Cover photo

The Metaverse will never fail

การบอกว่า Metaverse จะเฟลนั้นอาจเหมือนการบอกว่า Internet won’t become a ‘thing’ ในอดีต — หลักๆเหตุผลที่สนับสนุนความไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้ได้ คือทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการใช้เวลาของคนเราครับ คนเรามีแนวโน้มที่จะใช้เวลากับสิ่งที่เป็น digital มากขึ้น #เนื่องจากความสะดวกที่ได้รับ

เริ่มต้นจากการส่งอีเมล/ข้อความโทรศัพท ที่เสียเวลาน้อยกว่าการส่งจดหมาย การสูญเสียข้อความระหว่าทางก็น้อยกว่า สิ่งที่จะสื่อใช้เวลาในการถูก delivered น้อยกว่า (หากมองจากอดีต: สื่อสารทางตรง เห็นกันต่อหน้า -> จดหมาย (มีการประดิษขึ้นของกระดาษและการเขียน เพื่อคงสภาพสิ่งที่จะสื่อ และลดเวลาที่จะทำให้การสื่อสารสำเร็จ (ไม่ต้องเดินไปหาผู้ที่เราจะสื่อสารด้วย)) -> อีเมล (ก็เหมือนกันครับ ความเร็ว ความสะดวก การเก็บรักษา แต่อยู่ในรูปที่ปราณีตขึ้น แต่ตรงนี้เริ่มจะเห็นในส่วนของขอบเขตการสื่อสารที่ขยายขึ้น เช่น มีการแนบวิดีโอ หรือองค์ประกอบทางศิลปะต่างๆ) -> social platform เช่น IG/Facebook/Twitter/ .. (ที่มาขยายส่วนที่ผมบอกในเรื่องของ depth การสื่อสารให้ละเอียดขึ้น, real-time interaction/feedback) — มาถึงตรงนี้ พอจะสังเกตุได้แล้วว่านอกจาก ease of access/usage แล้ว ประสบการณ์ที่ได้รับจากการใช้งานก็มากขึ้นด้วย มีการสร้างปฏิสัมพันระหว่างผู้สื่อสารและตัวสื่อสารมากขึ้นตามลำดับ, ทางฝั่งของ gaming เองก็มีการพัฒนาในหลักการเดียวกันครับ ภาพสวยขึ้น ผู้เล่น interact กับตัวเกมได้มากขึ้น มีการสร้างอารมณ์ร่วมกับเนื้อเรื่อง/ตัวละคร ฯลฯ, ความพยายามที่จะสร้างการดื่มดำได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เกมมีความพยายามจะ emulate โลกความจริงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรครับ

กล่าวได้ว่าเรากำลังเคลื่อนจาก physical -> digital เรื่อยๆ เรากำลัง based on สิ่งที่เป็นนามธรรมมากขึ้น และทางผ่านต่อไปที่เรากำลังจะไปถึงถือ immersive experience นั่นเอง (หลายคนอาจบอกว่า ‘อ่าว AR/VR ที่ไปถึงระดับนั้นก็ได้ก็มีแล้วนี่ มีเกม มีsofware มากมายที่ทำได้แบบนั้น ไม่เห็นจะมีความเกี่ยวข้องกับ metaverse อะไรเลย.. ‘ ครับ ส่วนนี้สามารถตอบได้ว่า off/non-interoperable platform เหล่านั้นไม่มี (หรือแทบไม่เอื้อ) element ของ ‘connection’ (เหมือน internet) ที่เป็นส่วนสำคัญในการ scale และการพัฒนาของ ecosystem ที่ยั่งยืนในระยะยาวครับ — กล่าวคือถูกพัฒนาและควบคุมโดย entity เดียว; ไม่มีการพัฒนาร่วม ที่ไม่ว่าจะเกิดจากการแข่งขัน หรือการเกื้อหนุนกันในเชิง leveraging ต่อกันและกัน) ที่ต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะว่า immersive experience นั้นยกระดับประสิทธิภาพและความสะดวกที่ผมอธิบายเชิงหลักการไว้ย่อหน้าก่อนหน้านี้ครับ การเรียนรู้/entertainmentต่างๆ/การออกำลังกาย หรือแม้กระทั่งการทำงาน

ทั้งหมดนี้พูดง่ายๆคือ metaverse (อย่างน้อยก็การคงอยู่ขององค์ประกอบจำเป็นอย่าง interoperability; เพราะยังมี controversy ของ universal definition อยู่ ว่าจริงๆแล้วต้อง required 3/D environment หรือไม่) ไม่มีทางที่จะเป็นแค่กระแสที่มาแล้วก็ตายไป เพราะโดยธรรมชาติ เทคโนโลยี gravitate สู่ฝั่งที่ more abstract เสมอ, มันคืออนาคต เพียงแต่ว่าใครทำ’สำเร็จ’ อาจเป็น meta อาจเป็น apple อาจเป็นบริษัทที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ อาจเป็นการร่วมมือกันแบบ blurred line — แอดว่าคงได้เห็น paradigm shift ในการใช้ชีวิตของเราแน่นอนครับ