NFTs & The Metaverse research partially done by AI while writing is 100% by human)


Share Dialog
Share Dialog
NFTs & The Metaverse research partially done by AI while writing is 100% by human)
NFTs เป็นสินทรัพย์ที่มีความแตกต่างจากสินค้าอื่น ในแง่ที่คุณสมบัติของมันมีหลายรูป (เช่นเรื่องของ ERC variation) รวมถึงค์ประกอบหลักของมันสามารถถูกเปลี่ยนแปลงและเกี่ยวข้องกับ party อื่นได้ครับ (เช่นการเปลี่ยนเนื้อหาที่ติดอยู่กับ NFTs ในกรณีที่เนื้อหานั้นไม่ได้ถูก stored บน blockchain) ดังนั้นเงื่อนไขในการแสดงสิทธิ์หรือข้อบ่งชี้ความเป็นเจ้าของจึงมีลักษณะที่แตกต่างไปด้วย
อย่างเหตุการณ์ล่าสุดที่เป็นประเด็นเกิดขึ้นสำหรับโปรเจ็คอย่าง Moonbirds ที่ทางทีมได้เปลี่ยนเงื่อนไขของ NFTs เป็น public (CC0), ทั้งที่ช่วงต้นในการเริ่มโปรเจ็คมีการโฆษณาและชี้ชัดว่า Moonbirds เองเป็นสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ IP rights ครับ, โดยปราศจาก consent ของเจ้าของ NFT — ว่าง่ายๆก็คือทีมมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆของ Moonbirds ได้ตามต้องการ (รวมถึงในส่วนแรกเองก็ไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจนในส่วนนี้ด้วย) กลายเป็นว่าเริ่มมีคำถามขึ้นมา ว่าผู้ซื้อ NFTs เป็นเจ้าของอะไรกันแน่
ดังนั้นเพื่อความยุติธรรมของเจ้าของ NFT และการเลี่ยงข้อพิพาทจากๆต่างทุกฝ่าย ประเด็นด้านกฏหมายที่รองรับในส่วนนี้จึงเป็นที่ถกเถียงและเป็นที่สนใจกันมากขึ้นในแวดวงครับ, อาทิตย์ที่แล้วทาง Venture Capital อย่าง Andressen Horowitz จึงเสนอ License ที่จะจัดการประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาในชื่อ ‘Can’t Be Evil’ ครับ (โดยแจก License ดังกล่าวนี้ฟรีครับ และเจ้าของงานสามารถ embed license นี้ลงไปใน smart contract ได้เลย)
Can’t Be Evil License มีหลักการมาจากพื้นฐานของ Blockchain ครับ — เราไม่ต้องมีความคิดที่ว่า ‘I hope that they(corporates) won’t be evil’ เราไม่ต้องใช้ความเชื่อใจหรือความหวังว่าบริษัทต้นทางจะไม่ทำเสียๆหายๆ แก้ไข หรือริบเอาข้อมูลของเราไป (อย่างกรณีวันนี้ หาก YouTube ต้องการจัดการ content ของ youtubers ขึ้นมาดื้อๆ เขาก็ทำได้ครับ, ทุกวันนี้ผู้ใช้งานบน platform เพียงแต่เชื่อใจ และหวังลึกๆว่าทาง Google จะไม่ทำแบบนั้น) นั้นก็คือ ‘They CAN’T Be Evil’ นั่นเองครับ เพราะด้วย immutability ของ blockchain ไม่อนุญาติ (หรือหากปราศจากการยินยอมของผู้ซื้อ/ใช้งานแต่แรก) — License นี้เป็นการบังคับเรื่องของ commitment ในสัญญาครับ
มาดูตัวอย่างหลักๆที่ Can’t Be Evil ช่วยกันครับ
แน่นอนครับ, Irrevocable: ตุกติกไม่ได้ ถ้าสิทธิใดถูก granted แล้ว ไม่สามารถแก้ไขได้ครับ ไม่ต้องเจอปัญหาอย่าง Moonbirds ครับ แถม implication ก็หลากหลายมาก, licensee สามารถกำหนดเงื่อนไขตามต้องการได้แต่แรกเลยครับ (เช่นจะระบุว่า ‘เนื้อหาสามารถแก้ไขได้ มีข้อยกเว้นได้ หาก x เกิดขึ้น’ ก็ได้ครับ) เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์ทั้งผู้ขาย NFT และผู้ซื้อ NFT ครับ
