NFTs & The Metaverse research partially done by AI while writing is 100% by human)
NFTs & The Metaverse research partially done by AI while writing is 100% by human)

Subscribe to Thailand JPEG Holder

Subscribe to Thailand JPEG Holder
Share Dialog
Share Dialog


<100 subscribers
<100 subscribers
หนังสือเล่มนี้ที่น่าสนใจมากครับ ค่อนข้างหนา 300 กว่าหน้า เพิ่งวางขายชุดแรกเมื่อราวๆเดือนก่อน เรียกได้ว่าเป็น introduction ที่ทำให้เห็นภาพรวมคร่าวๆและพื้นฐานที่ค่อนข้างครอบคลุมสำหรับ Metaverse, หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลจากคนที่อยู่ในแวดวง; Matthew Ball เป็น CEO ของ Epyllion Venture, เป็นsenior advisor ให้ทางMcKinsey, เป็นcontributor ของ The Economist/Times/TWSJ และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เขาคลุกคลีและสนใจเรื่อง Metaverse เป็นพิเศษ จนได้เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาครับ.
“I thought Matthew Ball’s essays were great, and anyone who’s trying to learn about [the Metaverse], He wrote a nine-part piece on a bunch of the different aspects of what the metaverse could be, and I highly recommend all of them.” - Mark Zuckerberg, CEO and Founder, Facebook
“Thoughtful, engaging, and relavant. However, what we think of as the Metaverse evolves, the issues that Matthew Ball raises in this book will continue to shape our shared future, both online and off.” - Phil Spencer, CEO of Microsoft Gaming
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนครับ
I. What Is The Metaverse
พูดถึงประวัติความเป็นมาเชิงแนวคิดของMetaverse ในอดีต ตลอดถึงการเผยตัวความก้าวหน้าที่เห็นขึ้นชัดได้เรื่อยๆจนกระทั่งปัจจุบัน ผ่านการวางไอเดียและเล่าผ่านสื่ออย่างภาพยนตร์ นิยาย และอุตสาหกรรมเกม เราจะเห็นพัฒนาการผ่าน Text >> Photo >> Video รวมถึง movements ในเชิงธุรกิจของ tech giants สำหรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีคำนิยามสากลที่เป็นที่ยอมรับกัน แต่ Matthew ได้นิยามไว้อย่างครอบคลุมว่า: 'A massively scaled and interoperable network of real-time rendered 3D virtual worlds that can be experienced synchronously and persistently by an effectively unlimited number of users with an individual sense of presence, and with continuity of data such as identity, history, entitlements, objects, communications and payments' โดยขยายความต่อในแต่ละ essence;
>> virtual worlds & real-time rendered 3D: หากปราศจากข้อนี้ Metaverse เองก็คงไม่มีความแตกต่างจาก Internet เท่าไหร่นัก ทั้งยังไม่สามารถรองรับ interaction input ของ participant ได้
>> interoperable network & massively scaled: ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ควบคุมใดๆหนึ่งอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือมีพื้นที่ให้สำหรับการพัฒนาและเข้าร่วมจากหลายฝ่าย และความเข้ากันนี้เองจะทำให้ต่อมาเกิด activity ในmetaverse ที่ไม่ถูกแยกขาดจากกัน และเกิดระบบเศรษฐกิจในที่สุด
>> synchronously by unlimited users: จะไม่มีการ pre-do หรือการส่งข้อมูล/คำสั่งไปที่ server, แต่จะเป็นการ 'live' ตลอดเวลา
>> and persistently: ที่เป็นไปเพื่อtrack record ที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่องในmetaverse (รวมถึง participants identity) เพราะ progress ใดๆเกิดขึ้นไม่ได้หากสิ่งต่างๆที่เราทำในmetaverse ไม่มีความหมายและถูกแก้ไข/เปลี่ยนแปลงได้อย่างงายดาย
