<100 subscribers
Share Dialog
Share Dialog
เจาะลึกถึงใจ ซุปเปอร์เชนคืออะไร มาฟังคำอธิบายจาก @karl_dot_tech ซีทีโอของ @optimismFND
ที่งาน @EthereumDenver การันตีดีเทลที่ค่อยๆ ไล่เรียงจากคอนเซป วิธีการทำงาน วิธีการสร้าง และสิ่งนี้จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ อะไรบ้าง ใครพร้อมแล้วตามไปดูกันได้เลย
อ่านต้นฉบับ ได้ที่นี่
เพื่อสร้าง decentralized web โลกบล็อกเชนในทุกวันนี้ยังมีสิ่งที่ขาดอยู่อีกมาก เพราะการสร้าง decentralized web stack นั้นจำเป็นสร้างและขยาย(สเกล)โดยยังคงความปลอดภัยและความ decentralized ซึ่งไม่มีโรลอัพไหนๆ ที่ประสบความสำเร็จในการสเกลถึงระดับนี้
เราสามารถสเกลเชนๆหนึ่งให้มีความเร็วในการทำธุรกรรม (throughput) มากมายแต่สุดท้ายเมื่อรันก็ติดปัญหาคอขวดเรื่องฮาร์ดแวร์อยู่ดี ทางเดียวที่เราจะสเกลได้ในระดับอินเทอร์เน็ตนั้นคือการกระจายการประมวลผลโดยใช้คอมพิวเตอร์จากเชนต่างๆ เพื่อแยกกันประมวลผล
หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ให้คุณลองนึกภาพถึงการรันระบบอินเทอร์เน็ตทั้งระบบโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้
ในทางกลับกันเครือข่ายแบบ multi-chain ก็ทำให้ Ecosystem แตกกระจาย การก๊อปแปะบล็อกเชนไปเรื่อยๆ อาจช่วยเรื่องการสเกลได้ แต่ก็ทิ้งปัญหาเรื่องระบบการบริดจ์ที่ต่างกัน มาตรฐานที่ต่างกัน ทำให้แฮกเกอร์สามารถหาจุดอ่อนเพื่อเจาะระบบได้
นี่คือเหตุผลของ Superchain: เครือข่ายของ chains ที่สร้างบน OP Stack codebase ที่แชร์ระบบความปลอดภัย เลเยอร์ในการสือสาร และ tech stack อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่นี่
Superchain ช่วยเพิ่มความสามารถในการสเกลที่ได้มาจากการมีหลายๆ เชนมาเชื่อมกัน โดยไม่ต้องแลกกับ Liquidity / dev ที่ถูกกระจาย (fractured) หรือแลกกับความปลอดภัยของ ecosystem
Superchain จะทำให้ developers สามารถมองเชนเป็นเหมือน compute resources—ที่ทำงานอัตโนมัติ-และสามารถสเกลแอปฯของพวกเขาโดยการ deploy แอปฯไปยังหลายๆ เชนได้โดยแทบไม่ต้องแก้ไขอะไร
Superchain จะช่วยดึง contributors ที่แบ่งสัดส่วนที่ได้จาก transactions fees ของพวกเขาเพื่อเป็นทุนให้ทั้ง แอปฯ ที่สร้างคุณค่าไปพร้อมๆ กับการให้ทุน OP Stack เอง – เพราะ public good นั้นเป็นหัวใจหลักของทั้งระบบ
อ่านเพิ่มเติมที่เบน @ben_chain ได้อธิบายที่ ETHDenver ในหัวข้อ Retroactive Public Goods Funding) :
มาต่อที่ข้อสงสัยหลัก แล้ว Superchain คืออะไร และทำงานยังไง? ด้านใน Superchain Explainer นี้มีรายละเอียดแบบครบๆ แต่ถ้าอยากให้เล่าแบบไวๆ เข้าใจง่าย ก็ไปต่อกัน