Supportive: Can’t Be Evil บางประเภท (ผมเขียนไว้ด้านล่างครับ ประเภทต่างๆ สำหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน) ปกป้องผู้ซื้อลำดับต่อๆไปได้ด้วยการยกเลิกสิทธิทั้งหมดที่ผูกพันธ์กับเจ้าของก่อนหน้า (รวมถึง sublicense) เหมือนเป็น clearance สำหรับเจ้าของคนใหม่ โดยไม่ต้องกังวลถึงข้อพิพาทที่ตามมาในการใช้งาน NFT ดังกล่าวครับ (เช่นถ้าไอเจ้าของคนเก่ามันไปเล่นท่าประหลาดเกี่ยวกับสิทธิหรือความรับผิดชอบต่างๆ แล้วผู้ซื้อคนต่อมาไม่มีความรู้มาก ก็อาจถูกเอาเปรียบได้ครับ)
Respectful: ข้อนี้สำหรับ creator ครับ, เป็นการสร้างความรับผิดชอบ เช่นหากงานของ creator B มีความเสี่ยงในประเด็นของการมีส่วนประกอบที่เป็นลิขสิทธิของ creator A , ผู้ซื้องานของ creator B อาจมีปัญหาเรื่องของการนำไปใช้งานต่อได้ครับ ดังนั้น creator B จึงปกป้องผู้ซื้องานต่อๆไปโดยการใช้ Can’t Be Evil ลดทอนสัดส่วนหรือยกเลิกความรับผิดชอบของผู้ซื้อได้ครับ (สำหรับข้อนี้ ถ้า license ถูกพัฒนาไปถึงจุดที่มี enforcement ของ royalties นี้ แอดคงแอบไม่พอใจครับ ฮ่า)
Loss Protected: หาก NFT นั้นถูกขโมย หรือถูกผู้อื่นนำไปใช้โดยพลการ หรือปราศจากการรู้เห็นของเจ้าของ, เงื่อนไขใน Can’t Be Evil จะช่วยป้องกัน/ลดทอนข้อพิพาทต่างๆที่เกิดขึ้นจากการใช้ NFT นั้นได้โดยอัติโนมัติครับ
เมื่อความปลอดภัยและความไม่ชัดเจนน้อยลงในพื้นที่ที่เกิดใหม่อย่าง Web3 หรือ so-called ‘NFT Space’ การเติบโตและการพัฒนาของ NFT ก็เป็นไปได้เร็วขึ้นครับ
ปล. ส่วนตัวผมไม่ชอบการแปลบทความเท่าไหร่ พยายามหลีกเลี่ยงถ้าไม่สำคัญ เนื่องจากรู้สึกว่าเป็นการคัดลอกบทความมาเฉยๆ ไม่ใช่เนื้อหาที่เราได้คิดตกตะกอนหรือวิเคราะห์เอง อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ เลยนำมา รวมถึงใส่ไอเดียผมเองลงไปด้วยส่วนหนึ่ง
NFTs เป็นสินทรัพย์ที่มีความแตกต่างจากสินค้าอื่น ในแง่ที่คุณสมบัติของมันมีหลายรูป (เช่นเรื่องของ ERC variation) รวมถึงค์ประกอบหลักของมันสามารถถูกเปลี่ยนแปลงและเกี่ยวข้องกับ party อื่นได้ครับ (เช่นการเปลี่ยนเนื้อหาที่ติดอยู่กับ NFTs ในกรณีที่เนื้อหานั้นไม่ได้ถูก stored บน blockchain) ดังนั้นเงื่อนไขในการแสดงสิทธิ์หรือข้อบ่งชี้ความเป็นเจ้าของจึงมีลักษณะที่แตกต่างไปด้วย
อย่างเหตุการณ์ล่าสุดที่เป็นประเด็นเกิดขึ้นสำหรับโปรเจ็คอย่าง Moonbirds ที่ทางทีมได้เปลี่ยนเงื่อนไขของ NFTs เป็น public (CC0), ทั้งที่ช่วงต้นในการเริ่มโปรเจ็คมีการโฆษณาและชี้ชัดว่า Moonbirds เองเป็นสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ IP rights ครับ, โดยปราศจาก consent ของเจ้าของ NFT — ว่าง่ายๆก็คือทีมมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆของ Moonbirds ได้ตามต้องการ (รวมถึงในส่วนแรกเองก็ไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจนในส่วนนี้ด้วย) กลายเป็นว่าเริ่มมีคำถามขึ้นมา ว่าผู้ซื้อ NFTs เป็นเจ้าของอะไรกันแน่
ดังนั้นเพื่อความยุติธรรมของเจ้าของ NFT และการเลี่ยงข้อพิพาทจากๆต่างทุกฝ่าย ประเด็นด้านกฏหมายที่รองรับในส่วนนี้จึงเป็นที่ถกเถียงและเป็นที่สนใจกันมากขึ้นในแวดวงครับ, อาทิตย์ที่แล้วทาง Venture Capital อย่าง Andressen Horowitz จึงเสนอ License ที่จะจัดการประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาในชื่อ ‘Can’t Be Evil’ ครับ (โดยแจก License ดังกล่าวนี้ฟรีครับ และเจ้าของงานสามารถ embed license นี้ลงไปใน smart contract ได้เลย)