ทั้งยังเสริมต่อความเป็น 'The Next Internet' ที่เราจะเริ่มเห็นได้จากฝั่งบริษัทยักใหญ่ที่ครองตลาดในแต่ละสมัย เริ่มต้นจากยุคคอมพิมพ์เตอร์เครื่องใหญ่ที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านของIBM ตามมาด้วยการแซงหน้าขึ้นมาของMicrosoft สำหรับpersonal computer, และแน่นอนครับ จากนั้นยุคของMircrosoft ก็ถูกเบียดโดยยุคของโทรศัพท์จาก Apple - จึงทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบริษัทเทคฯระดับโลกต่างๆตอนนี้กำลัง reposition และดำเนินการนโยบายทางthe metaverse กันอย่างจริงจัง สิ่งนี้คืออนาคตครับ โดยทั้งหมดนี้มีหลักการมาจากมองอดีตผ่านจังหวะการเปลี่ยนยุคของ 'สิ่งที่สร้างบน internet'; ในยุคแรกโทรศัพท์หรือการส่งข้อความทั่วไปเริ่มถูกแทนด้วยapplication อย่างSkype (ที่ต่อมาก็ถูกWhatsApp/Instagram เบียดขึ้นมาครับ) แม้แต่ทางฝั่งการเงินเองอย่างpeer to peer service ก็ขึ้นมามีบทบาทผ่าน application อันโด่งดังอย่างPayPal (ซึ่งก็แน่นอน เช่นกันสำหรับสิ่งที่มาแรงมากในหลายปีที่ผ่านมาอย่างblockchain นั้นเอง สำหรับการโอนเงินทั่วโลกอย่างง่ายดาย) และปัจจุบันนี้applications แห่งยุคสมัยก็เริ่มมาเป็นในส่วนของvirtual world; ทั้ง Roblox, Minecrafts, Fortnite, etc - gaming industry เองมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆเป็นอย่างมาก, digital assets ก็ครอบครองส่วนแบ่งตลาดสินค้าในอุตสาหกรรมนี้มากมาย
Metaverse จะเป็นอีกสิ่งที่สร้างบน internet ที่ย่อมอาศัยการวางข้อตกลงร่วมกันของยุคสมัย (e.g. TCP/IP) เป็นเหมือน networks of network ครับ และmetaverse จะนำมาซึ่งhardware และsoftware แห่งยุคใหม่ที่ offer ประสบการณ์ใหม่และนวัตกรรมใหม่ๆเช่นกัน, Matthewจึงเองอยากให้มองว่าprogress ทั้งหมดนี้เป็นการมองแบบspectrum มีการoverlapped กัน ไม่มีช่วงเวลาที่แน่นอน/ตายตัว แต่พวกเราทุกคนรู้ล่ะ ว่าโลกนี้กำลังเครื่องไปทางไหน
II. Building The Metaverse:
เป็นการพูดถึง elements ต่างๆที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำให้ metaverse เกิดขึ้นครับ รวมถึงการมีบทบาทสำคัญต่อโลกเศรษฐกิจและความยั่่งยืนของ metaverse เอง, รวมถึงประเด็นอุปสรรคและความน่ากังวลด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็น
Networking: Bandwidth และ Latency ที่ต่อมาจะเป็นอุปสรรคต่อเรื่องของ persistence และ synchronousity ในส่วนแรกครับ
Computing: ใน Metaverse นั้น การล้มลงของต้นไม้, ต่างจากโลกจริงที่ล้มแค่ต้นเดียว, นั้นต้องมีการล้มลง 'หลายต้นครับ' เนื่องจาก Metaverse ต้องทำงาน duplicate การล้มดังกล่าวไปยัง participants ณ ขณะนั้นด้วย แถมผลกระทบจากการล้มของต้นไม้นั้น (เช่นกรณีมองว่าการล้มของต้นไม้นั้นเป็นกิจกรรมใน customed game ใดๆบน metaverse) ก็ยังต้องถูกคำนวณให้มีค่าความถูกต้องเดียวด้วยเช่นกัน เนื่องจากอาจเกิดปัญหาที่ตามมา เช่นdevice ของผู้เล่นA บอกว่าแรงกระแทกการต้นไม้ล้มทำให้player B ตาย แต่ด้วยปัญหาความสามารถในการcompute (หรือปัญหาจากตัวlatency เอง) ทำให้device ของผู้เล่นB คำนวณออกมาได้ว่าแค่เกือบตาย กลายเป็นว่าหากการคำตอบของdevice ใดถูกตัดสินออกมาเป็นผลลัพธ์ อาจทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบได้ครับ ถ้าหากจริงๆข้อสรุปนั้นเกิดขึ้นจากinefficiency ของ device B เท่านั้น, ว่าง่ายๆปัญหาเรื่องขีดจำกัดของcomputing ชัดในตัวมันเองอย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้ว ซ้ำยังเป็นปัญหาที่มีอยู่ตลอด เนื่องจากเรามักเขยิบความยาก/ซับซ้อนให้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประสิทธิภาพของcomputing hardware เพิ่มขึ้น (มองเป็นเหมือนการขยับเป้าหมายไปไกลขึ้นเรื่อยๆเมื่้อถึง/ใกล้ถึงเป้าเดิม) ไม่ว่าเป็นในเรื่องของขนาดhardware เองที่เราก็พยายามทำให้มันเล็กขึ้นเรื่อยๆ หรือoutput ที่เราต้องการให้มันทรงพลังขึ้นตลอดเวลาตามทันการพัฒนาในฝั่งของsoftware