ก่อนจะไปพูดถึง Superchain เพื่อความเข้าใจให้ตรงกันว่า OP Stack codebase นั้นปลดล็อกอะไรบน L1 บ้าง หัวใจสำคัญอย่างแรกคือการรับข้อมูล (derivation) *ต่อไปนี้จะเรียกการรับข้อมูลว่า derive
OP Stack นั้น derive ข้อมูลของ State ทั้งหมดของ L2 โดยตรงจาก L1 block data การ derive ข้อมูลจาก block นั้นเป็นฟังก์ชั่นที่ดีมาก และทุกอย่างเกิดขึ้น onchain
วิธีการ derive ข้อมูลจะเป็นตัวบอกความแตกต่างของเชน คุณสามารถมอง rollups ให้เป็นเหมือนระบบ index ได้เหมือนกันนะ แต่มันเกิดขึ้น on top บน L1 data
แต่ Superchain ช่วยขยายคำจำกัดความให้กว้างขึ้น ซึ่งหมายถึง เชนที่มีไม่จำกัด (อินฟินิตี้) บนบริดต์เดียวกัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะเราสามารถขยาย deriveration logic ที่กำหนดอยู่ใน L1 contract addresses สำหรับเชนต่างๆ โดยยึดจากเลขไอดีของเชนนั้นๆ
หมายความว่าต่อไปคุณจะสามารถประมวลผล contract addresses ของเชนอื่นๆ ได้ในเครื่อง โดยที่มันยังไม่ถูก deploy ด้วยซ้ำ หรือประมวลผล Txn ของเชนนั้นๆ ก่อนที่มันจะได้รับ deposits ด้วยซ้ำ
ในเรื่องการบริดจ์ เพราะบริดจ์แต่ละอันนั้นถูกสร้างมาจากที่เดียวกัน หมายความว่าพวกเขาสามารถอัพเกรด upgrade ในลักษณะเดียวกัน และมีความปลอดภัยจากระบบ decentralized governance เดียวกัน กับเชนอื่นๆ บน Superchain
หัวใจสำคัญข้อต่อไปของ OP Stack คือ settlement. มันเป็นไปได้ที่จะทำธุรกรรมบน L2 chain และทำ deposit ลงไปบน L2 chain โดยใช้แค่ฟังก์ชั่นการ derivation โดยไม่ต้องใช้ fault proof ใดๆ เลย
เรื่องนี้มันคล้ายกับเรื่อง ทำไมถึงสามารถ index smart contract eก่อนจะมี fault proof – คุณแค่ดาวน์โหลด L1 data และ execute Txn ในเครื่องของคุณ แต่ยังไงก็ตาม ถ้าเราต้องการให้สามารถบริดจ์กลับไป L1 ได้ proof system ก็เป็นสิ่งจำเป็นอยู่ดี
ระบบ proof ของ OP Stack เป็นแบบ modular ที่รองรับระบบ proofs ที่แตกต่างกัน แต่ระบบที่เราได้ยินบ่อยๆ ก็คือ fault proofs แต่โน้ตไว้ตัวใหญ่ๆ ว่าต่อไประบบ proof แบบไหนก็สามารถ deploy กับ OP Stack ได้
ระบบ proof จะเป็นตัวยืนยัน state ของ L2 บน L1 (L1 contracts) เหมือนที่การบริดจ์ ERC20 สามารถช่วยปลดล็อกการถ่ายโอนเงินสำหรับยูเซอร์ นี่เป็นวิธีการที่ withdrawals สามารถทำงานได้
Superchain ยังช่วยขยายการทำงานโดยการทำหน้าที่ส่งข้อความโดยตรงระหว่าง L2 และ L2 เหมือนที่เรามีการส่งข้อความระหว่าง L1 และ L2 สิ่งนี้จะช่วยสร้าง contracts ในทุกๆ L2 ที่ทำความเกิดการสื่อสารกันระหส่าง L2 ทั้งหมด bridge contracts พวกนี้ก็สามารถมี address ได้
โอเค ตอนนี้เรามีเชนมากมายที่สามารถคุยกันได้แล้ว และทำให้เราสามารถสร้างมาตรฐาน (standardized)ให้โปรโตคอลต่างๆ ยิ่งถ้ามี Superchain! มันต้องดีกว่านี้ได้ ทำยังไงหรอ?
