงบ ราบรื่น แฮปปี้ มันก็จะกลายเป็นว่าไม่มีความตื่นเต้น มันจะเบื่อ ไม่มีอะไรให้ลุ้น (ทั้งที่ dynamics ของ story telling ต่างๆดังกล่าวนั้นมันเป็นเรื่องของฝั่ง entertainment ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ tech ที่เป็น core ของ metaverse เลย; เทคฯก็คือเทคฯในตัวมันเอง เพื่อใช้งาน ไม่ใช่เพื่อ entertain, entertainment เป็น application ต่างหากครับ)
นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่ได้ยินกันบ่อยคือเรื่องของความกังวล ในแง่ที่ metaverse จะเข้ามาดึงเวลา/มอมเมา/'ล้างสมอง' ผู้คน; ภาพจำ (จนมีการไปทำกันเป็นมีม) ก็คือการใส่ headset ตลอดเวลา อยู่ในห้อง ไม่ไปไหน ตัดขาดกับโลกภายนอก หรือไปจนกระทั่งนอนอยู่บนเตียง ร่างกายติดกับอุปกรณ์ต่างๆสายระโยงระยาง กลายเป็นไปมีชีวิตใน metaverse สะมากกว่าโลกความจริง
รวมถึงการกล่าวอ้างว่า digitally immersive/realisic experience ทำให้เกิดแนวโน้มของความน่าจะเป็น ที่ทำให้ผู้คนเสพติดง่ายขึ้น ประกอบกับกลไกทางการตลาดและ scheme ต่างๆ ของผู้ให้บริการ service เหล่านี้ ที่สนับสนุนเพื่อจะเพิ่มโอกาสสร้างเงิน หรือกระทั่ง monetise ข้อมูลทางด้านพฤติกรรมและส่วนบุคคล
ส่วนนี้เป็นจินตนาการที่ค่อนข้างจะไปไกล และเป็นการสรุปที่ค่อนข้างหยาบครับ เพราะมีการ disregard ปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อการเกิด (หรือไม่เกิด) กรณีดังกล่าวได้; เช่นนโยบายของภาครัฐ, ความเป็นไปได้/ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี, การใช้งานจริงในแง่ของ massa adoption, timeframe, พฤติกรรมของปัจเจก, ฯลฯ - ซ้ำยังค่อนข้างดูขัดแย้ง, หากข้ออ้างหลักคือความกังวลในการถูก 'ดูดกลืน', กับพฤติกรรมของผู้คนส่วนมากในสังคม เพราะทุกวันนี้กลุ่มคนที่มีปัญหาการเสพติด หรือมีปัญหาในการยับยั้งชั่งใจ ก็ได้เจอกับความกับปัญหาการถูก 'ดึง' เวลาเป็นปกติอยู่แล้ว

ดังนั้น metaverse ดูเหมือนจะตกเป็นเชลยจากการเชื่อมโยงที่ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่; ไม่ว่าจะตั้งแต่การคุยโทรศัพท การแชทMSNแบบยุค2000 socialmedia gaming AR VR หรือไประดับ neural, ก็ไม่มีความต่าง หากเป็นตัว user เอง ที่เป็นตัวการหลักในการเกิดปัญหา และเลือกที่จะ 'เสีย' เวลาไปกับกิจกรรมเหล่านี้ ซ้ำเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้แล้ว ดูเหมือนว่าเราต้องพบกับโอกาสเสียโอกาสมากมายครับ แอดคิดว่าเป็นการแลกที่ได้ไม่คุ้มเสีย เมื่อมองจากภาพรวมการได้ผลประโยชน์ของทุกคน (ดูเพิ่มเติมได้ในซี่รี่ย์ 'การมาของ metaverse' จะทำให้อุตสาหกรรมต่างๆดีขึ้นอย่างไร)
เริ่มต้นไอเดียของ metaverse เกิดขึ้นเพื่อการประหยัดค่าใช้จ่าย การเชื่อมโยงผู้คน และการขยายพื้นที่ของการ exercise จินตนาการครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นทิศทางการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์อย่างชัดเจน มากกว่า narrative การยึดโครงโลก/ล้างสมอง/human battery ของจักรวรรดิ อะไรแบบนั้น
แอดไม่ได้พยายามจะให้ทุกคนต้องชอบ สนใจ/อินกับ metaverse, แอดเองก็ไม่ได้มีความคลั่งไคล้ขนาดนั้น (สิ่งที่แอดสนใจจริงๆคือ web3, และ metaverse ก็เป็นเหมือน subset ของ web3 เท่านั้น) เพียงแต่แอดเห็นประโยชน์อันมากมายจากการมาของสิ่งนี้, เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามีความสนใจที่แตกต่าง มีความเชื่อ รสนิยม และมุมมองต่อสิ่งต่างๆที่แตกต่างกัน - เพียงแต่แอดนำความเป็นไปได้และข้อเท็จจริงส่วนนึงมาอธิบาย เพื่อการมองแบบที่อิงอยู่กับความจริง และมีไบแอสให้น้อยที่สุดครับ
#Metaveser #Web3 ภาพจาก Andrej Troha
Share Dialog
Share Dialog
NFTs & The Metaverse research partially done by AI while writing is 100% by human)

Subscribe to Thailand JPEG Holder

Subscribe to Thailand JPEG Holder
<100 subscribers
<100 subscribers
No activity yet