Virtual World Engines: engine ไหนจะเป็นengine หลัก แล้วสมมุติหากengine นั้นเป็นengine หลักขึ้นมา สิ่งนี้จะทำให้เกิดประเด็นสิทธิการควบคุมแต่ฝ่ายเดียวหรือเปล่า (ให้นึกถึงengine ที่ใช้อย่างแพร่หลายมากอย่าง Unreal หรือ Unity), เจ้าของengine เเหล่านี้จะเป็นอำนาจที่สามารถmodify หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆเมื่อต้องการหรือเปล่า หรือถ้าหากไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น มีหลายengine, ก็กลายเป็นว่ามีปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก ว่าจะทำให้สองengine ทำงานด้วยกันอย่างไร
Interoperability (เป็นคำที่ออกเสียงแล้วลิ้นพันกันดีจริงๆครับ ฮ่า): function ต่างๆและรูปร่างของdigital asset/avatar ใดๆจะยังคงเดิมหรือไม่ หากถูกย้ายไปอีกplatform หนึ่ง ที่แม้จะinteroperable ก็ตาม รวมถึงเรื่องมาตรฐานการใช้งานของสินค้าลิขสิทธิ์ กล่าวคือต้องมีstandard บางอย่างร่วมกัน
Hardware: พาร์ทนี้พูดถึงขีดจำกันและความเป็นไปได้ต่างๆของเทคโนโลยีกลุ่มAR/VR และ Haptics เป็นหลักครับ ประกอบกับความท้าทายในการพัฒนาhardware - โดยตัวเปลี่ยนผ่านอาจจากเริ่มจากsmart phone/smart watch/smart glasses/smart lens เป็นต้น เนื่องความคุ้นเคยและความสะดวก เพราะโดยพื้นฐานเหตุผลหนึ่งที่บางคนมีอคติมองความเป็นไปได้ยากของmetaverse คืออุปกรณ์เทอะทะที่ต้องคอยสวมใส่ตลอดเวลา
Payment Rails: ประเด็นด้านความปลอดภัยและregulations สำหรับการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน การกำหนดค่าfee การมาของcryptocurrency รวมถึงบทบาทของentity หลักที่เราคุ้นเคยอย่าง AppStore/Steam หรือแม้แต่ VISA และธนาคารระดับโลกในการposition ตัวเองครับ
'In the next two or theree years' - Bill Gates 'It will become mainstream in the next five to ten years' - Mark Zuckerberg
ส่วนนี้เริ่มต้นจากการคำตอบถามที่ว่า 'Metaverse จะมาถึงเมื่อไหร่'เมื่ออิงจากความน่าจะเป็นและปัจจัยต่างๆที่ได้อธิบายไว้ ทำให้ได้คำตอบว่า การมาของMetaverse นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านการของhardware ทื่เมื่อ'headset' ต่างๆนั้นกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงผู้คนได้อย่างแพร่หลายและเป็นเรื่องปกติอย่างsmart phone ณ ปัจจุบันนี้ครับ - ซ้ำยังต้องอาศัยการมี driver ในการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือดึงความสนใจผู้คนอย่างที่Apple ในช่วงปี 2008 ใช้AppStore เป็นตัวสร้างactivity ควบคู่ในการใช้3G, นอกจากนี้การเปลี่ยนผ่านทางgeneration สำหรับคนยุคใหม่ก็มีผลเช่นกัน เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวโยงกับโลกดิจิตอลมากขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นเสริมต่อด้วยบทบาทของmetaverse ที่จะมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในหลายๆอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น LifeStyle/การศึกษา/Entertainment/วิศวกรรม/การแพทย์/แฟชั่น/ฯลฯ และด้วยการเข้ามามีบทบาทในหลายอุตสาหกรรมดังกล่าว ขนาดเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในmetaverse จะมีมูลค่ามหาศาลและกินส่วนแบ่งขนาดเศรษฐกิจในโลกอย่างมีนัยยะสำคัญ และอาจกินสัดส่วนถึง 30% ของขนาดเศรษฐกิจดิจิตอลในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า (ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจดิจิตอลเป็นสัดส่วนราว 15% ของขนาดเศรษฐกิจโลกและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)