สิ่งแรกที่เราทำได้คือการ decentralized sequencing เมื่อ deploying เชนใหม่ขึ้นมาคุณสามารถกำหนด sequencer ได้ อยากทำ sequence ด้วยตัวเชนเองก็ได้ แปลว่ามันคือการ sequence โดย user เมื่อมียูเซอร์ของแต่ละเชนมารวมกัน เท่านี้ก็ช่วยสร้าง decentralized sequencing ขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้ว
เชนสามารถทดลองทำ alternative sequencing ก็ได้ โดยไม่ต้องแยกจาก Superchain network ทำให้ต่อไปจะมีเหมือนเป็น marketplace ของ decentralized sequencing protocols ที่ใครๆ ก็เราสามารถเลือกอันที่ดีที่สุดมาใช้กับ OP Stack codebase ก็ได้
อีกหนึ่งการพัฒนาในอนาคตก็คือเราสามารถใช้ attestation proofs หรือ Zero-Knowledge proofs ที่ช่วยปลดล็อกให้สามารถบริดจ์ไปมาระหว่างเชนได้อย่างรวดเร็ว
หรือเราสามารถ implement shared sequencing. โดยการแชร์ sequencers ร่วมกัน เพื่อการันตีธุรกรรมต่างๆ บนหลายๆ เชน และสามารถช่วยทำให้เกิด atomic transactions เช่นการทำ flash loans
เรื่องของ Superchain ที่อธิบายด้านบนนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาดของ blockchain นี่คือเหตุผลที่เราทุ่มเทร่วมกับ Ethereum community ในการ implement EIP-4844 ที่จะช่วยสเกลขนาดของ data available (DA) อ่านเพิ่มได้ที่นี่
หรือเราจะไปไกลกว่านั้นโดยการใช้ Plasma protocol ที่ทำให้สามารถใช้ arbitrary DA layers มาปลักอินเข้าไปได้
หรือจะปรับปรุง auto-scalable smart contract frameworks ให้ดีขึ้นก็น่าสนใจ
ซึ่งก็ไม่ได้กระทบกับเรื่องด้านเทคนิค การสร้าง frameworks นี้จะช่วยให้ developers สามารถสร้างแอปณ ที่เข้าถึงได้จากทุกเชน ซึ่งจะทำให้ยูเซอร์สามารถ migrate การใช้ข้ามเชนได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ทำลาย application logic ใดๆ
เห็นได้ชัดว่าอนาคตของ Superchain มันช่างเจิดจ้า ก่อนหน้านี้เราแทบไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าการสเกลบล็อกเชนจริงๆ ต้องทำยังไง ไม่ต้องพูดถึงการสเกลเชนไปพร้อมกับการแจกทุนให้ Open-Source ยิ่งยากไปใหญ่ แต่ Decentralized web stack กำลังจะมา และมันก็ดูสดใสแบบ optimistic
อ่านรายละเอียดเรื่อง Superchain เพิ่มเติมได้ที่ https://app.optimism.io/superchain/
เจาะลึกถึงใจ ซุปเปอร์เชนคืออะไร มาฟังคำอธิบายจาก @karl_dot_tech ซีทีโอของ @optimismFND
ที่งาน @EthereumDenver การันตีดีเทลที่ค่อยๆ ไล่เรียงจากคอนเซป วิธีการทำงาน วิธีการสร้าง และสิ่งนี้จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ อะไรบ้าง ใครพร้อมแล้วตามไปดูกันได้เลย
อ่านต้นฉบับ ได้ที่นี่
เพื่อสร้าง decentralized web โลกบล็อกเชนในทุกวันนี้ยังมีสิ่งที่ขาดอยู่อีกมาก เพราะการสร้าง decentralized web stack นั้นจำเป็นสร้างและขยาย(สเกล)โดยยังคงความปลอดภัยและความ decentralized ซึ่งไม่มีโรลอัพไหนๆ ที่ประสบความสำเร็จในการสเกลถึงระดับนี้
เราสามารถสเกลเชนๆหนึ่งให้มีความเร็วในการทำธุรกรรม (throughput) มากมายแต่สุดท้ายเมื่อรันก็ติดปัญหาคอขวดเรื่องฮาร์ดแวร์อยู่ดี ทางเดียวที่เราจะสเกลได้ในระดับอินเทอร์เน็ตนั้นคือการกระจายการประมวลผลโดยใช้คอมพิวเตอร์จากเชนต่างๆ เพื่อแยกกันประมวลผล
หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ให้คุณลองนึกภาพถึงการรันระบบอินเทอร์เน็ตทั้งระบบโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้