Can’t Be Evil License มีหลักการมาจากพื้นฐานของ Blockchain ครับ — เราไม่ต้องมีความคิดที่ว่า ‘I hope that they(corporates) won’t be evil’ เราไม่ต้องใช้ความเชื่อใจหรือความหวังว่าบริษัทต้นทางจะไม่ทำเสียๆหายๆ แก้ไข หรือริบเอาข้อมูลของเราไป (อย่างกรณีวันนี้ หาก YouTube ต้องการจัดการ content ของ youtubers ขึ้นมาดื้อๆ เขาก็ทำได้ครับ, ทุกวันนี้ผู้ใช้งานบน platform เพียงแต่เชื่อใจ และหวังลึกๆว่าทาง Google จะไม่ทำแบบนั้น) นั้นก็คือ ‘They CAN’T Be Evil’ นั่นเองครับ เพราะด้วย immutability ของ blockchain ไม่อนุญาติ (หรือหากปราศจากการยินยอมของผู้ซื้อ/ใช้งานแต่แรก) — License นี้เป็นการบังคับเรื่องของ commitment ในสัญญาครับ
มาดูตัวอย่างหลักๆที่ Can’t Be Evil ช่วยกันครับ
แน่นอนครับ, Irrevocable: ตุกติกไม่ได้ ถ้าสิทธิใดถูก granted แล้ว ไม่สามารถแก้ไขได้ครับ ไม่ต้องเจอปัญหาอย่าง Moonbirds ครับ แถม implication ก็หลากหลายมาก, licensee สามารถกำหนดเงื่อนไขตามต้องการได้แต่แรกเลยครับ (เช่นจะระบุว่า ‘เนื้อหาสามารถแก้ไขได้ มีข้อยกเว้นได้ หาก x เกิดขึ้น’ ก็ได้ครับ) เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์ทั้งผู้ขาย NFT และผู้ซื้อ NFT ครับ
Supportive: Can’t Be Evil บางประเภท (ผมเขียนไว้ด้านล่างครับ ประเภทต่างๆ สำหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน) ปกป้องผู้ซื้อลำดับต่อๆไปได้ด้วยการยกเลิกสิทธิทั้งหมดที่ผูกพันธ์กับเจ้าของก่อนหน้า (รวมถึง sublicense) เหมือนเป็น clearance สำหรับเจ้าของคนใหม่ โดยไม่ต้องกังวลถึงข้อพิพาทที่ตามมาในการใช้งาน NFT ดังกล่าวครับ (เช่นถ้าไอเจ้าของคนเก่ามันไปเล่นท่าประหลาดเกี่ยวกับสิทธิหรือความรับผิดชอบต่างๆ แล้วผู้ซื้อคนต่อมาไม่มีความรู้มาก ก็อาจถูกเอาเปรียบได้ครับ)
Respectful: ข้อนี้สำหรับ creator ครับ, เป็นการสร้างความรับผิดชอบ เช่นหากงานของ creator B มีความเสี่ยงในประเด็นของการมีส่วนประกอบที่เป็นลิขสิทธิของ creator A , ผู้ซื้องานของ creator B อาจมีปัญหาเรื่องของการนำไปใช้งานต่อได้ครับ ดังนั้น creator B จึงปกป้องผู้ซื้องานต่อๆไปโดยการใช้ Can’t Be Evil ลดทอนสัดส่วนหรือยกเลิกความรับผิดชอบของผู้ซื้อได้ครับ (สำหรับข้อนี้ ถ้า license ถูกพัฒนาไปถึงจุดที่มี enforcement ของ royalties นี้ แอดคงแอบไม่พอใจครับ ฮ่า)
Loss Protected: หาก NFT นั้นถูกขโมย หรือถูกผู้อื่นนำไปใช้โดยพลการ หรือปราศจากการรู้เห็นของเจ้าของ, เงื่อนไขใน Can’t Be Evil จะช่วยป้องกัน/ลดทอนข้อพิพาทต่างๆที่เกิดขึ้นจากการใช้ NFT นั้นได้โดยอัติโนมัติครับ
เมื่อความปลอดภัยและความไม่ชัดเจนน้อยลงในพื้นที่ที่เกิดใหม่อย่าง Web3 หรือ so-called ‘NFT Space’ การเติบโตและการพัฒนาของ NFT ก็เป็นไปได้เร็วขึ้นครับ
ปล. ส่วนตัวผมไม่ชอบการแปลบทความเท่าไหร่ พยายามหลีกเลี่ยงถ้าไม่สำคัญ เนื่องจากรู้สึกว่าเป็นการคัดลอกบทความมาเฉยๆ ไม่ใช่เนื้อหาที่เราได้คิดตกตะกอนหรือวิเคราะห์เอง อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ เลยนำมา รวมถึงใส่ไอเดียผมเองลงไปด้วยส่วนหนึ่ง

Subscribe to Thailand JPEG Holder

Subscribe to Thailand JPEG Holder
<100 subscribers
<100 subscribers
No activity yet