สรุปแล้ว การตีความและคาดการณ์ความเป็น 'The Metaverse' ในหนังสือเล่มนี้ยังเพียงเป็นการสร้างมโนทัศน์อย่างหลวมๆเท่านั้น เพราะผลลัพธ์ของเทคโนโลยีเมื่อถึงเวลาเกิดขึ้นจริงนั้นมักทำให้ผู้คนประหลาดใจเสมอ ในแง่ของความคาดหมายและผลกระทบของมันต่อวิถีชีวิตของเรา ทั้งยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการคาดเดา/ตัดสินอนาคต (ที่มีตัวเปลี่ยนผ่านเป็นการประกอบกันของเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่) ให้อย่างถูกต้องและแม่นยำ เนื่องเราคิดจากตัวแปรและชุดข้อมูล ณ ปัจจุบัน ขณะที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นเกิดจากการเปลี่้ยนแปลงและพัฒนาของสิ่งที่เรายึดถือ ณ ปัจจุบันดังกล่าว
'I would not trust any of our predictions because reality has so far exceeded them by such a great degree that we've been reduced to spectators just like you, watching this amazing phenomenon' - Steve Jobs on Wall Street Journal after success in 2008
เพื่อนๆล่ะครับ คิดว่า Metaverse เป็นแค่กระแส หรือเป็นอนาคตที่กำลังมาครับ 👀 #Metaverse #NFT
หนังสือเล่มนี้ที่น่าสนใจมากครับ ค่อนข้างหนา 300 กว่าหน้า เพิ่งวางขายชุดแรกเมื่อราวๆเดือนก่อน เรียกได้ว่าเป็น introduction ที่ทำให้เห็นภาพรวมคร่าวๆและพื้นฐานที่ค่อนข้างครอบคลุมสำหรับ Metaverse, หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลจากคนที่อยู่ในแวดวง; Matthew Ball เป็น CEO ของ Epyllion Venture, เป็นsenior advisor ให้ทางMcKinsey, เป็นcontributor ของ The Economist/Times/TWSJ และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เขาคลุกคลีและสนใจเรื่อง Metaverse เป็นพิเศษ จนได้เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาครับ.
“I thought Matthew Ball’s essays were great, and anyone who’s trying to learn about [the Metaverse], He wrote a nine-part piece on a bunch of the different aspects of what the metaverse could be, and I highly recommend all of them.” - Mark Zuckerberg, CEO and Founder, Facebook
“Thoughtful, engaging, and relavant. However, what we think of as the Metaverse evolves, the issues that Matthew Ball raises in this book will continue to shape our shared future, both online and off.” - Phil Spencer, CEO of Microsoft Gaming
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนครับ
I. What Is The Metaverse
พูดถึงประวัติความเป็นมาเชิงแนวคิดของMetaverse ในอดีต ตลอดถึงการเผยตัวความก้าวหน้าที่เห็นขึ้นชัดได้เรื่อยๆจนกระทั่งปัจจุบัน ผ่านการวางไอเดียและเล่าผ่านสื่ออย่างภาพยนตร์ นิยาย และอุตสาหกรรมเกม เราจะเห็นพัฒนาการผ่าน Text >> Photo >> Video รวมถึง movements ในเชิงธุรกิจของ tech giants สำหรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีคำนิยามสากลที่เป็นที่ยอมรับกัน แต่ Matthew ได้นิยามไว้อย่างครอบคลุมว่า: 'A massively scaled and interoperable network of real-time rendered 3D virtual worlds that can be experienced synchronously and persistently by an effectively unlimited number of users with an individual sense of presence, and with continuity of data such as identity, history, entitlements, objects, communications and payments' โดยขยายความต่อในแต่ละ essence;