ในทางกลับกันเครือข่ายแบบ multi-chain ก็ทำให้ Ecosystem แตกกระจาย การก๊อปแปะบล็อกเชนไปเรื่อยๆ อาจช่วยเรื่องการสเกลได้ แต่ก็ทิ้งปัญหาเรื่องระบบการบริดจ์ที่ต่างกัน มาตรฐานที่ต่างกัน ทำให้แฮกเกอร์สามารถหาจุดอ่อนเพื่อเจาะระบบได้
นี่คือเหตุผลของ Superchain: เครือข่ายของ chains ที่สร้างบน OP Stack codebase ที่แชร์ระบบความปลอดภัย เลเยอร์ในการสือสาร และ tech stack อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่นี่
Superchain ช่วยเพิ่มความสามารถในการสเกลที่ได้มาจากการมีหลายๆ เชนมาเชื่อมกัน โดยไม่ต้องแลกกับ Liquidity / dev ที่ถูกกระจาย (fractured) หรือแลกกับความปลอดภัยของ ecosystem
Superchain จะทำให้ developers สามารถมองเชนเป็นเหมือน compute resources—ที่ทำงานอัตโนมัติ-และสามารถสเกลแอปฯของพวกเขาโดยการ deploy แอปฯไปยังหลายๆ เชนได้โดยแทบไม่ต้องแก้ไขอะไร
Superchain จะช่วยดึง contributors ที่แบ่งสัดส่วนที่ได้จาก transactions fees ของพวกเขาเพื่อเป็นทุนให้ทั้ง แอปฯ ที่สร้างคุณค่าไปพร้อมๆ กับการให้ทุน OP Stack เอง – เพราะ public good นั้นเป็นหัวใจหลักของทั้งระบบ
อ่านเพิ่มเติมที่เบน @ben_chain ได้อธิบายที่ ETHDenver ในหัวข้อ Retroactive Public Goods Funding) :
มาต่อที่ข้อสงสัยหลัก แล้ว Superchain คืออะไร และทำงานยังไง? ด้านใน Superchain Explainer นี้มีรายละเอียดแบบครบๆ แต่ถ้าอยากให้เล่าแบบไวๆ เข้าใจง่าย ก็ไปต่อกัน
ก่อนจะไปพูดถึง Superchain เพื่อความเข้าใจให้ตรงกันว่า OP Stack codebase นั้นปลดล็อกอะไรบน L1 บ้าง หัวใจสำคัญอย่างแรกคือการรับข้อมูล (derivation) *ต่อไปนี้จะเรียกการรับข้อมูลว่า derive
OP Stack นั้น derive ข้อมูลของ State ทั้งหมดของ L2 โดยตรงจาก L1 block data การ derive ข้อมูลจาก block นั้นเป็นฟังก์ชั่นที่ดีมาก และทุกอย่างเกิดขึ้น onchain
วิธีการ derive ข้อมูลจะเป็นตัวบอกความแตกต่างของเชน คุณสามารถมอง rollups ให้เป็นเหมือนระบบ index ได้เหมือนกันนะ แต่มันเกิดขึ้น on top บน L1 data
แต่ Superchain ช่วยขยายคำจำกัดความให้กว้างขึ้น ซึ่งหมายถึง เชนที่มีไม่จำกัด (อินฟินิตี้) บนบริดต์เดียวกัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะเราสามารถขยาย deriveration logic ที่กำหนดอยู่ใน L1 contract addresses สำหรับเชนต่างๆ โดยยึดจากเลขไอดีของเชนนั้นๆ
หมายความว่าต่อไปคุณจะสามารถประมวลผล contract addresses ของเชนอื่นๆ ได้ในเครื่อง โดยที่มันยังไม่ถูก deploy ด้วยซ้ำ หรือประมวลผล Txn ของเชนนั้นๆ ก่อนที่มันจะได้รับ deposits ด้วยซ้ำ
ในเรื่องการบริดจ์ เพราะบริดจ์แต่ละอันนั้นถูกสร้างมาจากที่เดียวกัน หมายความว่าพวกเขาสามารถอัพเกรด upgrade ในลักษณะเดียวกัน และมีความปลอดภัยจากระบบ decentralized governance เดียวกัน กับเชนอื่นๆ บน Superchain
หัวใจสำคัญข้อต่อไปของ OP Stack คือ settlement. มันเป็นไปได้ที่จะทำธุรกรรมบน L2 chain และทำ deposit ลงไปบน L2 chain โดยใช้แค่ฟังก์ชั่นการ derivation โดยไม่ต้องใช้ fault proof ใดๆ เลย
เรื่องนี้มันคล้ายกับเรื่อง ทำไมถึงสามารถ index smart contract eก่อนจะมี fault proof – คุณแค่ดาวน์โหลด L1 data และ execute Txn ในเครื่องของคุณ แต่ยังไงก็ตาม ถ้าเราต้องการให้สามารถบริดจ์กลับไป L1 ได้ proof system ก็เป็นสิ่งจำเป็นอยู่ดี