>> virtual worlds & real-time rendered 3D: หากปราศจากข้อนี้ Metaverse เองก็คงไม่มีความแตกต่างจาก Internet เท่าไหร่นัก ทั้งยังไม่สามารถรองรับ interaction input ของ participant ได้
>> interoperable network & massively scaled: ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ควบคุมใดๆหนึ่งอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือมีพื้นที่ให้สำหรับการพัฒนาและเข้าร่วมจากหลายฝ่าย และความเข้ากันนี้เองจะทำให้ต่อมาเกิด activity ในmetaverse ที่ไม่ถูกแยกขาดจากกัน และเกิดระบบเศรษฐกิจในที่สุด
>> synchronously by unlimited users: จะไม่มีการ pre-do หรือการส่งข้อมูล/คำสั่งไปที่ server, แต่จะเป็นการ 'live' ตลอดเวลา
>> and persistently: ที่เป็นไปเพื่อtrack record ที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่องในmetaverse (รวมถึง participants identity) เพราะ progress ใดๆเกิดขึ้นไม่ได้หากสิ่งต่างๆที่เราทำในmetaverse ไม่มีความหมายและถูกแก้ไข/เปลี่ยนแปลงได้อย่างงายดาย
ทั้งยังเสริมต่อความเป็น 'The Next Internet' ที่เราจะเริ่มเห็นได้จากฝั่งบริษัทยักใหญ่ที่ครองตลาดในแต่ละสมัย เริ่มต้นจากยุคคอมพิมพ์เตอร์เครื่องใหญ่ที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านของIBM ตามมาด้วยการแซงหน้าขึ้นมาของMicrosoft สำหรับpersonal computer, และแน่นอนครับ จากนั้นยุคของMircrosoft ก็ถูกเบียดโดยยุคของโทรศัพท์จาก Apple - จึงทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบริษัทเทคฯระดับโลกต่างๆตอนนี้กำลัง reposition และดำเนินการนโยบายทางthe metaverse กันอย่างจริงจัง สิ่งนี้คืออนาคตครับ โดยทั้งหมดนี้มีหลักการมาจากมองอดีตผ่านจังหวะการเปลี่ยนยุคของ 'สิ่งที่สร้างบน internet'; ในยุคแรกโทรศัพท์หรือการส่งข้อความทั่วไปเริ่มถูกแทนด้วยapplication อย่างSkype (ที่ต่อมาก็ถูกWhatsApp/Instagram เบียดขึ้นมาครับ) แม้แต่ทางฝั่งการเงินเองอย่างpeer to peer service ก็ขึ้นมามีบทบาทผ่าน application อันโด่งดังอย่างPayPal (ซึ่งก็แน่นอน เช่นกันสำหรับสิ่งที่มาแรงมากในหลายปีที่ผ่านมาอย่างblockchain นั้นเอง สำหรับการโอนเงินทั่วโลกอย่างง่ายดาย) และปัจจุบันนี้applications แห่งยุคสมัยก็เริ่มมาเป็นในส่วนของvirtual world; ทั้ง Roblox, Minecrafts, Fortnite, etc - gaming industry เองมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆเป็นอย่างมาก, digital assets ก็ครอบครองส่วนแบ่งตลาดสินค้าในอุตสาหกรรมนี้มากมาย
Metaverse จะเป็นอีกสิ่งที่สร้างบน internet ที่ย่อมอาศัยการวางข้อตกลงร่วมกันของยุคสมัย (e.g. TCP/IP) เป็นเหมือน networks of network ครับ และmetaverse จะนำมาซึ่งhardware และsoftware แห่งยุคใหม่ที่ offer ประสบการณ์ใหม่และนวัตกรรมใหม่ๆเช่นกัน, Matthewจึงเองอยากให้มองว่าprogress ทั้งหมดนี้เป็นการมองแบบspectrum มีการoverlapped กัน ไม่มีช่วงเวลาที่แน่นอน/ตายตัว แต่พวกเราทุกคนรู้ล่ะ ว่าโลกนี้กำลังเครื่องไปทางไหน
II. Building The Metaverse:
เป็นการพูดถึง elements ต่างๆที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำให้ metaverse เกิดขึ้นครับ รวมถึงการมีบทบาทสำคัญต่อโลกเศรษฐกิจและความยั่่งยืนของ metaverse เอง, รวมถึงประเด็นอุปสรรคและความน่ากังวลด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็น