ระบบ proof ของ OP Stack เป็นแบบ modular ที่รองรับระบบ proofs ที่แตกต่างกัน แต่ระบบที่เราได้ยินบ่อยๆ ก็คือ fault proofs แต่โน้ตไว้ตัวใหญ่ๆ ว่าต่อไประบบ proof แบบไหนก็สามารถ deploy กับ OP Stack ได้
ระบบ proof จะเป็นตัวยืนยัน state ของ L2 บน L1 (L1 contracts) เหมือนที่การบริดจ์ ERC20 สามารถช่วยปลดล็อกการถ่ายโอนเงินสำหรับยูเซอร์ นี่เป็นวิธีการที่ withdrawals สามารถทำงานได้
Superchain ยังช่วยขยายการทำงานโดยการทำหน้าที่ส่งข้อความโดยตรงระหว่าง L2 และ L2 เหมือนที่เรามีการส่งข้อความระหว่าง L1 และ L2 สิ่งนี้จะช่วยสร้าง contracts ในทุกๆ L2 ที่ทำความเกิดการสื่อสารกันระหส่าง L2 ทั้งหมด bridge contracts พวกนี้ก็สามารถมี address ได้
โอเค ตอนนี้เรามีเชนมากมายที่สามารถคุยกันได้แล้ว และทำให้เราสามารถสร้างมาตรฐาน (standardized)ให้โปรโตคอลต่างๆ ยิ่งถ้ามี Superchain! มันต้องดีกว่านี้ได้ ทำยังไงหรอ?
สิ่งแรกที่เราทำได้คือการ decentralized sequencing เมื่อ deploying เชนใหม่ขึ้นมาคุณสามารถกำหนด sequencer ได้ อยากทำ sequence ด้วยตัวเชนเองก็ได้ แปลว่ามันคือการ sequence โดย user เมื่อมียูเซอร์ของแต่ละเชนมารวมกัน เท่านี้ก็ช่วยสร้าง decentralized sequencing ขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้ว
เชนสามารถทดลองทำ alternative sequencing ก็ได้ โดยไม่ต้องแยกจาก Superchain network ทำให้ต่อไปจะมีเหมือนเป็น marketplace ของ decentralized sequencing protocols ที่ใครๆ ก็เราสามารถเลือกอันที่ดีที่สุดมาใช้กับ OP Stack codebase ก็ได้
อีกหนึ่งการพัฒนาในอนาคตก็คือเราสามารถใช้ attestation proofs หรือ Zero-Knowledge proofs ที่ช่วยปลดล็อกให้สามารถบริดจ์ไปมาระหว่างเชนได้อย่างรวดเร็ว
หรือเราสามารถ implement shared sequencing. โดยการแชร์ sequencers ร่วมกัน เพื่อการันตีธุรกรรมต่างๆ บนหลายๆ เชน และสามารถช่วยทำให้เกิด atomic transactions เช่นการทำ flash loans
เรื่องของ Superchain ที่อธิบายด้านบนนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาดของ blockchain นี่คือเหตุผลที่เราทุ่มเทร่วมกับ Ethereum community ในการ implement EIP-4844 ที่จะช่วยสเกลขนาดของ data available (DA) อ่านเพิ่มได้ที่นี่
หรือเราจะไปไกลกว่านั้นโดยการใช้ Plasma protocol ที่ทำให้สามารถใช้ arbitrary DA layers มาปลักอินเข้าไปได้
หรือจะปรับปรุง auto-scalable smart contract frameworks ให้ดีขึ้นก็น่าสนใจ
ซึ่งก็ไม่ได้กระทบกับเรื่องด้านเทคนิค การสร้าง frameworks นี้จะช่วยให้ developers สามารถสร้างแอปณ ที่เข้าถึงได้จากทุกเชน ซึ่งจะทำให้ยูเซอร์สามารถ migrate การใช้ข้ามเชนได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ทำลาย application logic ใดๆ
เห็นได้ชัดว่าอนาคตของ Superchain มันช่างเจิดจ้า ก่อนหน้านี้เราแทบไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าการสเกลบล็อกเชนจริงๆ ต้องทำยังไง ไม่ต้องพูดถึงการสเกลเชนไปพร้อมกับการแจกทุนให้ Open-Source ยิ่งยากไปใหญ่ แต่ Decentralized web stack กำลังจะมา และมันก็ดูสดใสแบบ optimistic
อ่านรายละเอียดเรื่อง Superchain เพิ่มเติมได้ที่ https://app.optimism.io/superchain/


thesleeper (✨🔴_🔴✨)
thesleeper (✨🔴_🔴✨)
No comments yet