Networking: Bandwidth และ Latency ที่ต่อมาจะเป็นอุปสรรคต่อเรื่องของ persistence และ synchronousity ในส่วนแรกครับ
Computing: ใน Metaverse นั้น การล้มลงของต้นไม้, ต่างจากโลกจริงที่ล้มแค่ต้นเดียว, นั้นต้องมีการล้มลง 'หลายต้นครับ' เนื่องจาก Metaverse ต้องทำงาน duplicate การล้มดังกล่าวไปยัง participants ณ ขณะนั้นด้วย แถมผลกระทบจากการล้มของต้นไม้นั้น (เช่นกรณีมองว่าการล้มของต้นไม้นั้นเป็นกิจกรรมใน customed game ใดๆบน metaverse) ก็ยังต้องถูกคำนวณให้มีค่าความถูกต้องเดียวด้วยเช่นกัน เนื่องจากอาจเกิดปัญหาที่ตามมา เช่นdevice ของผู้เล่นA บอกว่าแรงกระแทกการต้นไม้ล้มทำให้player B ตาย แต่ด้วยปัญหาความสามารถในการcompute (หรือปัญหาจากตัวlatency เอง) ทำให้device ของผู้เล่นB คำนวณออกมาได้ว่าแค่เกือบตาย กลายเป็นว่าหากการคำตอบของdevice ใดถูกตัดสินออกมาเป็นผลลัพธ์ อาจทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบได้ครับ ถ้าหากจริงๆข้อสรุปนั้นเกิดขึ้นจากinefficiency ของ device B เท่านั้น, ว่าง่ายๆปัญหาเรื่องขีดจำกัดของcomputing ชัดในตัวมันเองอย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้ว ซ้ำยังเป็นปัญหาที่มีอยู่ตลอด เนื่องจากเรามักเขยิบความยาก/ซับซ้อนให้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประสิทธิภาพของcomputing hardware เพิ่มขึ้น (มองเป็นเหมือนการขยับเป้าหมายไปไกลขึ้นเรื่อยๆเมื่้อถึง/ใกล้ถึงเป้าเดิม) ไม่ว่าเป็นในเรื่องของขนาดhardware เองที่เราก็พยายามทำให้มันเล็กขึ้นเรื่อยๆ หรือoutput ที่เราต้องการให้มันทรงพลังขึ้นตลอดเวลาตามทันการพัฒนาในฝั่งของsoftware
Virtual World Engines: engine ไหนจะเป็นengine หลัก แล้วสมมุติหากengine นั้นเป็นengine หลักขึ้นมา สิ่งนี้จะทำให้เกิดประเด็นสิทธิการควบคุมแต่ฝ่ายเดียวหรือเปล่า (ให้นึกถึงengine ที่ใช้อย่างแพร่หลายมากอย่าง Unreal หรือ Unity), เจ้าของengine เเหล่านี้จะเป็นอำนาจที่สามารถmodify หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆเมื่อต้องการหรือเปล่า หรือถ้าหากไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น มีหลายengine, ก็กลายเป็นว่ามีปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก ว่าจะทำให้สองengine ทำงานด้วยกันอย่างไร
Interoperability (เป็นคำที่ออกเสียงแล้วลิ้นพันกันดีจริงๆครับ ฮ่า): function ต่างๆและรูปร่างของdigital asset/avatar ใดๆจะยังคงเดิมหรือไม่ หากถูกย้ายไปอีกplatform หนึ่ง ที่แม้จะinteroperable ก็ตาม รวมถึงเรื่องมาตรฐานการใช้งานของสินค้าลิขสิทธิ์ กล่าวคือต้องมีstandard บางอย่างร่วมกัน
Hardware: พาร์ทนี้พูดถึงขีดจำกันและความเป็นไปได้ต่างๆของเทคโนโลยีกลุ่มAR/VR และ Haptics เป็นหลักครับ ประกอบกับความท้าทายในการพัฒนาhardware - โดยตัวเปลี่ยนผ่านอาจจากเริ่มจากsmart phone/smart watch/smart glasses/smart lens เป็นต้น เนื่องความคุ้นเคยและความสะดวก เพราะโดยพื้นฐานเหตุผลหนึ่งที่บางคนมีอคติมองความเป็นไปได้ยากของmetaverse คืออุปกรณ์เทอะทะที่ต้องคอยสวมใส่ตลอดเวลา
Payment Rails: ประเด็นด้านความปลอดภัยและregulations สำหรับการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน การกำหนดค่าfee การมาของcryptocurrency รวมถึงบทบาทของentity หลักที่เราคุ้นเคยอย่าง AppStore/Steam หรือแม้แต่ VISA และธนาคารระดับโลกในการposition ตัวเองครับ
'In the next two or theree years' - Bill Gates 'It will become mainstream in the next five to ten years' - Mark Zuckerberg
ส่วนนี้เริ่มต้นจากการคำตอบถามที่ว่า 'Metaverse จะมาถึงเมื่อไหร่'เมื่ออิงจากความน่าจะเป็นและปัจจัยต่างๆที่ได้อธิบายไว้ ทำให้ได้คำตอบว่า การมาของMetaverse นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านการของhardware ทื่เมื่อ'headset' ต่างๆนั้นกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงผู้คนได้อย่างแพร่หลายและเป็นเรื่องปกติอย่างsmart phone ณ ปัจจุบันนี้ครับ - ซ้ำยังต้องอาศัยการมี driver ในการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือดึงความสนใจผู้คนอย่างที่Apple ในช่วงปี 2008 ใช้AppStore เป็นตัวสร้างactivity ควบคู่ในการใช้3G, นอกจากนี้การเปลี่ยนผ่านทางgeneration สำหรับคนยุคใหม่ก็มีผลเช่นกัน เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวโยงกับโลกดิจิตอลมากขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นเสริมต่อด้วยบทบาทของmetaverse ที่จะมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในหลายๆอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น LifeStyle/การศึกษา/Entertainment/วิศวกรรม/การแพทย์/แฟชั่น/ฯลฯ และด้วยการเข้ามามีบทบาทในหลายอุตสาหกรรมดังกล่าว ขนาดเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในmetaverse จะมีมูลค่ามหาศาลและกินส่วนแบ่งขนาดเศรษฐกิจในโลกอย่างมีนัยยะสำคัญ และอาจกินสัดส่วนถึง 30% ของขนาดเศรษฐกิจดิจิตอลในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า (ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจดิจิตอลเป็นสัดส่วนราว 15% ของขนาดเศรษฐกิจโลกและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)
สรุปแล้ว การตีความและคาดการณ์ความเป็น 'The Metaverse' ในหนังสือเล่มนี้ยังเพียงเป็นการสร้างมโนทัศน์อย่างหลวมๆเท่านั้น เพราะผลลัพธ์ของเทคโนโลยีเมื่อถึงเวลาเกิดขึ้นจริงนั้นมักทำให้ผู้คนประหลาดใจเสมอ ในแง่ของความคาดหมายและผลกระทบของมันต่อวิถีชีวิตของเรา ทั้งยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการคาดเดา/ตัดสินอนาคต (ที่มีตัวเปลี่ยนผ่านเป็นการประกอบกันของเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่) ให้อย่างถูกต้องและแม่นยำ เนื่องเราคิดจากตัวแปรและชุดข้อมูล ณ ปัจจุบัน ขณะที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นเกิดจากการเปลี่้ยนแปลงและพัฒนาของสิ่งที่เรายึดถือ ณ ปัจจุบันดังกล่าว
'I would not trust any of our predictions because reality has so far exceeded them by such a great degree that we've been reduced to spectators just like you, watching this amazing phenomenon' - Steve Jobs on Wall Street Journal after success in 2008
เพื่อนๆล่ะครับ คิดว่า Metaverse เป็นแค่กระแส หรือเป็นอนาคตที่กำลังมาครับ 👀 #Metaverse #NFT
Blockchain: เริ่มด้วยจุดเด่นที่มีtrustlessness & verifiability ที่จะเป็นรากฐานให้กับความเป็นuniversal ของmetaverse รวมถึงหน้าที่สำคัญของNFT และการหนุนหลักการของWeb3
III. How The Metaverse Will Revolutionise Everything .=
'The Metaverse is already here' - Satya Nadella
Blockchain: เริ่มด้วยจุดเด่นที่มีtrustlessness & verifiability ที่จะเป็นรากฐานให้กับความเป็นuniversal ของmetaverse รวมถึงหน้าที่สำคัญของNFT และการหนุนหลักการของWeb3
III. How The Metaverse Will Revolutionise Everything .=
'The Metaverse is already here' - Satya Nadella
No activity yet